ย้อนโศกนาฏกรรม ‘ไฟไหม้รถบัสนักเรียน’
The Bangkok Insight
อัพเดต 29 ธ.ค. 2567 เวลา 00.01 น. • เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2567 เวลา 00.01 น. • The Bangkok Insightย้อนโศกนาฏกรรมสะเทือนใจคนไทย "ไฟไหม้รถบัสนักเรียน"คร่าชีวิตครู-นักเรียน 23 คน
นับเป็นหนึ่งในเหตุโศกนาฏกรรมบนท้องถนนครั้งใหญ่ของไทย ย้อนไปเมื่อ 1 ตุลาคม 2567 เกิดเหตุสลดสะเทือนขวัญคนไทยทั้งประเทศ เมื่อรถบัสโดยสารไม่ประจำทางซึ่งอยู่ระหว่างนำนักเรียนและครู จากโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี เดินทางทำกิจกรรมทัศนศึกษา
เกิดเหตุเพลิงไหม้ขณะวิ่งอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิต ในเขตอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 23 ราย ในจำนวนนี้เป็นนักเรียนจำนวน 20 คนและเป็นครู 3 คน มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 4 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 4 ราย และคนไม่น้อยในสังคมตั้งคำถามถึงความปลอดภัยและมาตรฐานของ “รถบัสโดยสาร” ของบริษัทอื่นๆ ด้วย
ไทม์ไลน์อุบัติเหตุ
หลังจากเสร็จการทัศนศึกษาที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และกำลังเดินทางมายังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในจังหวัดนนทบุรี
เมื่อเวลาประมาณ 12:29 น. วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ขณะเดินทางอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิตขาออก ในพื้นที่ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี บริเวณตรงข้ามซอยพหลโยธิน 72 ระหว่างเซียร์ รังสิต และอนุสรณ์สถานแห่งชาติ รถบัสหมายเลขทะเบียน 30-0423 สิงห์บุรี ซึ่งเป็นคันที่สองในขบวน เสียการควบคุมและเฉียวกับรถยนต์เบนซ์และแบริเออร์เกาะกลางถนน จนเกิดไฟลุกไหม้ขึ้น
ขณะเกิดเหตุ จำนวนคนบนรถรวม 46 คน ประกอบด้วยนักเรียน 39 คน จากระดับอนุบาลถึงประถมศึกษาที่ 4 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และครู 6 คน โดยสามารถหนีออกมาจากรถได้ 20 คน (เป็นครู 3 คน นักเรียน 16 คน และคนขับรถ 1 คน)
ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงเหตุการณ์ตั้งแต่เกิดเพลิงไหม้ แสดงคนขับรถบัสได้เปิดประตูฝั่งคนขับวิ่งลงมาจากรถ พยายามไปเปิดประตูกลางรถแต่เปิดไม่ออก จึงเดินไปบริเวณประตูฉุกเฉินท้ายรถแล้วพยายามจะเปิดประตูอีกครั้ง แต่เห็นว่าเปิดไม่ออก ไฟได้ลุกไหม้อย่างรุนแรง จึงวิ่งอ้อมไปทางด้านท้ายรถ และภาพจากติ๊กต็อกแสดงเหตุการณ์คนขับจากด้านท้ายรถ ถือถังดับเพลิงที่มีพลเมืองดีนำมาให้ไปพยายามดับไฟ หลังเกิดเหตุคนขับรถดังกล่าวได้หนีหายตัวไปและปิดมือถือไม่สามารถติดต่อได้ ก่อนเข้ามอบตัวที่สถานีตำรวจภูธรวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง
สาเหตุเบื้องต้นระบุว่าเกิดจากยางล้อรถระเบิดส่งผลให้รถชนเข้ากับแบริเออร์บนถนนจนเกิดไฟไหม้ซึ่งลุกจากช่วงล่างของรถ โดยรถใช้ก๊าซเอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งเชื้อเพลิงดังกล่าวใช้มาแล้ว 15 ปี และจะหมดอายุใน พ.ศ. 2569
เยียวยาเหตุไฟไหม้รถบัสนักเรียน เสียชีวิตรับรวม 2.4 ล้านบาท!
ในส่วนการเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บ จากกรณีเกิดเหตุรถบัสทัศนศึกษาของคณะครูและเด็กนักเรียนเกิดเหตุเพลิงไหม้ระหว่างเดินทางไปทัศนศึกษา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเบื้องต้นจำนวน 23 ราย เป็นนักเรียน 20 คน และครูอีก 3 คน
โดยกำหนดหลักเกณฑ์การมอบเงินช่วยเหลือเยียวยา ดังนี้
- กรณีเสียชีวิต เป็นค่าจัดการศพ รายละ 1,000,000 บาท
- กรณีทุพลภาพ รายละ 700,000 บาท
- กรณีบาดเจ็บสาหัส รายละ 200,000 บาท
- กรณีบาดเจ็บเล็กน้อย รายละ 100,000 บาท
3 สิ่งสำคัญ รถบัสต้องมี
ในเรื่องนี้ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่บทความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์” เนื้อหาดังนี้ "มาตรฐานความปลอดภัยของรถบัส และแนวทางการปฏิบัติตน เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น"
จากข่าวสลดนี้ น่าจะต้องถอดบทเรียน และคุมกันจริงจังมากขึ้น กับรถบัส รถเมล์ รถขนส่งสาธารณะ ที่ถ้าไม่ได้มีอุปกรณ์ความปลอดภัยครบถ้วนตามมาตรฐาน หรือเกิดมีปัญหาในการใช้งาน ก็จะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงได้ (อย่างข่าววันนี้ ที่บอกว่าประตูฉุกเฉินเปิดไม่ได้ - ซึ่งความจริง ต้องเปิดได้ตลอดทั้งจากในรถและนอกรถ) เลยขอเอาบทความของ Patsornchai Tour - ภัสสรชัยทัวร์ นี้ มาสรุปให้ศึกษากันนะครับ
3 สิ่งสำคัญ ที่ถือว่าเป็นอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย ที่รถบัสทุกคันต้องมี และผู้โดยสารทุกคน ควรสังเกตนั่นก็คือ "ถังดับเพลิง" , "ประตูฉุกเฉิน" และ "ค้อนทุบกระจก" ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยบรรเทาความร้ายแรงของเหตุฉุกเฉินที่กำลังเกิดขึ้น และเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยทำผู้โดยสารออกจากห้องโดยสาร
1. ประตูทางออกฉุกเฉิน
- ผู้โดยสารควรมองหาประตูรถทางออกฉุกเฉิน เพราะจะช่วยให้ออกจากตัวรถบัสได้ในขณะเกิดเหตุฉุกเฉิน
- ประตูรถทางออกฉุกเฉิน จะต้องมีสัญลักษณ์บ่งบอก หรือมีสัญลักษณ์แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งภายในและภายนอกตัวรถ ว่าเป็นตำแหน่งของประตูฉุกเฉิน
- ถ้าเป็นประตูทางออก ที่อยู่ "ด้านท้าย" ของตัวรถ ต้องมีข้อความว่า “ทางออกฉุกเฉิน” เป็นอักษรภาษาไทย ความสูงไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร สีแดงสะท้อนแสง ติดอยู่เหนือบริเวณที่เปิดปิดประตู หรือบริเวณขอบประตูด้านบนทางออกฉุกเฉิน ให้สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
- ถ้าไม่อยู่ด้านท้ายของรถ ประตูฉุกเฉินจะต้องมีขนาดทางออกไม่น้อยกว่า 40 เซนติเมตร ความสูงไม่น้อยกว่า 120 เชนติเมตร อยู่ในตำแหน่ง "ด้านขวากลาง" ของตัวรถ หรืออาจจะค่อนไปทางท้ายรถ ตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้
- ประตูฉุกเฉินจะต้องสามารถเปิดได้ โดยไม่ต้องใช้กุญแจหรืออุปกรณ์ใดๆ
- ต้องเปิดได้เต็มทั้งส่วนกว้างและความสูง
- ต้องไม่มีสิ่งติดตั้งถาวรกีดขวางทางออกนี้ เพื่อความสะดวกต่อการใช้งาน
2. ถังดับเพลิง
- รถบัสทุกคันจะต้องมี เพื่อไว้ใช้ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน เมื่อมีไฟลุกขึ้นที่บริเวณห้องโดยสาร
- ภายในห้องโดยสารส่วนใหญ่ จะมีการติดตั้งถังดับเพลิงขนาด 2 ปอนด์ ไว้อย่างน้อย 2 ตำแหน่ง คือบริเวณ "เบาะหน้า" ใกล้คนขับ และบริเวณ "ที่นั่งด้านหลัง" หรือ "ตรงกลาง" ของห้องโดยสาร เพื่อให้สามารถหยิบให้งานได้ง่าย
- เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ให้ดึงสลักล็อกที่บริเวณคันบีบออก จากนั้นให้ปลดสายฉีดออกจากตัวถึง หันปากสายฉีดไปที่ "ฐาน" กองไฟ แล้วกดคันบีบแล้วส่ายสายฉีด เพื่อให้สารที่พ่นออกมาจากถังดับเพลิง พ่นให้ทั่วทั้งกองไฟ
- ไม่ควรฉีดไปที่เปลวไฟ เพราะเป็นการใช้แบบผิดวิธี ทำให้ไฟไม่ดับ
- ควรยืนห่างจากกองไฟประมาณ 6-8 ฟุต เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน
3. ค้อนทุบกระจก
- รถบัสทุกคันจะต้องมีค้อนทุบกระจก หรืออุปกรณ์ที่มีด้ามจับสีแดง มีหัวเหล็กลักษณะกลมๆ ยื่นออกมา
- ส่วนมาก ติดอยู่ใกล้ๆ กระจกข้างรถ
- มีไว้สำหรับการกรีด หรือทุบกระจก เพื่อเปิดเป็นทางออกฉุกเฉิน สามารถทุบเปิดกระจกได้เร็วกว่าของแข็งอื่นๆ
- สามารถดึงออกจากแท่นเก็บ จากนั้น จับด้ามให้แน่น แล้วใช้ปลายแหลม "กรีด" ลงที่กระจกให้เป็นรอย แล้วใช้ปลายค้อน ทุบที่แนวกรีด กระจกก็จะแตกละเอียด
ข้อแนะนำอื่นสำหรับการเดินทาง
- เลือกเดินทางกลับบริษัทผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ มีการตรวจเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทาง และเป็นบริษัทที่ไม่มีประวัติ การเกิดอุบัติเหตุหนัก ซึ่งท่านสามารถเช็คได้กับกรมขนส่งทางบก
- บนรถบัสทุกคันจะจะต้องมีเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติอย่างน้อย 2 จุด ทุกที่นั่ง เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารในขณะเดินทาง
- ในขณะเดินทาง ผู้โดยสารควรสังเกตอาการของพนักงานขับรถ ว่ามีอาการมึนเมา หาวบ่อย หรือขับรถเร็วเกินไปหรือไม่ หากพบความผิดปกติควรโทรแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ จุดตรวจของกรมขนส่ง หรือบริษัทของผู้ให้บริการ
- หากเป็นระยะทางไกลมากกว่า 400 กิโลเมตร บริษัทผู้ให้บริการจะต้องมีพนักงานขับรถ 2 คน หรือจะต้องมีการหยุดจอดรถพักทุก 4 ชั่วโมง อย่างน้อยเป็นเวลา 30 นาที นอกจากนี้พนักงานขับรถจะต้องขับรถด้วยความสุภาพ และมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่อาจเกิดขึ้นได้
ดังนั้นการจะสร้างบ้านเมืองให้ปลอดภัย จำเป็นจะต้องมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมีการบริหารจัดการที่ดี รวมถึงมาตรการการดูแความปลอดภัยที่เข้มงวด เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดๆ ขึ้นมา จะได้แก้ไขข้อผิดพลาดอย่างถูกต้อง และแม่นยำ
“ดร.เอ้” ชงร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยสาธารณะ แก้ปัญหาระยะยาว
จากเหตุการณ์ดังกล่าว นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลกรุงเทพฯ กล่าวในเวทีเสวนา ”ตั้งวงคิด กับ ดร.เอ้ สุชัชวีร์” เพื่อแก้ปัญหาจากเหตุการณ์อุบัติเหตุรถบัสไฟไหม้ ถึง พ.ร.บ.เพื่อความปลอดภัยสาธารณะ ว่า ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อความปลอดภัยสาธารณะ เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาวขอเสนอไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ให้ร่วมกันสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ หรือเสนอร่างกฎหมายคู่ขนานให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีองค์กร และมีหลายหน่วยงานเต็มไปหมดอยู่แล้ว ก็เหมือนปลั๊กไฟภายในบ้านที่มีเต็มไปหมด แต่ไม่มีเซฟตี้คัตตัดไฟ
ทั้งนี้ มั่นใจว่าองค์กรตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะมีความกระชับ เป็นมืออาชีพ และใช้บุคลากรผู้เชี่ยวชาญตามความจำเป็น โดยองค์กรกลางเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ ตามกฎหมายฉบับนี้ ได้ล้อมาจากต่างประเทศ เช่น องค์กรของเกาหลีใต้ ที่มีองค์กรความปลอดภัยเพื่อสาธารณะ ที่ครั้งหนึ่งเคยเข้าไปจัดการกับเรือทัศนศึกษาของนักเรียนล่ม หรือเหตุเรือเซวอน ซึ่งองค์กรเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ ได้เข้าไปในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น เพื่อถอดบทเรียน และชี้มูลความผิดจากเหตุการณ์บรรทุกน้ำหนักเกิน และมีการต่อเติมเรือ จนนำไปสู่การเอาผิดกัปตันเรือ วิศวกรผู้ควบคุมเรือ เจ้าของเรือ และยามชายฝั่ง รวมถึงยังตีแผ่ว่า ประธานาธิบดีมาบัญชาการสถานการณ์ล่าช้าด้วย ก่อนที่จะมีการยกระดับองค์กรเป็นกระทรวงหนึ่งในเกาหลีใต้
“กระดุมเม็ดสำคัญขององค์กรนี้ คือการกำหนดนโยบาย และยุทธศาสตร์ชาติด้านความปลอดภัยสาธารณะ และการเข้าไปช่วยให้คำแนะนำการกู้ภัย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยการกู้ภัยในอดีตจนมีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต เช่น การฉีดน้ำแรงดันสูงไปยังอาคารเพลิงไหม้ อาจทำให้โครงสร้างถล่มลงมาได้ หรือการฉีดน้ำเข้าไปในโรงงานสารเคมี แต่เชื้อเพลิงที่ติดไฟนั้น สามารถลอยอยู่บนผิวน้ำได้ จนเกิดเหตุระเบิด ดังนั้นเมื่อมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ ก็จะช่วยลดการสูญเสียได้ รวมถึงการถอดบทเรียนที่มีมาตรฐาน และส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการหาตัวผู้รับผิดชอบ” นายสุชัชวีร์กล่าว
ภาพและข้อมูลจาก https://patsornchaitour.com/emergency-exit-on-bus/
ขอบคุณเรื่องจากอ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'อุ๊งอิ๊ง' โพสต์ส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอบคุณที่เสียสละช่วงหยุดยาวปีใหม่
- ตำรวจ ‘ห้ามรับอั่งเปา’ สตช. ย้ำ จะรับของขวัญ ศึกษาระเบียบ ป.ป.ช.ก่อน
- เหมารถบัส เที่ยวยกแก๊งปีใหม่ 2568 เช็กลิสต์วิธีเลือกรถให้ปลอดภัย ที่นี่!!
ติดตามเราได้ที่