โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คติ "นาค" แปลงเป็นศาสนาคาร "โบสถ์-วิหาร" แผ่ปรกพระพุทธองค์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 27 พ.ค. 2566 เวลา 17.05 น. • เผยแพร่ 27 พ.ค. 2566 เวลา 17.05 น.
ภาพวัดกัลยาณมิตร ฉายเมื่อ พ.ศ. 2468 (ภาพจาก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

“วิหารคือนาคปรก” คติ “นาค” แปลงเป็นศาสนาคาร “โบสถ์-วิหาร” แผ่ปรกพระพุทธองค์

“ครั้นย่างเข้ามา 7 วัน เป็นคำรบ 6 นั้น สมเด็จพระพุทธองค์เสด็จไปทรงนั่งในร่มมุจลินทะไม้จิก บังเกิดกาลเมฆคือฝนตกบ่มิได้ขาดเม็ดเลย ทั้งลมก็พัดกล้า พัดหวลตลบไปมาวนเวียน ครั้งนั้นพระยานาคตนหนึ่งมีศักดานุภาพมาก อยู่ในสระโบกขรณีใกล้มุจลินทะไม้จิกนั้น เห็นพระพุทธองค์ก็บังเกิดเลื่อมใสศรัทธา จึงขึ้นมาจากนิวาสนฐาน แวดล้อมพระองค์สมเด็จพระมหากรุณาเจ้าเข้าไว้ด้วยกำแพงแก้ว

กล่าวคือขนดกายอันใหญ่ขดซ้อน ๆ กันขึ้นไป 7 รอบ แล้วผกพังพานเป็นเพดานบังปิดเบื้องบน ประสงค์จะกันแดดกันฝน กันเหลือบแลริ้นร่าน บ่มิให้แผ้วพานพระองค์ ภายในห้องแห่งกายที่พญานาคขดแวดล้อมพระพุทธองค์นั้น ใหญ่ประมาณเท่าห้องเครื่องในโลหะปราสาท กอร์ปด้วยประทีปตั้งตามไว้ในมุมทั้ง 4 ส่องแสงสว่างโอภาส สมเด็จพระบรมโลกนาถนั้นมีอาการดุจดังนั่งอยู่ในกุฎาคารปราสาท มีบานพระทวารและบานพระแกลปิดมิดชิดเป็นอันดี…” (จากไตรภูมิโลกวินิจฉัยกถา หน้า 138)

เนื้อความในพุทธประวัติ ตอนที่พญานาคเข้าปรกกันพายุฝนให้พุทธองค์ จากหนังสือที่ยกมานี้อธิบายอย่างชัดเจนว่านาคนั้นแปลงปรกเป็นอาคาร โดยมีการ “ผกพังพานเป็นเพดานบังปิดเบื้องบน” มิใช่เพียงเป็นหัวนาคยืนอยู่ข้างหลังในแบบพระพุทธรูปนาคปรกที่เราคุ้นเคย เมื่อข้าพเจ้านำภาพประติมากรรมรูปนาคปรกมาเปรียบเทียบกับภาพเพดานพระวิหาร ก็พบคำตอบที่ชัดเจนว่า สิ่งที่เข้าใจผิดมาตลอดว่าเป็นดาวเพดาน สวรรค์ จักรวาลนั้น แท้ที่จริงก็คือลายดอกบนอกนาคนั้นเอง

ถึงตรงนี้ความเข้าใจใหม่เปิดดวงตาเราแล้วว่า ตัวอาคารทั้งหมดคือนาคแปลง ถ้าไม่มีนาคก็จะไม่มีอาคาร วิหารเกิดขึ้น เมื่อเข้าสำรวจการแปลง จุดแรกเริ่มก็คือน้ำ (นาค) ที่หยดลงมาจากฟ้า (สวรรค์) และเกิดรัศมีวงน้ำ (คายออกเป็นชั้น ๆ) นี่คือเบื้องปฐมแห่งการแปลงในรูปของฉัตร (นาคคายลงมาเป็นชั้น ๆ จากสวรรค์) (ลายเส้นที่ 1)

จากนั้นฉัตรก็คายตัวลงแปลงเป็นจุดกึ่งกลางหลังคา (ลายประจำยาม) และจากจุดประจำยามนี้เองที่นาคแล่นตัวออกเป็นสันหลังคาและผืนหลังคาทั้งหมด (ลายเส้นที่ 2)

จากชุดหลังคา นาคก็ทิ้งตัวต่อลงมาเป็นผนังและเสาในระเบียบเดียวกัน คือทิ้งตัวยาวลง ยกหัวสูงขึ้น อกแตะน้ำมีลายประจำยามกลางตัว (ลายเส้นที่ 3)

จากตัวอาคารมาถึงฐาน ซึ่งก็คือนาคคายกันลงมาเป็นชั้น ๆ (ลายเส้นที่ 4)

ในนาค 1 ชุดการคายนั้น เราสามารถสังเกตได้จากลายเส้นน้ำ (ลวด) ซึ่งแต่เดิมเข้าใจกันว่าเป็นเส้นลวดกั้นลาย บัดนี้การค้นพบได้เปิดเผยแล้วว่าคือน้ำ ซึ่งนาคจะต้องอยู่บนน้ำ (ฟองคลื่น) เมื่อเห็นลวดก็ให้รู้ว่านั้นเป็นลักษณะการแปลงทิ้งตัวของนาคลักษณะหนึ่ง เพียงแต่จะเป็นลักษณะใดก็ให้ดูแยกแยะเอา เช่น (ลายเส้นที่ 5)

จากฐานลงสู่ดิน สู่มนุษย์โลก นี่คือสายความเชื่อเดิมที่ว่าน้ำคือสื่อกลาง เป็นตัวเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์นั่นเอง (ลายเส้นที่ 6)

สรุปว่าคนโบราณเชื่อเรื่องนาคเรื่องน้ำมาแต่เดิม เป็นความเชื่อที่ต่อสายมายาวนานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีอายุไม่ต่ำกว่า 3,000 ปี เมื่อพุทธศาสนาเข้ามาจึงต้องมาผสานกับความเชื่อท้องถิ่น มีการสร้างเรื่องให้นาคเป็นผู้ปกปักรักษา แผ่ปรกพุทธองค์ เกิดเป็นตัวอาคารวิหารรูปนาคแปลงขึ้นทั่วแผ่นดิน ทั้งนี้เพื่อโน้มเอาความเชื่อของคนในท้องถิ่นให้เข้ามาทางพุทธศาสนานั่นเอง พูดให้ชัดก็คือพุทธต้องมาพึ่งนาคเพื่อเข้าถึงคนท้องถิ่นที่เชื่อนาคมาแต่เดิม

บัดนี้เราได้รู้แล้วว่าอาคารวิหารคือนาคแปลง ไม่ใช่ไม้ หิน อิฐ ปูนธรรมดา แต่ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตและยังคงมีชีวิตอยู่ เพราะนาคมีอายุยืนไปจนเห็นพระศรีอาริย์ ทุกครั้งที่ก้าวเข้าวัดจึงต้องสำรวมจิตใจว่าเราสัมผัสโดยตรงอยู่กับนาค ทุกการพูด คิด ทำ ขอจงน้อมทางกุศล (ประพฤติธรรม) แล้วนาคก็จะปกปักรักษาคุ้มครองผู้ประพฤติธรรมทั้งปวง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “วิหารคือนาคปรก” เขียนโดย อมรวัชร กอหรั่งกูล ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2547

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...