นิทรรศการของ Louise Bourgeois ศิลปินที่ขับเคลื่อนด้วยความโกรธที่มีต่อพ่อแม่
ศิลปินไม่ได้สร้างสรรค์ศิลปะจากเรื่องที่งดงามเท่านั้น บางครั้งเหตุการณ์ที่ซับซ้อนและกระทบกระเทือนจิตใจในวัยเด็กก็เป็นจุดเริ่มต้นให้ศิลปินบางคนลงมือสร้างสรรค์ หลุยส์ บูร์ชัวส์ (Louise Bourgeois) คือหนึ่งในนั้น
เธออาจไม่เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมากนัก แต่หลายคนน่าจะเคยผ่านตาประติมากรรมแมงมุมขนาดยักษ์ของเธอมาบ้าง ในนิทรรศการเดี่ยวครั้งใหญ่ที่สุดของเธอในญี่ปุ่น อย่าง “Louise Bourgeois: I have been to hell and back. And let me tell you, it was wonderful” ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริ (Mori Art Museum) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เราได้เห็นพัฒนาการงานศิลปะของเธอตลอดอาชีพการงานที่ยาวนานถึง 70 ปี ในสื่อที่หลากหลายผ่านผลงานกว่า 100 ชิ้น และเรื่องราวที่บอกเล่านั้นพาเราดำดิ่งสู่ปูมหลังของเธอ ความทรงจำจากความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างเธอกับพ่อแม่ ความรู้สึกอ้างว้างหลังแม่ตาย และความโกรธแค้นที่มีต่อพ่อจอมเผด็จการ อย่างที่เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ความโกรธทำให้ฉันทำงาน”
นิทรรศการนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 บทโดยอิงจากความสัมพันธ์ของบูร์ชัวส์กับพ่อแม่ของเธอ เราจะพาคุณไปชมผลงานบางส่วนที่จะทำให้คุณเข้าใจพัฒนาการและการเดินทางในชีวิตของเธอมากขึ้น มาเริ่มกันที่บทที่ 1 “อย่าทอดทิ้งหนู” (Do Not Abandon Me) เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเธอกับโจเซฟิน (Joséphine) ผู้เป็นแม่และกับตัวเธอเองในฐานะแม่
ย้อนกลับไปเมื่อเธอยังเด็ก หลุยส์ บูร์ชัวส์เติบโตในปารีสช่วงต้นศตวรรษที่ 20 พ่อแม่มีธุรกิจซ่อมแซมสิ่งทอ ตอนที่เธอยังเป็นวัยรุ่น พ่อของเธอเริ่มมีสัมพันธ์ชู้สาวกับครูพี่เลี้ยงชาวอังกฤษและยังมีเมียน้อยอีกหลายคน ในขณะที่แม่ของเธอป่วยเและเธอเป็นคนที่ต้องคอยดูแล การสูญเสียแม่ในวัย 22 ปีทำให้บูร์ชัวส์กลัวการถูกทอดทิ้งจนแสดงออกมาเป็นผลงานศิลปะอันโด่งดังของเธอ นั่นคือ 'แมงมุม' ในผลงานชื่อ Crouching Spider แมงมุมนั้นดูใหญ่โตน่ากลัวเพราะมีขนาดเกือบเท่ากับห้อง แต่ในขณะเดียวกัน พวกมันก็เป็นนักล่าที่ออกหาเหยื่อมาเลี้ยงลูกๆ และสามารถชักใยเพื่อซ่อมแซมใยแมงมุมได้ เช่นเดียวกับแม่ของบูร์ชัวส์ที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมสิ่งทอ
นอกจากแมงมุมแล้ว เธอก็สำรวจความเป็นแม่ที่ทั้งคลุมเครือและซับซ้อนผ่านร่างกายของผู้หญิง บูร์ชัวส์เคยกล่าวว่าประติมากรรมของเธอคือร่างกายของเธอ และร่างกายของเธอคือประติมากรรมของเธอ ภาพของชิ้นส่วนร่างกายจึงมักปรากฏในผลงานของเธอ ดังจะเห็นจากผลงาน The Good Mother (2003) ที่มองเผินๆ อาจเหมือนพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ของไทย แต่ประติมากรรมหุ่นรูปทรงผู้หญิงสีชมพูที่ทำจากผ้านี้สะท้อนถึงสายใยของความเป็นแม่ผ่านการให้นมลูก Motif เดียวกันนี้ยังปรากฎในภาพจิตรกรรม The Feeding (2007) ที่เกิดจากเทคนิคการวาดรูปด้วยการผสมสีน้ำกับกาวอีกด้วย ผลงานในช่วงหลังปี 2000 นี้สะท้อนถึงความเป็นแม่ในช่วงแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แม้ลูกจะคลอดออกมาแล้วก็ยังต้องพึ่งพาแม่อย่างมากในทางกายภาพและมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ในบทที่ 1 นี้ยังมีประติมากรรม The Couple รูปปั้นอะลูมิเนียมของมนุษย์สองคนโอบกอดกันในขณะที่ห้อยต่องแต่งอยู่บนเชือกและร่างกายทั้งสองราวกับหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง เป็นอุปมาอุปไมยของความเปราะบางและชิดใกล้ในความสัมพันธ์ของคู่รักนั่นเอง
ถัดมาเป็นบทที่ 2 “ฉันเคยไปนรกแล้วกลับมา” (I Have Been to Hell and Back) เป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ด้านลบที่เธอมีต่อพ่อเป็นหลัก ผลงานในภายหลังของเธอเต็มไปด้วยบาดแผลจากการทรยศหักหลัง หลังพ่อของเธอเสียชีวิตในปี 1951 บูร์ชัวส์เข้ารับการบำบัดทางจิตวิเคราะห์นานกว่า 10 ปี ซึ่งระหว่างนั้นเธอไม่ได้ผลิตผลงานมากนัก ในจำนวนผลงานที่เธอผลิตในช่วงนี้ มีผลงานศิลปะจัดวาง The Destruction of the Father ซึ่งเป็นเรื่องราวแฟนตาซีเกี่ยวกับการแก้แค้นต่อผู้เป็นพ่อที่เคยมีอำนาจเหนือกว่า
เธอยังสร้างผลงานที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ที่ถูกปิดล้อม โครงสร้างนี้กลายมาเป็นส่วนสำคัญในผลงานของเธอยาวนานหลายปี เธอสำรวจเรื่องการถูกกักขัง ความทุกข์ทรมาน และความกลัว คำว่า "เซลล์" (Cell) สามารถหมายถึงทั้งพื้นที่ที่เป็นห้องปิด เช่น คุก และองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดของชีวิตพืชหรือสัตว์ เช่น ในเซลล์ของร่างกายของมนุษย์อีกด้วย
เธอยังสร้างผลงานด้วยการปักข้อความบนผ้าเช็ดหน้าที่กลายมาเป็นชื่อของนิทรรศการนี้ ซึ่งเรามองว่าเป็นการประกาศอยู่ในทีว่าเธอก้าวผ่านปมปัญหาในวัยเด็กมาได้แล้ว
ในบทสุดท้าย บทที่ 3 “การซ่อมแซมบนท้องฟ้า” (Repairs in the Sky) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการฟื้นฟูตัวเองของบูร์ชัวร์ เธอมองว่าตัวเธอเองเป็นผู้รอดชีวิต และงานศิลปะของเธอเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เธอมีชีวิตรอดได้ ไม่ต่างกับไม้ค้ำยันหรือขาเทียม การเย็บและการเชื่อมต่อวัสดุด้วยบางอย่างเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่ช่วยบรรเทาความกลัวการแยกจากและการถูกละทิ้ง เราได้เห็นข้อความที่เธอเขียนเพื่อสะท้อนความคิดของตัวเองควบคู่ไปกับการวาดภาพ
นิทรรศการของบูร์ชัวร์เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนให้เราเห็นชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง คนที่นำปมปัญหาทางจิตใจของตัวเองมาสร้างเป็นงาน ถือเป็นการเปิดเปลือยตัวตนของตัวเอง วิพากษ์วิจารณ์พ่อแม่อย่างตรงไปตรงมาและยังสร้างสรรค์โดยไม่สนใจว่าศิลปะนั้นต้องงดงาม งานศิลปะของเธอนั้นออกแนวดาร์กและรบกวนจิตใจไม่น้อย แต่ในฐานะคนดู เราชื่นชมความกล้าและความคิดสร้างสรรค์ของเธอมาก เธอพาเราเข้าไปในโลกของเธอ ได้เรียนรู้และร่วมเดินทางจนเราเข้าใจว่าทำไมไปนรกกลับมาแล้วถึงบอกว่ามันเริ่ด เพราะเราทุกคนก็คงมีนรกที่ตัวเองอยากก้าวผ่านไม่ต่างจากเธอเช่นกัน
อ้างอิง
https://www.mori.art.museum/en/exhibitions/bourgeois/index.html
https://www.japantimes.co.jp/culture/2024/10/04/art/louise-bourgeois-mori-art-museum/
https://www.tate.org.uk/art/artists/louise-bourgeois-2351/art-louise-bourgeois
https://japannews.yomiuri.co.jp/culture/museum/20241021-217773/