โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่เป็นหมอผีในโลกยุคหิน (อ่านฟรีจนจบ+มีE-book)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 04 มี.ค. 2567 เวลา 23.15 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. 2567 เวลา 23.15 น. • N.DB
เปาเปา นักศึกษาฝึกงานเกิดนึกสนุกไปโหนไฟถ่ายหนังจนตัวตาย ไม่รู้ด้วยบุญญาธิการหรือบาปกรรมแต่ชาติปางใดเปาได้เกิดใหม่ในโลกยุคหินในฐานะของหมอผีประจำเผ่า แต่อนิจา..โลกนี้ดันไม่มีเวทมนตร์นี่สิ !

ข้อมูลเบื้องต้น

นี่เป็นE-book เล่มแรกของผม ถ้าผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกท่านสามารถตามอ่านเนื้อหาในเล่มได้ฟรีทั้งหมดครับไม่ว่าจะช่องทางไหนจะเป็นDek-dหรือRW ผมก็ไม่เกี่ยงครับผมยังคงลงแบบอ่านฟรีอยู่ทุกวันเวลาไม่เกิน3ทุ่ม (ในเล่มแรกทั้งหมด60ตอน )

แต่ถ้ามีค่าน้ำค่าไฟให้สักเล็กน้อยจะเป็นพระคุณอย่างสูงงงงง

ขอแจ้งอีกนิดว่าภาคสองอาจจะมีช่วงที่ผมหายไปสักเดือนนึงครับ (หนีไปบวช) แต่คิดว่าน่าจะเขียนจนจบได้ทันแต่ตัวE-bookของเล่มสองอาจจะออกช้านิดนึงครับ

เปซิม

เปซิม

เปซิมกำลังง่วนอยู่กับก้อนหินแหลมคมที่ถูกขัดมาอย่างดี มือของเขาตวัดฉวัดเฉวียนไปตามร่างของสัตว์ปีกชนิดหนึ่ง เขาฉีกเครื่องในและผิวหนังของมันออกมาอย่างช่ำชองก่อนจะหันไปคายน้ำหมากสีแดงอมชมพูลงบนพื้นดังแหมะ

บรรยากาศรอบข้างช่างวังเวง สวนทางกับเสียงของสายฟ้าพร้อมหยาดฝนที่โปรยปรายอยู่ด้านนอกกระท่อมราวกับฟ้าถล่ม ในสถานที่แห่งนี้ถูกตกแต่งไปด้วยกะโหลกสัตว์มากมายหลายชนิดที่ถูกแขวนไว้ทุกมุมของกระท่อมไม้ คลุกเคล้ากับกลิ่นกำยานปนน้ำหมากที่หอมกรุ่นแต่แฝงไปด้วยความลึกลับเสริมให้บรรยากาศนั้นชวนขนหัวลุก

เจ้าของบ้านก็มิปาน มันยังคงยุ่งอยู่กับงานในมือ บนหัวที่ฟูฟ่องเป็นลอนนั้นประดับด้วยกะโหลกแพะอีกทั้งบนใบหน้ายังถูกตีตราไว้ด้วยรอยสักตัวอักษรเล็กๆเป็นทางยาว

เปซิมเป็นพ่อหมอ…เรียกกันให้เต็มปากเขาคือ ‘หมอผี’ แห่งชาวอุรุกะ ผู้ทำหน้าที่อันทรงเกียรติที่ในหมู่บ้านนึง จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้น

ทุกคนต่างรู้จักเขาในชื่อ เปซิม ทายาทจอมขมังเวทย์ ที่ได้รับตำแหน่งนี้ตั้งแต่อายุยังไม่ครบสิบห้าหนาวดี แต่แท้จริงแล้วเปซิมนั้นมีความลับที่ยากจะบอกกล่าวได้

เขาคือ ‘ผู้เกิดใหม่’

ตรงตัวไม่มีบิดพลิ้ว เปซิมในอดีตนั้นเป็นนักศึกษาฝึกงานที่ลองดีจนตายอย่างอนาถเพราะดันไปโหนไฟกองถ่ายเล่นจนมันล้มคว่ำใส่ อย่างน้อยโศกนาฏกรรมทำตัวเองนี้ก็ไม่ลำบากสัปเหร่อ เพราะไฟเจ้ากรรมดันลัดวงจรพอดี ฌาปนกิจกันแบบไม่มีรอยต่อเลยทีเดียว เห็นที่จะมีแต่ผู้กำกับนี่ล่ะที่ต้องจ่ายค่าไฟพร้อมเสาราคาเป็นแสนๆ

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของเปซิม…ตอนนี้เขามีงานที่สำคัญมากกว่า

“เอาล่ะ เรียบร้อย”

เด็กหนุ่มกล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างดีใจเผยให้เห็นฟันที่ดำขลับจากการเคี้ยวหมากของเขา หลังจากที่เย็บเจ้านกนี่จนเหมือนใหม่แล้วเปซิมก็ผลักประตูและโยนร่างของสัตว์ปีกที่ไร้ชีวิตนี้ออกไปนอกกระท่อมให้ร่างไร้วิญญาณเผชิญกับสายฝน

เปรี้ยง !

สายฟ้าลำนึงผ่าเข้าใส่ศพของนกตัวนั้นเข้าอย่างจัง นั่นเป็นเพราะเปซิมฝังทองแดงลงในร่างนกตัวนั้น หลังจากที่รอดูท่าทีอยู่ครู่นึงเปซิมก็พบว่ามันไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่เขาคาด เด็กหนุ่มถึงกับเกาหัวอย่างขัดใจก่อนจะคว้าศพของนกอีกตัวนึงขึ้นมาผ่า

เปซิมต้องการจะ ‘คืนชีพ’ ให้นก…

เปซิมรู้ตัวว่าการทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการกระทำของนักวิทย์สติเฟื่องทั้งๆที่เขาก็เป็นหมอผี แต่หลังจากที่ได้เกิดใหม่ มีสองสิ่งที่ทำให้เปซิมถึงกับปวดหัว

‘โลกนี้ไม่มีเวทมนตร์…และที่นี่เป็นยุคหิน’

นับเป็นเรื่องน่าผิดหวังสำหรับผู้เกิดใหม่ที่จะต้องมาพบเจอความไร้อารยธรรมและจืดชืดไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นให้กระตุกหัวใจ เปซิมทุกวันนี้ก็ใช้ชีวิตเหมือนกับนักมายากลมากกว่าหมอผีจริงๆเสียอีก

เขาใช้ทั้งการสะกดจิต สร้างบรรยากาศให้ดูขลัง หรือแม้แต่การเสกของให้หายไป ซึ่งจริงๆแล้วมันก็คือเทคนิคซ่อนไพ่ที่เขาไปจำมาจากรายการมายากลตอนสองทุ่มที่โลกเก่า

แต่เปซิมนั้นก็ไม่ได้ไร้วิถีทางไปเสียทีเดียว ยายของเขาได้สอนสั่งก่อนจะตายไปเกี่ยวเรื่องของหมอผี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าที่รับผิดชอบหรือแม้แต่เวทมนตร์คาถา ซึ่งมันก็ยกเมฆทั้งหมดนั่นล่ะ แต่ก็มีบทเรียนหนึ่งที่เปซิมจำได้ขึ้นใจเลยทีเดียว

ยายของเขาพูดถึงการรับพลังจากธรรมชาติ ขยายความให้เข้าใจก็คือ การเอาพลังของธรรมชาติเข้ามาใส่ไว้ในวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตนั่นเอง จากนั้นก็ใช้มั่นเป็นสื่อกลางเพื่อเข้าสู่พลังแห่งธรรมชาติ…

นั่นเลยทำให้เปซิมทำการทดลองลับๆนี้อยู่หลายคืนเลยทีเดียว เขาฆ่านกไปเกือบร้อยเห็นจะได้ ดีที่ช่วงนี้เป็นหน้าฝนเลยไม่ต้องลำบากรอสายฟ้าให้รากงอก

ถึงใจนึงจะไม่เคยเห็นกับตาแต่ลึกๆแล้วเปซิมก็หวังว่าเวทมนตร์นั้นจะมีอยู่จริงในโลกแห่งนี้อย่างน้อยๆเขาก็อยากจะลองเป็นครั้งสุดท้ายเสียหน่อยเขาถึงได้ตั้งหน้าตั้งตาทำอะไรผิดหลักวิทย์แบบนี้อยู่ทุกคืน

“ตัวต่อไป”

เด็กหนุ่มจับที่ขาของนกให้อยู่ในสภาพห้อยหัว คราวนี้เป็นนกแสกที่เปซิมจับมาได้เมื่อตอนหัวค่ำ เขาโยนมันออกไป ก่อนที่จะกลับมานั่งที่พื้นพลางมองศพของมันที่แน่นิ่งกลางสายฝน

ดวงตาของเปซิมหรี่เล็กลงอย่างลุ้นระทึก ปากของเขายังคงเคี้ยวหมากไม่หยุดให้จังหวะที่ลุ้นระทึกตามเสียงหัวใจของเขา

เปรี้ยง !

ตามคาดสายฟ้าหนึ่งลำดั่งใจสั่ง นกแสกไหม้เกรียมแต่ไม่แหลกเละเช่นตัวอื่น เปซิมเผลอยื่นหน้าอย่างสนใจพลันลุกขึ้นเมื่อเห็นว่าร่างไร้วิญญาณนั้นกำลังขยับ!

หมอผีหนุ่มเดินออกจากกระท่อมก่อนย่อตัวลงแล้วก้มลงอุ้มนกแสกที่ถูกย้อมด้วยเขม่า เขานำมันกลับมาในบ้าน วางมันลงบนแท่นหินข้างกองไฟ และรอคอย

เปซิมตาเบิกกว้าง เมื่อพบว่าสัตว์ตัวนี้กำลังเบิกตามองมาที่เขา ขนของมันที่ถูกเขม่าเกาะถูกสะบัดออกเผยให้เห็นขนสีขาวนุ่ม ใบหน้ารูปหัวใจและดวงตามันขลับนั้นมองกลับมาที่อย่างฉงนสงสัย

ตอนนี้ในหัวของเปซิมตีกันวุ่นวายไปหมด เวทมนตร์ ? วิทยาศาสตร์ ?? อะไรกันแน่ที่พานกตัวนี้กลับมาหาเขา จนกระทั่งมันเปิดจะงอกปากอันเล็กของมันออกมาเขาก็สลัดทุกความคิดทิ้งแล้วยากบีบคอมันให้ตายอีกซักรอบ

“ยินดีที่ได้พบ ไอ้เจ้านายหัวคxx”

โปรา

โปรา

วันนี้ก็เหมือนทุกวันในโลกใหม่ เปซิม เคี้ยวหมากจนแดงไปทั้งปากก่อนจะบ้วนทิ้งอย่างไม่ใยดีแล้วลุกขึ้นนั่ง แต่ก็มิวายเอามือกุมหลังปากร้องโอดโอยน่าสงสาร

“ปวดหลังเป็นบ้า”

“อ่อนแอจัง เจ้าค่ะ”

นกแสกตัวดีบินมาเกาะไหล่เขาจนหมอผีหนุ่มสะดุ้งจากการที่กรงเล็บของมันทิ่มเข้าไปในเนื้อ

ดูเหมือนว่าผลการทดลองเมื่อคืนจะเป็นความจริงไม่ใช่ความฝันซะนี่ อย่างไรก็ดีการเป็นคนยุคหินนั้นทำให้สุขภาพการนอนของเขาช่างเลวร้าย ถึงจะเกิดใหม่มาได้15ปีแล้ว แต่เด็กหนุ่มก็ยังไม่ชินกับพื้นหินแข็งๆแม้แต่น้อย

หมอผีหนุ่มไม่สาวความให้ยืด เขาหยิบกะโหลกแพะขึ้นมาสวมบนหัว บนร่างกายของเขาสวมเพียงหนังสัตว์ผืนหนาแทนกางเกงแถมยังสั้นเสียกระไร อย่างน้อยในโลกใบนี้ คนที่นี่ยังรู้จักเครื่องนุ่งห่มถึงจะหยาบและน้อยชิ้นก็เถอะ แต่ยังดีกว่าไปโชว์งูให้อายผีสาง

“มาคุยต่อจากเมื่อคืนหน่อย เจ้าว่าเจ้าใช้เวทมนตร์ได้ใช้ไหม ?”

เมื่อคืนเปซิมค่อนข้างเหนื่อยหลังจากตั้งสติได้แล้ว เขาก็คุยกับมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง เช้าวันนี้เขาจึงคิดจะคุยกับมันให้รู้ความ

“ท่านเห็นข้าเป็นนกขี้โกหกหรือเจ้าคะ ?”

“ข้าคิดว่าเจ้าเป็นนกที่มีปากเป็นหมา”

อีกฝ่ายเอียงคอสงสัยในประโยคอย่างไม่เข้าใจความ

“นกก็นก หมาก็หมา ท่านต้องโง่แน่ๆที่แยกระหว่างนกกับหมาไม่ออก”

ใช่…เขาโง่เองที่ไปหาเรื่องนกแล้วโดนมันตอกกลับมาเหมือนคนบ้า หมอผีหนุ่มกระแอมในลำคอแก้ขัดก่อนจะพูดต่อไป

“เจ้าใช้มันได้อย่างไร เจ้าพอจะอธิบายหลักการของมันได้หรือไม่ ? ที่สำคัญเจ้าสอนข้าได้ไหม ??”

นกแสกมองหน้าผู้เป็นนายนิ่งๆอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับว่ามันกำลังคิดทบทวนบางอย่างในหัว

“ย่อมได้…แต่ข้าล่ะสงสัยจริงๆ”

“สงสัยอะไร ?”

สัตว์พูดได้เงียบไปอีกครั้ง คราวนี้เปซิมเริ่มมีน้ำโหแล้วที่มันเดี๋ยวพูดเดี๋ยวหยุด

“ช่างเถอะ ท่านในตอนนี้ไม่เข้าใจหรอก”

มันว่ามาแบบนั้นเปซิมจึงไม่คิดจะถามต่อ

“ถ้าท่านต้องการจะเรียนเวทมนตร์ข้าจะสอนท่าน แลกกับ…”

“แลกกับ ?”

“ท่านเรียกข้าว่าอาจารย์ ”

“ถุย !!”

ไม่ว่าเปล่า เปซิมถุยน้ำหมากลงบนพื้นด้วยแรงอารมณ์ ยิ่งคุยยิ่งหงุดหงิด ! นกประสาอะไรกวนประสาทกันได้ทุกช่วงจังหวะของคำพูด !!

นกแสกมองมาที่เขา สาบานได้ว่าเปซิมได้ยินเสียงมันถอนหายใจด้วยซ้ำ ไอ้นกนี่มันจะรู้มากเกินไปแล้วมั้ง!

“ท่านคิดว่าเวทมนตร์เกิดมาจากอะไร ?”

หมอผีหนุ่มยกคิ้วชนกันแน่น อะไรของมันคนไม่รู้เลยถามยังมีหน้ามาถามกลับเสียอีก

“ไม่รู้ ธรรมชาติมั้ง ?”

นกปากหมาส่ายหัวเบาๆ

“ไม่ถูก จริงๆแล้วโลกใบนี้ไม่มีเวทมนตร์”

นั่นคือชุดข้อมูลที่เปซิมคาดเอาไว้ อ้าว ? ถ้าเป็นอย่างงั้นแล้วทำไมเจ้านกนี่ถึงได้พูดฉอดๆได้ล่ะ ถ้าโลกนี้ไม่มีเวทมนตร์จริงการทดลองเมื่อคืนควรจะล้มเหลวสิ

“ข้ารู้นะท่านคิดอะไรเจ้านาย” นกตัวดีรู้ทัน “ข้าคืนชีพจากพลังเวทจริงข้ายอมรับ แต่ไม่ใช่จากโลกใบนี้”

หมอผีหนุ่มเลิกคิ้วยิ่งกว่าเก่า ฟังไปก็งงไปสรุปมันยังไงกันแน่

“เจ้ากำลังจะบอกว่าสายฟ้าลำนั้นไม่ได้มาจากโลกนี้งั้นเหรอ ?”

นกผีเพียงพยักหน้าเบาๆ ดูเหมือนว่าแนวคิดของเขาจะถูกต้อง

“เวทมนตร์ที่ทำให้ข้าฟื้นคืนชีพขึ้นมานั้นมาจากโลกอื่น และในตอนที่ข้าฟื้นคืนชีพขึ้นมวิญญาณของข้าได้เชื่อมต่อกับ ‘ตัวตน’ ที่สูงส่ง แม้กระทั่งตอนนี้ก็ด้วย ข้ารู้เพียงอย่างเดียวก็คือข้าต้องรับใช้ท่าน นายของข้า”

“เจ้ากำลังจะบอกว่า ‘ตัวตน’ที่เจ้าว่ามันส่งพลังเวทมาเพื่อคืนชีพเจ้า แล้วเพื่ออะไรล่ะ ?”

“ไม่รู้สิ”

ถามไปแล้วก็ยังไม่ได้รับคำตอบ เปซิมจึงได้แต่มองภาพรวมแล้วตั้งสมมุติฐานด้วยข้อมูลที่ตัวเองมี เขาเงียบไปเพื่อเรียบเรียงความคิดในหัวของตัวเอง

อย่างแรก ตัวตนที่ว่านั่นคือใคร ? ในจุดนี้เปซิมพอจะหาคำตอบได้อยู่และเป็นไปได้ว่าจะเป็นจริงเสียด้วย

อย่างที่สอง เพื่ออะไร ? ตรงจุดนี้เปซิมจนปัญญาจริงๆ สิ่งมีชีวิตที่ว่านั่นคงเกินความเข้าใจของเขาไปไกล เพราะแบบนั้นการคิดแบบมนุษย์อาจจะหาคำตอบไม่ได้

“เงียบแบบนี้ ท่านสมองเหลวไปแล้วหรือ ?” ไอ้นกปากหมาเห็นช่องไม่ได้เลยนะ…ว่าแต่มันรู้ศัพย์โลกเขาได้ไงวะ

“ข้าคิดว่า…อาจจะเป็นวิญญาณบรรพบุรุษ”

“วิญญาณบรรพบุรุษ ?”

“ใช่” เปซิมยักไหล่ก่อนจะเคี้ยวหมากไปพลางครุ่นคิดเพิ่มเติม “เผ่าของข้าชื่อ ‘อุรุกะ’ หรือเจ้าจะเรียกว่ามนุษย์ก็ได้ตามแต่สะดวก พวกเราเป็นเผ่าที่มีความเชื่อเรื่องวิญญาณบรรพบุรุษ พูดให้เข้าใจก็คือ เมื่อเจ้าตายไปแล้ว เจ้าจะกลายเป็นผีและผีก็มีหน้าที่ปกป้องลูกหลานของพวกเขา”

“ท่านว่าท่านเป็นหมอผี…แปลว่าท่านเป็นนักบวช”

“ใช่ ดูเหมือนเจ้าจะรู้สินะว่าข้ามาจากโลกอื่น”

หมอผีหนุ่มจับสังเกตได้ เจ้านกนี่มันรู้มากเกินตัวไปไกลโข คำว่า ‘นักบวช’ เองก็เช่นกัน ในยุคนี้ คำๆนี่ยังไม่เกิดขึ้นมาด้วยซ้ำไป คนในเผ่าปกติจะเรียกเขาว่าพ่อหมอไม่ก็ ‘นากะ’

“ศาสนาของชาวอุรุกะไม่มีชื่อ นักบวชเช่นข้าถูกเรียกกันในชื่อว่านากะ พวกเรามีหน้าที่เป็นตัวกลางสื่อสารกับวิญญาณของบรรพบุรุษที่ตายจากไปแล้ว”

ได้ยินแบบนั้นนกแสกก็เงียบไปทันตามันครุ่นคิดอีกครั้งเงียบๆ เปซิมกลั้นหัวเราะในใจ นกบ้าอะไรคิดได้ด้วย…

“โอรา…”

“หือ ?”

“นั่นคือ ชื่อของเจ้า” นากะหนุ่มคิดชื่อนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว “มันแปลว่าชายหนุ่มที่เครื่องเพศใหญ่ฟังดูลามกนิดหน่อย แต่ในโลกแห่งนี้สำหรับผู้ชายแล้วนับว่าเป็นชื่อที่ห้าวหาญและหนักแน่น มันเป็นภาษาของชาวอุรุกะโบราณ เอ่อ…หมายถึง โบราณกว่านี้อ่ะนะ”

“แต่ข้าเป็นตัวเมีย…”

“งั้นเปลี่ยนเป็นโปราแล้วกัน”

“ขอถามหน่อยว่า ‘เครื่องเพศใหญ่’ นี่มันอยู่ที่คำว่า ‘โอ’ หรือ ‘รา’”

เปซิมไม่ตอบ แต่เลี่ยงไปถามอย่างอื่นแทน

“เจ้าจะสอนเวทมนตร์ข้ายังไง ?”

ถึงจะขัดใจนิดหน่อยแต่โปราก็คงเถียงไม่ได้เพราะนี่เป็นชื่อที่นายของนางมอบให้นกสาวจึงได้แต่จำใจยอมรับ

“จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องสอนด้วยซ้ำ ในตัวข้ามีพลังเวทที่เชื่อมต่อกับตัวตนที่ท่านคาดว่าเป็นของบรรพบุรุษท่านอยู่แล้ว ขอเพียงท่านประสงค์ ข้าจะบอกเองว่าทำได้หรือไม่ บอกเลยว่าพลังของบรรพบุรุษท่านนั้นมหาศาลมากมายเสียจนทำลายโลกใบนี้ก็ยังได้”

“เจ้าก็พูดซะเกินจริง” ตอนนี้เปซิมอยากรู้เสียแล้วว่าบรรพบุรุษคนในไหนที่ให้ความช่วยเหลือเขาอยู่กันนะ

“หึ ท่านจะรู้อะไร ท่านเป็นเพียงมนุษย์สวมหัวแพะที่หลอกชาวบ้านไปวันๆ”

ได้ช่องก็เอาเสียแล้วไอ้นกตัวนี้…

“เจ้าก็เป็นแค่นกจิกหนอนยังมีหน้ามาว่าข้าเหรอ”

“นกแสกเป็นนกนักล่าเจ้าค่ะ เรากินสัตว์เล็กไม่กินของต่ำอย่างหนอนแมลง”

ตึงๆๆ

เสียงเคาะประตูขัดจังหวะการสนทนาระหว่างนกและคน เปซิมหันมามองโบราที่อยู่บนไหล่ส่งสายตาประมาณว่า ‘อย่าได้ปริปากพูดไปเชียว’

จากนั้นหญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งก็เดินเข้าในกระท่อมโดยที่นากะหนุ่มไม่ได้อนุญาติด้วยซ้ำ เอาเข้าจริงนี่มันโลกยุคหินความเป็นส่วนตัวอย่าได้คิดจะมี ไอ้กระท่อมหลังนี้ก็เป็นเปซิมนี่ล่ะที่สร้างเองกับมือ คนปกติเขานอนกันตามพื้นหินดินทรายกันเป็นปกติ

‘รีตา’ เดินเข้ามาในกระท่อม หญิงสาวผู้มีเรือนเป็นลอนสลวยพร้อมกับไฝมหาเสน่ห์ที่ใต้ตามองหมอผีหนุ่มอย่างพินิจก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างคราบแครง

“เปซิม เมื่อครู่เจ้าคุยกับใคร ?”

“ข้าคุยกับตัวเอง”

รีตาผู้เปรียบเสมือนพี่สาวพ่วงตำแหน่งผู้ช่วยนากะมองมาที่เด็กหนุ่ม นางพยายามจับผิดเขา…เปซิมรู้ดีแต่ทักษะการหลอกลวงระดับเขามีหรือจะ…

“ยินดีที่ได้รู้จักข้า โปรา”

กรี้ดดด!!

เปจาห้ามก่อไฟ

เปจาห้ามก่อไฟ

กว่ารีตาจะเริ่มสงบสติอารมณ์ได้ก็ใช้เวลาอยู่นานสองนาน…นี่คงจะเป็นอาการของปุถุชนคนปกติที่ได้พบกับนกพูดได้ จะสติแตกไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย

“เจ้าสร้างนางขึ้นมาด้วยเวทมนตร์”

รีตาสรุปเรื่องที่เปซิมเล่าด้วยสายตาจับผิด…

“คนสร้างไม่ใช่ข้า แต่เป็นบรรพบุรุษต่างหาก…ข้ายังไม่ได้ทิ้งกายเนื้อไม่มีพลังมากพอจะสร้างสิ่งมีชีวิต”

“แล้วทำไมบรรพบุรุษถึงส่งนางมา”

สายตาของหญิงสาวเลื่อนไปทางนกแสกที่เกาะไหล่ของเปซิม ที่ตอนนี้เจ้าตัวเริ่มรู้สึกเจ็บจากกรงเล็บของมันแล้ว สงสัยจะได้เลือดกันมั่ง

“เพราะพ่อหมอทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง ขั้นตอนพิธีกรรมก็จำไม่ได้ บรรพบุรุษจึงส่งข้ามาดูแลเขา”

นกบ้าอะไรปั้นน้ำเป็นตัวได้เก่งซะจริง แต่เหตุผลแบบนี้รีตาไม่มีวันเชื่อแน่ๆ นอกจากยายและพ่อก็มีรีตานี่ล่ะที่เข้าจะ….

“ท่านบรรพบุรุษช่างมองการไกลจริงๆ อย่างที่พวกท่านว่าเปซิมมักลืมว่าตัวเองต้องทำอะไรเสมอ หลังจากนี้ต้องพึ่งเจ้าแล้ว อะ เอ่อ…โปรา”

แล้วสายตารีตาก็เลื่อนไปที่หว่างขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยก้อนขนของโบราโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เมื่อเห็นว่าดวงตามันขลับกำลังมองมา รีตาก็รีบเบนสายตาไปหาเรื่องพ่อหมอของนางทันควัน

“เจ้าตั้งชื่อนี้ให้นางงั้นเหรอ ?!”

“ใช่…”

“เจ้ามัน…” หญิงสาวพูดไม่ออก รีตาไม่ใช่คนโง่งมนางย่อมรู้ภาษาของชาวอุรุกะโบราณเพราะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของนากะรุ่นก่อนจนแตกฉานทั้งวิชาอาคมและภาษา

“อะไร…นางก็เหมือนจะชอบนะ”

ในตอนนั้นเองที่เปซิมได้รู้ว่านกตัวนี้มันกวนประสาทแค่ไหน สิ่งที่มันทำคือนิ่งเงียบพร้อมกับบีบน้ำตาจนไหลเป็นหยด

“เปซิม ! เปลี่ยนชื่อให้นางเดี๋ยวนี้ !!”

“ฮึก ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ขะ ข้าชอบชื่อนี้”

ด้วยเหตุนี้เปซิมจึงโดนสวดเสียยกใหญ่ ก่อนที่ภาระหน้าที่ของหมอผีจะพาเขาออกจากเสียงบ่น เปซิมเดินออกจากกระท่อมพร้อมกับนกหนึ่งตัวและผู้ช่วยที่ยังทำบึ้งหน้าเสียอารมณ์ไม่หาย

ภายในหมู่บ้านของชาวอุรุกะ พวกเขาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในถ้ำใต้น้ำตก มีเพียงนักล่ามากฝีมือไม่ก็หัวหน้าหมู่บ้านเท่านั้นที่มีกระโจมที่ทำจากหนังสัตว์ ส่วนหมอผีนั้นมีกฏว่าจะต้องอาศัยแยกออกจากมาเดี่ยวๆ แต่ต้องไม่ห่างจากหมู่บ้านมากนัก เปซิมจึงได้อาศัยอยู่ข้างนอกถ้ำแต่เพียงผู้เดียวนับเป็นความส่วนตัวที่หาได้ยากยิ่งสำหรับยุคนี้

ด้วยความด้อยอารยธรรมนั่นทำให้ชาวอุรุกะเต็มไปด้วยปัญหามากมาย ทั้งแมลงกัด งูพิษ ไม่ก็เป็นไข้จากการตากน้ำฝน หรือหูบอดจากการอยู่ใกล้น้ำตก และที่เลวร้ายที่สุดคือ…คลอดลูก

ใช้แล้ว นอกจากเป็นหมอผี หมอคนแล้ว เปซิมยังรับหน้าที่เป็นหมอตำแยอีกด้วย เกิดชาติที่แล้วเป็นนักศึกษาภาพยนตร์อยู่ดีๆ เหตุไฉนหนอ ฟ้าถึงได้กลั่นแกล้งให้มาทำคลอดคนซะนี่ แรกๆก็เกินมือไปหน่อยแต่ตอนที่ยายของเขายังมีชีวิตอยู่เปซิมก็ได้เรียนรู้จากนางอยู่มาก พอทำไปสองสามคนเขาก็เริ่มชินมือเสียแล้ว

และธุระในเช้านี้ก็คือเรื่องดูแลครรภ์นี่ล่ะ มีหญิงคนหนึ่งกำลังตั้งครรภ์และคงจะคลอดไม่เกินอาทิตย์หน้า ในฐานะนากะที่น่ายกย่องเขาต้องอวยพรให้เด็กรวมถึงทำพิธีอีกเล็กน้อยเพื่อการคลอดที่ปลอดภัย

เปซิมเดินเข้าไปในถ้ำ เขาเปียกเล็กน้อยจากการเดินฝ่าน้ำตกจากนั้นก็เดินเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆอยู่นานโข จนเสียง ‘ซ่า’ ของน้ำตกนั้นเบาลงคล้ายเสียงกระซิบเปซิมก็มายืนอยู่หน้าหมู่บ้านของชาวอุรุกะจนได้

เหนือหัวของเผ่าอุรุกะนั้นเปิดโล่งเป็นทรงกลม ส่วนข้างในนั้นเป็นลานโล่งกว้างถ้ามองจากที่สูงแล้วที่นี่จะคล้ายๆกับโดมในสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ ที่มีผู้คนกำลังนอนเอกเขนกกันไปมาตามขอบๆวง ทอดสายตาไปก็จะเห็นกระโจมหนังสัตว์อยู่หลายกระโจม แต่คนส่วนมากก็ไม่พ้นนอนพื้นกันทั้งนั้น สำหรับชาวอุรุกะแล้วหนังสัตว์นับว่ามีค่ามาก เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของแนวคิดเรื่องทรัพย์สินส่วนบุคคลโดยแท้จริง นักล่าที่มากฝีมือจะล่าสัตว์และนำหนังของมันมาใช้สอย มีมากหน่อยอาจจะแบ่งปันกันบ้าง แต่ถ้ามีฝีมือไม่มากพอพวกเขาจะนำหนังสัตว์เล็กๆหลายผืนไปแลกกับหนังสัตว์ผืนใหญ่ก็ย่อมได้

หมอผีหนุ่มเดินเข้าไปในหมู่บ้านมีการเดินข้ามตาลุงคนหนึ่งที่นอนขวางทาง แต่ไม่ทันจะก้าวเท้าข้ามไปอีกฝ่ายก็ตื่นขึ้นมาเสียก่อน…สมกับเป็นคนยุคหิน ถึงตาจะหลับแต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดยังคงทำงานอยู่เสมอ

ชายชราเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นใครก็รีบคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม…เปซิมยิ้มออกอย่างเป็นสุข ดีๆจริง การเป็นนากะทำให้เขาได้รับการนับถือแบบปฏิเสธไม่ได้เลยทีเดียว เปซิมขอยอมรับว่า เขาเองก็ค่อนข้างมีความสุขที่มีคนเห็นความสำคัญถึงแม้ว่าตัวเองจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีเศษก็ตาม

“ขอให้บรรพบุรุษปกปักเจ้า”

เปซิมให้พรไปทีนึง พร้อมกับรอยยิ้มสีดำย้อมแดงเล็กน้อย จากนั้นก็สาวเท้าเข้าไปในหมู่บ้าน

“ท่านดูเหมือนจะมีฐานะที่ดีนะ” นกแสกแซวสนุกปาก เปซิมเค้นเสียงหัวเราะก่อนจะตอบกลับไป

“คนเช่นข้าไม่ว่าจะอารยธรรมไหนย่อมได้รับการนับถืออยู่แล้ว”

รีตาที่เดินตามหลังมาไม่ห่างได้ยินแล้วก็แสดงสีหน้าเหนื่อยใจอย่างเหลืออด

หลังจากนั้นไม่นานเปซิมก็หยุดเท้าที่หน้ากระโจมหลังโต มันทำจากหนังของสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีขนหนา ซึ่งเปซิมก็ไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไรกันแน่ แต่ที่รู้ๆนี่คือบ้านของเขา…พูดให้ถูกคือบ้านที่เขาเคยอาศัยอยู่ก่อนที่จะรับตำแหน่งนากะนั่นเอง เปซิมเดินเข้าไปในกระโจมแล้วก็พบกับเด็กสาวตัวเล็กคนหนึ่งกำลังก่อไฟ นั่นทำให้เด็กหนุ่มถึงกับโกรธหัวเหวี่ยงเลยทีเดียว

“เดี๋ยวเถอะ ‘เปจา’ ! พี่บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าอย่าก่อไฟในกระโจม”

เปจาหรือน้องสาวของเปซิมสะดุ้งตัวโยนก่อนจะรับโกยดินแถวนั้นมาโยนดับไฟที่พึ่งจะลุกไหม้ แต่ไม่ทันเสียแล้วพี่ชายผู้แสนดีคนนี้เห็นทุกการกระทำ

“พี่จ๋า อย่าโกรธเปจานะ” เด็กน้อยจับเสื้อชุดหนังสัตว์ของตัวเองพลางทำท่าจะร้องไห้อยู่รอมร่อ สิ่งแรกที่เปซิมทำไม่ใช่การปลอบน้องสาวแต่คือการหลบฝ่ามือของรีตาที่หวดมาจากด้านหลังต่างหาก

“ปลอบนาง !” หญิงสาวสูงวัยกว่าออกคำสั่งนับเป็นเด็ดขาด เปซิมที่เลือกอะไรไม่ได้จึงได้แต่ก้มหน้ายอมทำตามโดยไม่ทันสังเกตโปราที่หัวเราะคิกคักในคอ

“นะ นี่ เปจา” ว่าแล้วนากะหนุ่มก็คว้าตัวเจ้านกแสกจากบนไหล่ด้วยสองมือ มีการขัดขืนเล็กน้อยแต่แรงนกหรือจะสู้แรงคน เขายื่นหน้าของมันไปใกล้กับน้องสาวที่ตั้งเค้าจะเริ่มงอแง

“นกนี่บรรพบุรุษเราส่งมาให้ มันพูดได้ด้วยน้าา !” เขาพูดออกมาพร้อมกับบีบเสียงเล็กดัดจริตฟังดูเสนียดหู

“จะ จริงเหรอ ? ฮึก… ”

“ใช่สิ” ว่าแล้วเปซิมก็เขย่าตัวนกขึ้นลงเหมือนเขย่ากระปุกหมู แต่เจ้านกตัวแสบไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมาสักแอะ เจ้านกแสบนี่มันเล่นเขาเสียหน้าแหก

“มะ ไม่เห็นพูดได้เลย พี่จ๋าขี้โกหก แง!” จนแล้วจนรอดเปจาก็เริ่มร้องไห้จนได้ เป็นอีกครั้งที่เปซิมต้องหลบฝ่ามือที่มองไม่เห็นจากด้านหลัง เมื่อเห็นว่าหมดทางรอดเปซิมจึงยื่นหน้าเข้าไปใกล้เจ้านกผีแล้วกล่าวเสียงหวานจับใจ

“โปรานกสวยขนงามจ้ะ พูดอะไรสักหน่อยสิ” เขากระซิบเสียงเบา จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจของนกแสกตัวดีก่อนที่มันหันคอกลับมา 180 องศาแล้วกล่าวออกมาเสียงดังชัดถ้อยชัดคำ

“ปัญญาอ่อน ปัญญาอ่อน”

มันพูดเสียงเรียบเหมือนกับนกขุนทองในโลกเก่า นากะถึงกับเลือดขึ้นหน้าอยากจะบีบมันให้เละคามือไปเลย มนุษย์และนกจ้องตากันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เปซิมกัดฟันขบแน่นอย่างเคียดแค้น

“เปจา แม่กับพ่อไม่อยู่หรือ ?” รีตาถามเสียงหวานพร้อมกับอุ้มเด็กสาวขึ้นมาในอ้อมอก เด็กน้อยดวงตากลมโตมองดวงหน้าของหญิงสาวแก่คราวแม่ของตน

เปจานั้นคือลูกเล็กอีกคนของพ่อเปซิม เด็กน้อยคนนี้เกิดจากหญิงสาวอีกคนที่แก่กว่ารีตาไม่มาก

ในสายตาของเขา รีตาคือพี่สาวเจ้าระเบียบแต่สำหรับเปจาแล้ว รีตาไม่ต่างอะไรกับน้าของนาง เด็กคนนี้จึงรักและเคารพนางอยู่พอตัว

“พ่อจ๋าไปล่า แม่จ๋าไปหาผลไม้”

เปจาพูดน้ำเสียงใสแจ๋ว ก่อนจะหันมาทางโปราด้วยแววตาใสซื่อปนด้วยประกายอยากรู้อยากเห็น

“นกน้อยพูดอีกสิ ! พูดอีก !!”

“ปัญญาอ่อน ปัญญาอ่อน”

“พอแล้ว !” เปซิมที่เริ่มหมดความอดทนพูดขึ้นเสียงดัง ก่อนจะกล่าวต่อไปด้วยเสียงเข้ม “เปจา…ข้าได้ยินมาว่าเจ้าแอบไปเล่นนอกน้ำตกมารึ ?”

เด็กน้อยก้มหน้างุด ข่าวคราวช่างไปถึงหูของพี่ชายผู้เข้มงวดคนนี้เร็วเสียจริง

“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้าจะพูดอะไรต่อไป ?”

เปจาไม่ตอบ นางเป็นเพียงเด็กอายุห้าขวบที่ถูกดุจากพี่ชายบ่อยเสียยิ่งกว่าพ่อ อีกทั้งยังน่ากลัวยิ่งกว่าสัตว์ร้ายตัวไหนๆ

“ขะ ข้าจะไม่ออกไปแล้ว”

เปซิมปลายตามองน้องสาวที่เริ่มมีน้ำตาคลอ ดุกันเท่านี้ก็คงพอ เปจาเป็นเด็กที่อยากรู้อยากเห็นอยู่เสมอในฐานะพี่ชายเปซิมอดห่วงนางไม่ได้จริงๆ

“ดี พรุ่งนี้พ่อจะออกไปล่าสัตว์สำหรับพิธี ‘เลี้ยงผีทอจันทร์’ คงไม่กลับบ้านหลายคืน”

เด็กน้อยพยักหน้ารับรู้ก่อนที่ประโยคถัดไปจะทำให้นางถึงกับตัวกระตุกกันเลยทีเดียว

“ข้าจะมาดูเจ้าบ่อยๆ และถ้าข้าเห็นเจ้าก่อเรื่องอีกล่ะก็”

“ไม่ ! ข้าไม่ทำ !!”

“อย่าแกล้งน้อง !”

ผัวะ !!

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...