โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมคนญี่ปุ่นเข้าแถวเป็นระเบียบรอข้ามถนน คำตอบอยู่ที่ “โรงเรียนประถมศึกษาปลาย”

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 28 ธ.ค. 2567 เวลา 20.48 น. • เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2567 เวลา 19.52 น.

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ที่มาภาพ : howtojapan.net

เรื่องราวของคนญี่ปุ่น โลกเรามักมีคำถามว่า ทำไม Ohtani Shohei นักเบสบอลที่มีชื่อเสียง เก็บขวดน้ำดื่ม หลังจากเสร็จการแข่งขันแล้ว ทำไมคนญี่ปุ่นเข้าแถวอย่างสุภาพ รอจนกว่าไฟสัญญาณจราจรสีเขียม จึงจะเดินข้ามถนน ทำไมญี่ปุ่นจึงมีความเป็นระเบียบ อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนญี่ปุ่นมีนิสัยเฉพาะแบบญี่ปุ่น สำหรับบางคน คำตอบอยู่ที่ “โรงเรียนประถมศึกษาปลาย” (elementary school) ที่เด็กนักเรียนญี่ปุ่นถูกสอนในการสร้างนิสัยความมีระเบียบวินัยดังกล่าว

นักการศึกษาบางคนมองว่า “โรงเรียน” ญี่ปุ่น ถูกออกแบบให้เป็น “สังคมเล็กๆ” (mini society) ที่นักเรียนทุกคนมีบทบาทหน้าที่ และได้รับการคาดหมายว่า จะต้องทำงานเพื่อสังคม การศึกษาจะเน้นหนักในเรื่องที่ไม่ใช่วิชาการ เช่น การทำงานเป็นกลุ่ม จริยธรรมการทำงาน และความมุ่งมั่นในผลสำเร็จ นิสัยและความคิดดังกล่าวของคนญี่ปุ่น ถูกสร้างขึ้นมาจากโรงเรียนประถมศึกษาปลาย

ศิลปะการสร้างคนของญี่ปุ่น

บทความของนิยตสาร The Economist เรื่อง The Japanese Art of Child-Rearing เขียนไว้ว่า ที่โรงเรียนประถมศึกษาปลายแห่งหนึ่งในโตเกียว เมื่อระฆังดังขึ้นว่าเลิกเรียนแล้ว จะมีนักเรียน 4 คนที่ยังไม่กลับบ้าน เพราะเป็นเวรที่พวกเขาจะต้องทำความสะอาดห้องเรียน ครูคนหนึ่งบอกกับ The Economist ว่า การทำความสะอาด ทำให้สิ่งแรกที่เด็กนักเรียนได้เรียนรู้คือ ไม่ทำอะไรสกปรก ต่อมาได้เรียนเรื่องความเสมอภาคกัน เพราะไม่มีภารโรงจะมาทำความสะอาดห้องเรียน

ที่มาภาพ :buzzfeed.com

หน้าที่ของโรงเรียนคือเตรียมเด็กเข้าสู่สังคม โดยสอนเด็กให้รู้จักการร่วมมือกับคนอื่น การริเริ่ม และการปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างเท่าเทียมกัน

ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาน่าประทับใจ ไม่เพียงแต่เด็กญี่ปุ่นทำได้ดีทางวิชาการ แต่ยังแสดงออกความเป็นอิสระในการพึ่งตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย

เด็กอายุ 6 ขวบเดินไปโรงเรียนเอง หรือนั่งรถไฟใต้ดินเอง แต่ความปลอดภัยของญี่ปุ่นก็มีส่วนช่วยในเรื่องนี้

The Economist กล่าวว่า แนวทางการดำเนินงานของญี่ปุ่นแบบนี้ มีมานานหลายศตวรรษ ในสมัยเอโดะ (1603-1868) พวกซามุไรตั้งโรงเรียนฝึกนักรบ ให้รู้หนังสือและมีจริยธรรม โรงเรียนในวัดทางศาสนาฝึกฝนชาวนา สิ่งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการให้เด็กนักเรียนทำความสะอาดห้องเรียน หลังจากแพ้สงครามและสหรัฐฯเข้ามายึดครอง หลักสูตรการศึกษาของญี่ปุ่นเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ทุกวันนี้ โรงเรียนในญี่ปุ่นยังพยายามสร้างนิสัยแก่เด็กนักเรียน เน้นระเบียบวิจัย และความรับผิดชอบต่อคนอื่น สิ่งนี้อาจเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้รถไฟหัวกระสุน “ชินกันเซน” ของญี่ปุ่นตรงเวลา แต่ละปี รถไฟเดินรถล่าช้าเฉลี่ยน้อยกว่า 1 นาที และไม่เคยเกิดอุบัติทำให้คนเสียชิวิตเลย โรงเรียนยังเน้นเรื่องเอกภาพของกลุ่ม มาก่อนการที่แต่ละคนทำอะไรที่อิสระของตัวเอง กฎระเบียบกลายเป็นส่วนหนึ่งในความคิดภายในของคนญี่ปุ่น ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้การประนามคนที่ละเมิด

ปรัชญาการศึกษาญี่ปุ่น

กระทรวงศึกษาของญี่ปุ่นมีปรัชญาการศึกษาคือ การผสมผสานระหว่าง “ความสามารถทางวิชาการ” “คุณธรรม” และ “สุขอนามัย” ทำให้การศึกษาหมายถึงกีฬาและศิลปะด้วย

นอกจากนี้ ครูจะมีบทบาทส่งเสริมความพยายามของนักเรียน ไม่ใช่มุ่งความสำเร็จอย่างเดียว นักการศึกษาของตะวันตกบอกว่า สิ่งนี้ทำให้เด็กญี่ปุ่นมีความเข้มแข็ง

การศึกษาของญี่ปุ่นมีบริษททางสังคมคล้ายกับประเทศตะวันตก ญี่ปุ่นเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มั่งคั่งและเสรี แต่ก็มีบางอย่างที่แตกต่าง คนอเมริกันต้องการให้บุตรหลานตัวเองเป็นผู้นำและเอาชนะแข่งขัน แต่ผู้ปกครองคนญี่ปุ่นต้องการให้บุตรหลานตัวเองเข้ากันได้กับคนอื่น พ่อแม่คนญี่ปุ่นมักคาดการณ์ว่า ลูกตัวเองต้องการอะไร แต่พ่อแม่คนอเมริกัน จะรอการร้องขอจากลูก

ที่มาภาพ :buzzfeed.com

ดังนั้น โรงเรียนญี่ปุ่นจะไม่สอนเด็กแบบประจบเอาใจ เริ่มจากโรงเรียนอนุบาล เน้นอิสระในการละเล่น ดนตรี ศิลปะ การออกกำลังกาย และการชื่นชมธรรมชาติ สอนเด็กให้แต่งตัวเองและล้างมือ ประถมศึกษา สอนเด็กให้พร้อมที่จะเรียนรู้หน้าที่ใน “สังคมเล็กๆ” แต่ละวันเริ่มต้นและจบลงที่การประชุมในห้องเรียน เช่น งานโรงเรียนจะแสดงอะไร หน้าที่แต่ละวันจะมีการหมุนเวียน เช่น เด็ก 2 คนทำหน้าที่ลบกระดานห้องเรียน ใครทำหน้าที่นำอาหารจากโรงครัวมาให้เพื่อนแต่ละคน

การสร้างนิสัยและกฎระเบียบ ช่วยให้โรงเรียนญี่ปุ่นดำเนินงานอย่างราบรื่น เมื่อเด็กมาถึงโรงเรียน จะถอดรองเท้าเก็บไว้ในล๊อคเกอร์ แล้วเปลี่ยนเป็นรองเท้าใส่ภายในโรงเรียนแทน เพื่อให้โรงเรียนสะอาด

ในทศวรรษ 1970 และ 1980 นักการศึกษาทั่วโลกมองมาที่การศึกษาญี่ปุ่นว่า ญี่ปุ่นทำอย่างไรในการปรับปรุงคะแนนทดสอบของเด็ก แต่ทุกวันนี้ คนต่างชาติสนใจว่า โรงเรียนญี่ปุ่นทำอย่างไรในการสร้างอุปนิสัยของเด็กนักเรียน ผู้แทนจากมองโกเลียมาถึงมาเลเซียพูดกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่นในเรื่องนี้ ในปี 2014 สิงคโปร์เริ่มให้นักเรียนทำความสะอาดห้องเรียนตัวเอง

แต่พ่อแม่บางคนที่มีความคิดเสรีนิยมก็มองว่า การศึกษาของญี่ปุ่นบางด้านล้าสมัย แม้จะชื่นชมในประถมศึกษา แต่ก็ไม่ชื่นชมสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับมัธยมศึกษา โดยเฉพาะการเน้นเรื่องการท่องจำ หรือระเบียบที่เน้นให้ปฏิบัติตามที่ไม่จำเป็น เช่น ความยาวของถุงเท้านักเรียน สิ่งเหล่านี้เป็นผลเสียต่อการคิดสร้างสรรค์ของเด็ก

ที่มาภาพ : https://en.wikipedia.org/wiki/Education_in_Japan

สังคมเปลี่ยน โรงเรียนต้องเปลี่ยน

The Economist กล่าวว่า ไม่ควรมองข้ามความเป็นเลิศโดยรวมของโรงเรียนญี่ปุ่น ในการทดสอบของกลุ่ม OECD เด็กญี่ปุ่นอายุ 15 และ 16 ได้คะแนนที่ 3 ด้านการอ่าน ที่ 5 ด้านคณิตศาสตร์ และที่ 2 ด้านวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อสังคมเปลี่ยน โรงเรียนก็ต้องเปลี่ยนด้วย ทุกวันนี้ ไม่ใช่ทุกคนต้องการเป็น “มนุษย์เงินเดือน” ผลงานจากความเป็นปัจเจกชนได้รับรางวัลตอบแทนมากขึ้น การมีแรงงานอพยพจากต่างชาติมากขึ้น ทำให้วัฒนธรรมที่เป็นเนื้อเดียวกันของญี่ปุ่นลดน้อยลง

ในความหมายของ “ศิปละการสร้างคน” สิ่งที่เป็นจุดแข็งของ “ประถมศึกษาปลาย” ของญี่ปุ่น คือ การสร้างนิสัยการทำงานเป็นกลุ่ม ความมีวินัย และพัฒนาการเติบโตของตัวบุคคล บทเรียนจากญี่ปุ่นสะท้อนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนจะมีส่วนกำหนดว่า สังคมอนาคตจะเป็นแบบไหน

การศึกษาของญี่ปุ่นย่อมมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน แต่การเรียนรู้บทเรียนจากญี่ปุ่น จะช่วยให้แต่ละประเทศนำมาวิเคราะห์การศึกษาของตัวเอง เพื่อมองอนาคตว่า เราจะสร้างคนรุ่นต่อไปในอนาคตอย่างไร

เอกสารประกอบ
The Japanese Art of Child-Rearing, The Economist, 21 December 2024 – 3 January 2025.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...