โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมราคา Boxing Day กล่องสุ่มยิงกันขี้กระจาย

Soccersuck

เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2564 เวลา 22.09 น. • Soccersuck


ผมเปลี่ยนช่องไปดู 3 คู่ที่เหลือสลับๆกันหลังคู่หลักที่เปิดไว้อย่าง แมนฯซิตี้ นำ เลสเตอร์ แบบปิดงานไว 4-0 ภายใน 25 นาที
ครึ่งหลังแวะมาเยี่ยมชมเป็นระยะๆจนขยับจาก 4-1 จนไปจบที่ 4-3 โดยใช้เวลาแค่ 10 นาทีเลยต้องกลับมาประจำการที่คู่นี้อีกหน
แต่ด้วยความที่ลูกเซ็ตพีซของ “จิ้งจอก” หมูตู้ยืนหนึ่งในซีซั่นนี้จึงสังเวยลูกเตะมุมให้ “เรือใบ” ในสกอร์ 5-3 ทำให้เราอดเห็น “ดราม่า” ที่เวลาเหลือๆกว่า 20 นาทีอย่างน่าเสียดาย
เป๊ป กวาดิโอล่า อาจต้องชำแหละแนวรับหลังจบเกมกันพอสมควรเพราะเสีย 3 ประตูในเกมเดียวก็ว่าหนักแล้วแต่การโดนภายใน 10 นาทีไม่ใช่มาตรฐานบอล “เป๊ป” แน่นอน
ถ้าใครดู ซิตี้ เล่นมาตลอดจะเห็นได้ว่า เป๊ป จะสั่งและเน้นลูกทีมให้พยายามเบิกร่องเม็ดแรกและปิดเกมให้จบไวที่สุด
เราจึงมักเห็นผู้เล่น “เรือใบ” โหมบุกแบบกะเอาตายตั้งแต่วินาทีแรก ผมมองว่าการเจอบอลขึงระดับ ซิตี้ หากปล่อยให้สกอร์ค้าง 0-0 นานมากเท่าไหร่คู่แข่งจะตั้งสติและมั่นใจมากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป
วันนี้ต้องชม ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ที่ฟอร์มกลับเข้าฝั่งเหมือนสมัยช่วงพีคๆ มีส่วนร่วมกับเกม ไม่เลอะเทอะเหมือนเก่าก่อนมีชื่อทำ 2 ประตูในเกมนี้
จากการขนผู้เล่นชุดใหญ่เจอ ลิเวอร์พูล ใน คาราบาว คัพ เมื่อวันพุธที่ผ่านมาทำให้ “จิ้งจอก” ที่มีผู้เล่นตัวจริงเจ็บไปหลายคนก่อนหน้านี้กลับมีเพิ่มขึ้นมาอีก 3 โดยหนึ่งในนั้นเป็น เจมี่ วาร์ดี้
ดังนั้นประเมินจากสภาพทีมดังกล่าวการยิง ซิตี้ ได้ 3 ลูกเป็นอะไรที่น่าตกใจด้วยซ้ำแม้ในบั้นปลายจะโดนไปเต็มๆ 6 ลูก
นับตั้งแต่โควิดระบาดใหม่รอบนี้ผมมีความรู้สึกกว่าการไล่ล่าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้ขาดอรรถรสไปพอสมควร
กล่าวคือการเลื่อนของแต่ละคู่ทำให้จำนวนเกมเริ่มเหลื่อมกัน ตัวเลขมั่วไปหมดและตอนนี้ แมนฯซิตี้ ทิ้งอันดับ 2 อย่าง ลิเวอร์พูล และ เชลซี ห่างเป็น 6 แต้มแล้ว
การลงเล่นโดยรู้ว่าคู่แข่งเตะไปแล้วและชนะไปแล้วย่อมยากกว่าในแง่ของจิตวิทยา
ในขณะที่หลายๆทีมติดโควิดและต้องลงเล่นโดยขาด key players แต่ “เรือใบ” ต้องบอกว่าแทบไม่มีผลกระทบและเก็บงานละเอียดโดย 3 นัดหลังสุดไล่ยิงชาวบ้านถึง 17 ลูก
จนตอนนี้กวาดสถิติมาเป็นของตัวเองหมดแล้ว ไล่ตั้งแต่ยิงมากที่สุด 50 ลูกเท่า “หงส์แดง” (แต่เตะมากกว่า 1 นัด) เสียน้อยที่สุด 12 ลูกและประตูได้เสียมากที่สุด +38
อย่างที่ผมบอกครับ “เรือใบ” เป็นทีมที่แช่งยากเอามากๆ ทีมสุดท้ายที่ให้ความรู้สึกแบบนี้คือ เชลซี สมัย โจเซ่ มูรินโญ่ ในฤดูกาลแรกที่แกเข้ารับงาน (2004-05)
คือปีนั้น “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” แพ้แค่นัดเดียว ชนะ 29 นัดเสมอ 8 เรียกว่าคู่แข่งที่ตามหลังท้อไปตามๆกัน
แต่จุดสังเกตคือ “น้ามู” แกเน้นแท็คติกส์เกมรับทำให้เสียไปแค่ 15 ลูกแถมเก็บคลีนชีตถึง 25 ส่วนประตูยิงไป 72
อันนี้เป็นการเปรียบเทียบเบาๆเพราะกำลังจะบอกว่า เป๊ป สร้างจุดแข็งทั้งรุกและรับได้สมดุลกว่าในรูปแบบการเล่นสมัยใหม่คือใช้ความเหนือกว่าทั้งความฟิตและฝีเท้า “เพรส” คู่แข่งให้เสียบอลตั้งแต่หน้าเขตโทษตัวเอง ถ้ารู้ว่าไม่ไหวไม่อยากเสียบอลบริเวณนี้จงเตะทิ้งเปลี่ยนการครอบครองบอลมาซะดีๆ
ดูแล้ว ซิตี้ คงกวาดแต้มเพลินๆอย่างต่อเนื่องด้วยการเล่นรูปแบบนี้ซึ่งเพียงพอแต่หนักหนาสำหรับทีมอย่าง ลิเวอร์พูล และ เชลซี ที่เรายังไม่ได้ไปพูดถึงเดือนมกราคมที่ แอฟริกัน เนชั่น คัพ กำลังจะระเบิดแข้งเลยด้วยนะ
สำหรับโปรแกรมคู่อื่นในวันบ็อกซิ่งเดย์ถือว่ายิงกันกระจุยกระจาย ผมคงไม่ได้ไปลงรายละเอียดมากเพราะไม่ได้นั่งแช่ดูแต่ย้อนกลับมาดูไฮท์ไลท์และอ่านรูปเกมจาก เดลี่ เมล แบบไวๆ
อาร์เซนอล บุกสอนบอล นอริช 5-0 อันนี้หลายคนลงความเห็นกันว่าลูกทีมของ มิเกล อาร์เตต้า ในยุคไร้ “โอบา” เล่นเป็นทีมขึ้นกว่าเดิมเยอะและออกบอลไว ไหลลื่นขึ้น สามารถแกะเพรสแบบเนียนๆ
ที่สำคัญคือยามอยู่ในเขตโทษเมื่อต้องจบสกอร์ก็คือเป็นประตู พอบอลนำห่างจะหยิบจับอะไรทีนี้ก็ง่ายไปหมดโดยเฉพาะ บูกาโย่ ซาก้า วันนี้ซ้ายฉมังยิงคมกริบทั้ง 2 ลูก
“ปืนใหญ่” ชนะ 3 นัดรวดยึดที่ 4 เอาไว้ได้อีกสัปดาห์แต่คงต้องไปตามแช่ง สเปอร์ส อริร่วมเมืองกันหนักๆเพราะทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้ บอสใหญ่ตาม 6 แต้มและมีเกมในมือถึง 3 นัด
“ไก่เดือยทอง” เอาชนะ คริสตัล พาเลซ​ แบบไม่ยากเย็น 3-0 โดยเกมจบตั้งแต่ครึ่งแรกที่นำห่าง 2 เม็ดและ วิลเฟร็ด ซาฮา เจ้าอารมณ์ไม่ดูเวล่ำเวลาถูกเหลืองแดงในนาที 37
คู่นี้ผมเปิดดูนานกว่าคู่อื่นๆ (หลัง ซิตี้ นำ 4-0) ครึ่งแรกผมเห็นรูปเกมแล้วคล้ายๆ ไทย เจอ เวียดนาม คือไลน์หลังของ “ปราสาทเรือนแก้ว” ดันสูงแต่กลางดันง่อยมาก
แล้วรู้ๆกันอยู่ว่า “คลับไก่” ถ้ามืพื้นที่สวนดุแค่ไหน เรียกว่ามาทีเป็นแผงแล้วต้องบอกว่าแนวรับของ พาเลซ ก็ไม่ได้แข็งโป๊กหรือนิ่งจะควบคุมอะไรโดยลำพัง
3 ประตูที่เสียในเกมนี้มาจากการเปิดบอลทางพื้นที่แบ็คซ้ายของ ไทริค มิตเชลล์ ทั้งหมด เป็นบอล 11 ต่อ 10 ที่สู้กันไม่ได้กับอัตราการครองบอล 60/40 และโอกาสที่เทียบไม่ติด 23 ต่อ 4
สเปอร์สของ “น้าคอน” ถูกปรับแต่งตอนนี้ขยับจากอันดับ 8 ในสมัย นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ ขึ้นมาอยู่ที่ 5 และกวาดชัยชนะ 4 จาก 5 นัดหลังสุด
มีการเผยตัวเลขในการ “วิ่ง” ของนักเตะ “ไก่” นับตั้งแต่ คอนเต้ เข้ามาคุมทีมมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 15 กิโลเมตรต่อเกม ถือว่ามากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของลีกไปแล้ว
ผมขอปิดท้ายที่ เชลซี คู่ 00.30 น. ตอนแรกดูจากรูปเกม เชลซี เหมือนเป็นฝ่ายควบคุมทุกอย่างเพราะครองบอลเหนียวแถมไม่ผลีผลามด้วย
นักเตะ แอสตัน วิลล่า พยายามไล่พอโดนเคาะเรื่อยๆก็เลิกไล่ถอยไปคุมโซนเพื่อรอสวนตามสไตล์ของ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด กุนซือไฟแรงที่วันนี้ไม่ได้มายืนสั่งการเพราะติดโควิด
ปัญหาของ วิลล่า คือจังหวะสวนมีตัวเร็วๆวูบวาบเยอะนะแต่ยังขาดความเข้าใจในจังหวะสุดท้ายว่าควรต้องส่งให้เพื่อนมากกว่าดื้อยิงเอง ผมเห็นแบบนี้ราว 2-3 หน
ประตูขึ้นนำแบบเฮงๆจากการทำเข้าประตูตัวเองของ รีส เจมส์ ช่วยให้ วิลล่า ได้เปรียบอยู่แค่ 6 นาที
ผมไม่เข้าใจว่า แมตธิว แคช คิดอะไรอยู่ถึงสไลด์ทำฟาว์ล คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย จากด้านหลังทั้งๆที่จังหวะยังไงก็เล่นไม่ได้แล้ว จุดโทษแบบไม่ต้องคิดมาก ไม่มีเพื่อนคนไหนมาต่อล้อต่อเถียงผู้ตัดสินแม้แต่คนเดียว
เชื่อว่าถ้ายื้อให้สกอร์จบครึ่งแรก 1-0 ผมมองว่าเกม “ตึง” กว่านี้แน่แต่โฉมของเกมเปลี่ยนไปเมื่อ โธมัส ทูเคิ่ล โชว์การแก้เกมพักครึ่งด้วยการถอดกองหลังคือ ชาโลบาห์ ออกแล้วส่ง “บิ๊กตู้” ลูกากู ลงมาล่าตาข่าย
เกมรับก็หุบ เจมส์ เข้ามายืนเป็นเซนเตอร์ฝั่งขวาและถ่าง คริสเตียน พูลิซิช มาเลื้อยเป็นวิงแบ็คขวาแทน
จากสกอร์ 1-1 จบที่ 3-1 มาจาก ลูกูกา ล้วนๆที่โหม่ง 2-1 และเรียกจุดโทษทดเจ็บ 90+2
นี่คือชัยชนะนัดแรกในรอบ 3 นัดหลังเสมอมารวด 2 นัดเลยต้องรับบทผู้ตามและต้องคอยระวังหลังอย่างหนักหลังเสียงหายใจของทั้ง อาร์เซนอล และ สเปอร์ส ดังหืดหาดอยู่ด้านหลังเบาๆเข้ามาทุกที
สถิติ สถิติ สถิติ

ในเกมที่ แมนฯซิตี้ ถล่มเลส เลสเตอร์ 6-3 มีรายชื่อคนยิงไม่ซ้ำถึง 8 คน มีเพียงเกมที่ สเปอร์ส แพ้ อาร์เซนอล 4-5 ในปี 2004 เท่านั้นที่มีคนยิงไม่ซ้ำในเกมเดียว (9 คน)

“เรือใบ” เป็นทีมที่ 3 ที่ทำประตูจาก 2 จุดโทษภายใน 25 นาที โดยก่อนหน้านั้นทีมที่ทำได้คือ เวสต์แฮม พบ แมนฯยูฯ ในปี 2011 และ ลิเวอร์พูล พบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2007

ริยาด มาห์เรซ เป็นนักเตะคนที่ 3 ที่ยิง 3 ประตูใส่ เลสเตอร์ “ทีมเก่า“ โดยคนที่เคยทำไว้คือ คริส วู้ด (4) และ เอมิล เฮสกี้ (3)

เลสเตอร์ เสีย 3 ประตูใน 21 นาทีนับว่าเลวร้ายแล้วแต่เคยเน่ากว่านี้หลังตามหลัง แอสตัน วิลล่า 3-0 ภายใน 15 นาทีเมื่อปี 2003 มาแล้ว

เกมที่ เอติฮัด สเตเดียม เป็นเกมบ็อกซิ่งเดย์เกมแรกที่ยิงกัน 9 ประตูและจำนวนประตูยิงมากที่สุดนับตั้งแต่ แมนฯยูฯ บุกเอาชนะ โอลด์แฮม 6-3 เมื่อปี 1991

เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ เป็นนักเตะรายที่ 3 ที่ยิงและจ่ายในเกมเดียวกันในการเจอกับ “ทีมเก่า” แมนฯซิตี้ ตามหลัง พอล ดิกคอฟ ที่ทำไว้กับ เลสเตอร์ เมื่อปี 2003 และ เจมส์ มิลเนอร์ กับ ลิเวอร์พูล ในปี 2016

อาร์เซนอล ต้อน นอริช 5-0 เป็นชัยชนะด้วยจำนวนต่างของประตูมากที่สุดในนัดเยือน เป็นสถิติร่วมกับเกมที่เคยบุกเอาชนะ มิดเดิลสโบรห์ 6-1 เมื่อปี 1999 และ เอฟเวอร์ตัน เมื่อปี 2009

บูกาโย่ ซาก้า (20 ปี 112 วัน) เป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดของ อาร์เซนอล ที่ยิง 10 ประตูใน พรีเมียร์ลีกตามหลัง นิโกลาส์ อเนลก้า ที่เคยทำไว้ (19 ปี 225 วัน)

เอมิล สมิธ โรว์ เป็นนักเตะคนที่ 2 ของ อาร์เซนอล ที่ยิงประตูในฐานะตัวสำรอง 3 เกมในพรีเมียร์ลีกติดต่อกันนับตั้งแต่ “พี่แป้ง” โทมัส โรซิคกี้ ทำไว้เมื่อเดือนกันยายน 2009

โรเมลู ลูกากู ยิง 9 ประตูใน 10 นัดที่เจอกับ แอสตัน วิลล่าและไม่เคยยิงคู่แข่งทีมไหนใน 5 ลีกใหญ่ได้มากกว่ายิง วิลล่า อีกแล้ว

จอร์จินโญ่ ยิง 9 จุดโทษใน พรีเมียร์ลีกแล้ว โดยครองสถิติยิงจุดโทษในปฏิทินเดียวมากที่สุดเท่า แมทธิว เลอทิส ซิเอร์ ในปี 1994 และ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ในปี 2004

นับตั้งแต่ โธมัส ทูเคิ่ล เข้ามาคุมเกมแรกให้ เชลซี เมื่อเดือนมกราคม “สิงห์บลู” ยิงจุดโทษใน พรีเมียร์ลีก ไปแล้ว 11 ลูก มากกว่าทุกๆทีมทั้งหมด

แอสตัน วิลล่า แพ้ 7 นัดใน พรีเมียร์ลีกในเกมที่พวกเขาเป็นฝ่ายยิงขึ้นนำไปก่อน นับเป็นสถิติมากที่สุดในปฏิทินเดียวร่วมกับ เอฟเวอร์ตัน ที่เคยทำไว้ในปี 1999 และ วีแกน ในปี 2006

ไม่มีนักเตะคนไหนทำประตูในวันบ็อกซิ่งเดย์มากไปกว่า แฮร์รี่ เคน อีกแล้ว (9 ประตูเท่า ร็อบบี้ ฟาวเลอร์)

วิลเฟร็ด ซาฮา ถูกไล่ออก 5 หนในทุกรายการกับ คริสตัล พาเลซ, มากกว่านักเตะคนไหนๆถึง 3 ครั้งนับตั้งแต่ drbut เมื่อปี 2010 รวมถึงยังเป็นนักเตะคนแรกของ “เดอะ อีเกิ้ลส์” ที่ถูกใบแดงใน พรีเมียร์ลีก ในวันบ็อกซิ่งเดย์อีกด้วย

เจมส์ วอร์ด เพราส์ (10 จุดโทษ, 11 ฟรีคิก) เป็นนักเตะคนที่ 4 ที่ยิง 10 ประตูหรือมากกว่าใน พรีเมียร์ลีก ผ่านจุดโทษหรือฟรีคิก นับตั้งแต่ เธียร์รี่ อองรี, คริสติอาโน่ โรนัลโด้ และ เอียน ฮาร์ท เคยทำได้มาก่อนหน้านี้

นับตั้งแต่ เดวิด มอยส์ เข้ามาคุม เวสต์แฮม เมื่อเดือนมกราคม 2020 ไม่มีสโมสรไหนอีกแล้วที่ทำประตูจากสถานการณ์ลูกเตะมุมเท่าพวกเขา (23 ลูกเท่า ลิเวอร์พูล)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...