โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โบวินส์ ซิลเวอร์ ผู้ผลิต แท่งเงิน รายแรกในไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 ต.ค. 2567 เวลา 03.05 น. • เผยแพร่ 24 ต.ค. 2567 เวลา 03.05 น.

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

ตลาดเครื่องประดับเงิน ถือว่าเป็นอัญมณีที่สร้างรายได้ให้ประเทศปีละประมาณ 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ยังเป็นสินค้าส่งออกสำคัญลำดับต้นของไทย และการได้มาของเครื่องประดับเงิน วัตถุดิบ เม็ดเงิน แท่งเงิน จึงมีส่วนสำคัญในการผลิตและออกแบบสินค้า บริษัท โบวินส์ ซิลเวอร์ จำกัด ผู้นำในด้านการนำเข้าและจำหน่ายเม็ดเงินบริสุทธิ์ 99.99% และแท่งเงินบริสุทธิ์ 99.99% เป็นบริษัทขายแท่งเงินเพื่อการลงทุนแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับมาตรฐานระดับโลก RJC COC

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นางวิลาสินี ศานติจารี ประธานฝ่ายปฏิบัติงาน บริษัท โบวินส์ ซิลเวอร์ จำกัด ธุรกิจจำหน่ายเม็ดเงิน แท่งเงิน และอัญมณี ร้านขายปลีกเครื่องประดับ ถึงการเติบโตและดำเนินธุรกิจนี้

เริ่มก่อตั้งธุรกิจ

โบวินส์ ซิลเวอร์ เริ่มก่อตั้งเป็นบริษัทนิติบุคคล ตั้งแต่ปี 2546 แต่ก่อนหน้า เราเปิดร้านค้าขายจิวเวลรี่มานาน รู้จักร้านค้า ลูกค้าเป็นจำนวนมาก หรือแม้แต่เพื่อนในวงการ อัญมณีและเครื่องประดับ ทำให้เราเห็นช่องทางที่จะทำการค้า โดยเฉพาะเครื่องประดับเงินที่กำลังเติบโต ส่งผลทำให้เราจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทขึ้น เพื่อประกอบธุรกิจนำเข้าวัตถุดิบเงิน เพื่อจำหน่ายให้กับโรงงาน ผู้ประกอบการที่ผลิตเครื่องประดับเงิน ปัจจุบันเราประกอบธุรกิจนี้มาเป็นเวลา 21 ปีนับตั้งแต่ตั้งบริษัท

“เหตุที่เราไม่ขายสินค้าในกลุ่มจิวเวลรี่ อัญมณี เป็นเพราะเราไม่อยากแข่งขันกับเพื่อน ลูกค้า และในระหว่างนั้นเป็นช่วงของการเติบโตของเครื่องประดับเงิน ทำให้เราจึงเห็นช่องทางในการทำธุรกิจ จึงได้ตั้งบริษัทนี้ขึ้นมา”

ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนาน ทำให้บริษัท โบวินส์ ซิลเวอร์ จำกัด ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้ทั่วประเทศไทย ที่นำเม็ดเงินที่นำไปใช้ในการผลิตในอุตสาหกรรมอัญมณีและอื่น ๆ และส่งผลต่อการเติบโตและรายได้ของบริษัทเป็นอย่างมาก และเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา หรือประมาณปี 2564 บริษัทได้เพิ่มสายการผลิตแท่งเงินบริสุทธิ์ขึ้น และยังมีหลายขนาด โดยได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วไป นำไปใช้เพื่อการลงทุน เก็บสะสม และให้เป็นของขวัญที่มีมูลค่าในโอกาสพิเศษมากมาย

โดยบริษัทมีเป้าหมายการเติบโตยอดรายได้ในภาพรวมในปี 2567 ขยายตัว 10% จากรายได้ปีที่ผ่านมา ซึ่งมียอดขายรวมประมาณ 4,000 ล้านบาท

ผลิตแท่งเงินรายแรก

บริษัทได้เริ่มผลิตแท่งเงินซึ่งมีความบริสุทธิ์ 99.99% ถือว่าเป็นรายแรกในประเทศไทย และยังได้รับมาตรฐานระดับโลก RJC COC ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดของประเทศอังกฤษ สำหรับผู้ผลิตแท่งเงิน นอกจากนี้ บริษัทยังย้ายเข้าไปก่อตั้งโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมอัญธานี ย่านลาดกระบัง ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่รวมด้านจิวเวลรี่ อัญมณีและเครื่องประดับ

ซึ่งได้ย้ายเข้าไปตั้งแต่ปี 2566 เพื่อใช้ผลิตเม็ดเงินและแท่งเงิน การย้ายโรงงานเพื่อต้องการให้สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ว่าบริษัทได้มาตรฐานโรงงานทั้งในประเทศและระดับสากล ส่วนกำลังการผลิตของโรงงานเม็ดเงินอยู่ที่ 3 ตันต่อวัน ส่วนแท่งเงินอยู่ที่ประมาณ 100 กิโลกรัมต่อวัน

การผลิตแท่งเงินของบริษัท ผลิตในขนาดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม มูลค่าการซื้อ-ขายจะขึ้นลงตามราคาตลาดโลก แต่ในเบื้องต้นราคาอยู่ที่แท่งละ 30,000 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อีก 7% ส่งผลให้ผู้บริโภคทั่วไป สนใจเข้ามาซื้อ-ขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะแท่งเงินเป็นสินค้าที่สามารถเก็บสะสม ลงทุน ซื้อเป็นของขวัญได้ และมูลค่ามีลักษณะเช่นเดียวกับทองคำที่ซื้อขายในตลาด

“ในประเทศไทย เราผลิตแท่งเงินเป็นรายแรกที่ลูกค้าสามารถซื้อ-ขาย ลงทุน สะสมได้ โดยช่วงแรกยังไม่เป็นที่รู้จักของลูกค้ามากนัก แต่เราได้มีการประชาสัมพันธ์ และการร่วมออกงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ทำให้ได้รับความสนใจจากลูกค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง”

ในขณะที่ต่างประเทศมีการผลิตแท่งเงินและจำหน่ายให้ผู้บริโภคสามารถเข้าซื้อสะสม ลงทุนได้ อย่างเช่น สหรัฐ ยุโรป อินเดีย และสิงคโปร์ เป็นต้น ส่วนวัตถุดิบเม็ดเงินที่บริษัทนำเข้าหลักส่วนใหญ่ ในแถบเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น เนื่องจากมีความคุ้มค่าในการนำเข้าและขนส่ง โดยคุณภาพ เปอร์เซ็นต์ความบริสุทธิ์ของเม็ดเงินเทียบเท่าจากทางยุโรป

อนาคตส่งออก

การผลิตเม็ดเงิน แท่งเงิน ส่วนใหญ่บริษัทขายให้กับลูกค้าภายในประเทศ ซึ่งจะขายให้กับโรงงานผลิตอัญมณีและเครื่องประดับถึง 90% และ 10% จะขายให้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น โดยกลุ่มนี้จะซื้อในตัวของเม็ดเงินเป็นหลัก ส่วนแท่งเงินที่บริษัทผลิต
ออกมานั้น ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าผู้บริโภคทั่วไปที่เป็นลูกค้าคนไทยและต่างชาติที่อยู่ในประเทศ การซื้อ ก็จะซื้อเพื่อสะสม ลงทุน เป็นของขวัญ

ดังนั้น ลูกค้าที่สนใจจะเข้ามาซื้อแท่งเงิน จะเป็นลูกค้าคนไทย ต่างชาติ จะมาจากต่างประเทศหรืออยู่ภายในประเทศ จะต้องเข้ามาซื้อที่บริษัท หรือช่องทางที่บริษัทเปิดให้มีการซื้อ-ขาย แต่ในอนาคตบริษัทก็มีแผนที่จะส่งออก แต่จะขายในลักษณะ B2B มากกว่า B2C ที่ขายในปัจจุบัน

“ตอนนี้เรายังไม่มีการส่งออกแท่งเงินไปให้กับลูกค้าในต่างประเทศ เนื่องจากว่ายังมีปัจจัยหลายอย่างที่ยังเป็นอุปสรรค โดยเฉพาะเรื่องของ VAT 7% และยังมีเรื่องของราคาแท่งเงินที่ยังมีความผันผวนในตลาดโลก บางครั้งราคาอาจจะปรับขึ้น-ลงไว มีผลต่อการซื้อ-ขาย และด้วยไทยยังมี VAT 7% หากจะขายออกยังเป็นต้นทุนส่วนนี้ของผู้ซื้ออยู่ จำเป็นต้องรอดูราคาที่เหมาะสม แท่งเงินจึงเป็นลักษณะการซื้อสะสม ลงทุนในระยะกลางและระยะยาว ต่างจากทองคำที่อาจจะเป็นการลงทุนในระยะสั้นได้”

อย่างไรก็ดี ในตัวของบริษัทซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย ได้มีการหารือและผลักดันในประเด็นนี้ เพราะต้องยอมรับว่ามันเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการและผู้บริโภค จึงคาดหวังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จะมีการพิจารณาในการให้เครื่องประดับเงินหรือวัตถุดิบเงิน มีการซื้อขาย เช่นเดียวกับอัญมณี เครื่องประดับ และทองคำด้วย

ดูแลสิ่งแวดล้อม

จากแนวโน้มและการให้ความสำคัญ ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งในประเทศและทั่วโลก ทำให้บริษัทอยู่ระหว่างการปรับตัวและรวบรวมข้อมูล โดยเฉพาะเรื่องของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศ หรือที่รู้จัก “คาร์บอนฟุตพรินต์” ทำให้ตอนนี้เรากำลังเก็บรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่แรงงาน บุคลากรในบริษัท กระบวนการผลิต กระบวนการขนส่ง การนำเข้าวัตถุดิบ ตลอดห่วงโซ่ซัพพลายเชน มีการปล่อยก๊าซเป็นจำนวนเท่าไหร่ เพื่อที่จะทำแนวทางในเรื่องของนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ต้องยอมรับว่า ลูกค้าของบริษัทหรือแม้แต่ทั่วโลกให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และหากไม่มีการดำเนินการในเรื่องนี้ ไม่มีแนวทางการดูแลสิ่งแวดล้อม ก็อาจจะเป็นอุปสรรคในเรื่องของการซื้อ-ขายสินค้า เพราะหลายบริษัทนำเรื่องนี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งหรือเงื่อนไข ในการทำการค้าระหว่างกันมากขึ้น

ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลและบางส่วนก็ได้มีการปรับเปลี่ยนเข้ามาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดการใช้พลังงาน รวมไปถึงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการขนส่งมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดต้นทุนให้กับบริษัทด้วย และเชื่อว่าในปี 2568 บริษัทจะมีแผนและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โบวินส์ ซิลเวอร์ ผู้ผลิต แท่งเงิน รายแรกในไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...