เกิดใหม่เป็นหมอผีในโลกยุคหิน (อ่านฟรีจนจบ+มีE-book)
ข้อมูลเบื้องต้น
นี่เป็นE-book เล่มแรกของผม ถ้าผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกท่านสามารถตามอ่านเนื้อหาในเล่มได้ฟรีทั้งหมดครับไม่ว่าจะช่องทางไหนจะเป็นDek-dหรือRW ผมก็ไม่เกี่ยงครับผมยังคงลงแบบอ่านฟรีอยู่ทุกวันเวลาไม่เกิน3ทุ่ม (ในเล่มแรกทั้งหมด60ตอน )
แต่ถ้ามีค่าน้ำค่าไฟให้สักเล็กน้อยจะเป็นพระคุณอย่างสูงงงงง
ขอแจ้งอีกนิดว่าภาคสองอาจจะมีช่วงที่ผมหายไปสักเดือนนึงครับ (หนีไปบวช) แต่คิดว่าน่าจะเขียนจนจบได้ทันแต่ตัวE-bookของเล่มสองอาจจะออกช้านิดนึงครับ
เปซิม
เปซิม
เปซิมกำลังง่วนอยู่กับก้อนหินแหลมคมที่ถูกขัดมาอย่างดี มือของเขาตวัดฉวัดเฉวียนไปตามร่างของสัตว์ปีกชนิดหนึ่ง เขาฉีกเครื่องในและผิวหนังของมันออกมาอย่างช่ำชองก่อนจะหันไปคายน้ำหมากสีแดงอมชมพูลงบนพื้นดังแหมะ
บรรยากาศรอบข้างช่างวังเวง สวนทางกับเสียงของสายฟ้าพร้อมหยาดฝนที่โปรยปรายอยู่ด้านนอกกระท่อมราวกับฟ้าถล่ม ในสถานที่แห่งนี้ถูกตกแต่งไปด้วยกะโหลกสัตว์มากมายหลายชนิดที่ถูกแขวนไว้ทุกมุมของกระท่อมไม้ คลุกเคล้ากับกลิ่นกำยานปนน้ำหมากที่หอมกรุ่นแต่แฝงไปด้วยความลึกลับเสริมให้บรรยากาศนั้นชวนขนหัวลุก
เจ้าของบ้านก็มิปาน มันยังคงยุ่งอยู่กับงานในมือ บนหัวที่ฟูฟ่องเป็นลอนนั้นประดับด้วยกะโหลกแพะอีกทั้งบนใบหน้ายังถูกตีตราไว้ด้วยรอยสักตัวอักษรเล็กๆเป็นทางยาว
เปซิมเป็นพ่อหมอ…เรียกกันให้เต็มปากเขาคือ ‘หมอผี’ แห่งชาวอุรุกะ ผู้ทำหน้าที่อันทรงเกียรติที่ในหมู่บ้านนึง จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้น
ทุกคนต่างรู้จักเขาในชื่อ เปซิม ทายาทจอมขมังเวทย์ ที่ได้รับตำแหน่งนี้ตั้งแต่อายุยังไม่ครบสิบห้าหนาวดี แต่แท้จริงแล้วเปซิมนั้นมีความลับที่ยากจะบอกกล่าวได้
เขาคือ ‘ผู้เกิดใหม่’
ตรงตัวไม่มีบิดพลิ้ว เปซิมในอดีตนั้นเป็นนักศึกษาฝึกงานที่ลองดีจนตายอย่างอนาถเพราะดันไปโหนไฟกองถ่ายเล่นจนมันล้มคว่ำใส่ อย่างน้อยโศกนาฏกรรมทำตัวเองนี้ก็ไม่ลำบากสัปเหร่อ เพราะไฟเจ้ากรรมดันลัดวงจรพอดี ฌาปนกิจกันแบบไม่มีรอยต่อเลยทีเดียว เห็นที่จะมีแต่ผู้กำกับนี่ล่ะที่ต้องจ่ายค่าไฟพร้อมเสาราคาเป็นแสนๆ
แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของเปซิม…ตอนนี้เขามีงานที่สำคัญมากกว่า
“เอาล่ะ เรียบร้อย”
เด็กหนุ่มกล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างดีใจเผยให้เห็นฟันที่ดำขลับจากการเคี้ยวหมากของเขา หลังจากที่เย็บเจ้านกนี่จนเหมือนใหม่แล้วเปซิมก็ผลักประตูและโยนร่างของสัตว์ปีกที่ไร้ชีวิตนี้ออกไปนอกกระท่อมให้ร่างไร้วิญญาณเผชิญกับสายฝน
เปรี้ยง !
สายฟ้าลำนึงผ่าเข้าใส่ศพของนกตัวนั้นเข้าอย่างจัง นั่นเป็นเพราะเปซิมฝังทองแดงลงในร่างนกตัวนั้น หลังจากที่รอดูท่าทีอยู่ครู่นึงเปซิมก็พบว่ามันไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่เขาคาด เด็กหนุ่มถึงกับเกาหัวอย่างขัดใจก่อนจะคว้าศพของนกอีกตัวนึงขึ้นมาผ่า
เปซิมต้องการจะ ‘คืนชีพ’ ให้นก…
เปซิมรู้ตัวว่าการทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการกระทำของนักวิทย์สติเฟื่องทั้งๆที่เขาก็เป็นหมอผี แต่หลังจากที่ได้เกิดใหม่ มีสองสิ่งที่ทำให้เปซิมถึงกับปวดหัว
‘โลกนี้ไม่มีเวทมนตร์…และที่นี่เป็นยุคหิน’
นับเป็นเรื่องน่าผิดหวังสำหรับผู้เกิดใหม่ที่จะต้องมาพบเจอความไร้อารยธรรมและจืดชืดไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นให้กระตุกหัวใจ เปซิมทุกวันนี้ก็ใช้ชีวิตเหมือนกับนักมายากลมากกว่าหมอผีจริงๆเสียอีก
เขาใช้ทั้งการสะกดจิต สร้างบรรยากาศให้ดูขลัง หรือแม้แต่การเสกของให้หายไป ซึ่งจริงๆแล้วมันก็คือเทคนิคซ่อนไพ่ที่เขาไปจำมาจากรายการมายากลตอนสองทุ่มที่โลกเก่า
แต่เปซิมนั้นก็ไม่ได้ไร้วิถีทางไปเสียทีเดียว ยายของเขาได้สอนสั่งก่อนจะตายไปเกี่ยวเรื่องของหมอผี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าที่รับผิดชอบหรือแม้แต่เวทมนตร์คาถา ซึ่งมันก็ยกเมฆทั้งหมดนั่นล่ะ แต่ก็มีบทเรียนหนึ่งที่เปซิมจำได้ขึ้นใจเลยทีเดียว
ยายของเขาพูดถึงการรับพลังจากธรรมชาติ ขยายความให้เข้าใจก็คือ การเอาพลังของธรรมชาติเข้ามาใส่ไว้ในวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตนั่นเอง จากนั้นก็ใช้มั่นเป็นสื่อกลางเพื่อเข้าสู่พลังแห่งธรรมชาติ…
นั่นเลยทำให้เปซิมทำการทดลองลับๆนี้อยู่หลายคืนเลยทีเดียว เขาฆ่านกไปเกือบร้อยเห็นจะได้ ดีที่ช่วงนี้เป็นหน้าฝนเลยไม่ต้องลำบากรอสายฟ้าให้รากงอก
ถึงใจนึงจะไม่เคยเห็นกับตาแต่ลึกๆแล้วเปซิมก็หวังว่าเวทมนตร์นั้นจะมีอยู่จริงในโลกแห่งนี้อย่างน้อยๆเขาก็อยากจะลองเป็นครั้งสุดท้ายเสียหน่อยเขาถึงได้ตั้งหน้าตั้งตาทำอะไรผิดหลักวิทย์แบบนี้อยู่ทุกคืน
“ตัวต่อไป”
เด็กหนุ่มจับที่ขาของนกให้อยู่ในสภาพห้อยหัว คราวนี้เป็นนกแสกที่เปซิมจับมาได้เมื่อตอนหัวค่ำ เขาโยนมันออกไป ก่อนที่จะกลับมานั่งที่พื้นพลางมองศพของมันที่แน่นิ่งกลางสายฝน
ดวงตาของเปซิมหรี่เล็กลงอย่างลุ้นระทึก ปากของเขายังคงเคี้ยวหมากไม่หยุดให้จังหวะที่ลุ้นระทึกตามเสียงหัวใจของเขา
เปรี้ยง !
ตามคาดสายฟ้าหนึ่งลำดั่งใจสั่ง นกแสกไหม้เกรียมแต่ไม่แหลกเละเช่นตัวอื่น เปซิมเผลอยื่นหน้าอย่างสนใจพลันลุกขึ้นเมื่อเห็นว่าร่างไร้วิญญาณนั้นกำลังขยับ!
หมอผีหนุ่มเดินออกจากกระท่อมก่อนย่อตัวลงแล้วก้มลงอุ้มนกแสกที่ถูกย้อมด้วยเขม่า เขานำมันกลับมาในบ้าน วางมันลงบนแท่นหินข้างกองไฟ และรอคอย
เปซิมตาเบิกกว้าง เมื่อพบว่าสัตว์ตัวนี้กำลังเบิกตามองมาที่เขา ขนของมันที่ถูกเขม่าเกาะถูกสะบัดออกเผยให้เห็นขนสีขาวนุ่ม ใบหน้ารูปหัวใจและดวงตามันขลับนั้นมองกลับมาที่อย่างฉงนสงสัย
ตอนนี้ในหัวของเปซิมตีกันวุ่นวายไปหมด เวทมนตร์ ? วิทยาศาสตร์ ?? อะไรกันแน่ที่พานกตัวนี้กลับมาหาเขา จนกระทั่งมันเปิดจะงอกปากอันเล็กของมันออกมาเขาก็สลัดทุกความคิดทิ้งแล้วยากบีบคอมันให้ตายอีกซักรอบ
“ยินดีที่ได้พบ ไอ้เจ้านายหัวคxx”
โปรา
โปรา
วันนี้ก็เหมือนทุกวันในโลกใหม่ เปซิม เคี้ยวหมากจนแดงไปทั้งปากก่อนจะบ้วนทิ้งอย่างไม่ใยดีแล้วลุกขึ้นนั่ง แต่ก็มิวายเอามือกุมหลังปากร้องโอดโอยน่าสงสาร
“ปวดหลังเป็นบ้า”
“อ่อนแอจัง เจ้าค่ะ”
นกแสกตัวดีบินมาเกาะไหล่เขาจนหมอผีหนุ่มสะดุ้งจากการที่กรงเล็บของมันทิ่มเข้าไปในเนื้อ
ดูเหมือนว่าผลการทดลองเมื่อคืนจะเป็นความจริงไม่ใช่ความฝันซะนี่ อย่างไรก็ดีการเป็นคนยุคหินนั้นทำให้สุขภาพการนอนของเขาช่างเลวร้าย ถึงจะเกิดใหม่มาได้15ปีแล้ว แต่เด็กหนุ่มก็ยังไม่ชินกับพื้นหินแข็งๆแม้แต่น้อย
หมอผีหนุ่มไม่สาวความให้ยืด เขาหยิบกะโหลกแพะขึ้นมาสวมบนหัว บนร่างกายของเขาสวมเพียงหนังสัตว์ผืนหนาแทนกางเกงแถมยังสั้นเสียกระไร อย่างน้อยในโลกใบนี้ คนที่นี่ยังรู้จักเครื่องนุ่งห่มถึงจะหยาบและน้อยชิ้นก็เถอะ แต่ยังดีกว่าไปโชว์งูให้อายผีสาง
“มาคุยต่อจากเมื่อคืนหน่อย เจ้าว่าเจ้าใช้เวทมนตร์ได้ใช้ไหม ?”
เมื่อคืนเปซิมค่อนข้างเหนื่อยหลังจากตั้งสติได้แล้ว เขาก็คุยกับมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง เช้าวันนี้เขาจึงคิดจะคุยกับมันให้รู้ความ
“ท่านเห็นข้าเป็นนกขี้โกหกหรือเจ้าคะ ?”
“ข้าคิดว่าเจ้าเป็นนกที่มีปากเป็นหมา”
อีกฝ่ายเอียงคอสงสัยในประโยคอย่างไม่เข้าใจความ
“นกก็นก หมาก็หมา ท่านต้องโง่แน่ๆที่แยกระหว่างนกกับหมาไม่ออก”
ใช่…เขาโง่เองที่ไปหาเรื่องนกแล้วโดนมันตอกกลับมาเหมือนคนบ้า หมอผีหนุ่มกระแอมในลำคอแก้ขัดก่อนจะพูดต่อไป
“เจ้าใช้มันได้อย่างไร เจ้าพอจะอธิบายหลักการของมันได้หรือไม่ ? ที่สำคัญเจ้าสอนข้าได้ไหม ??”
นกแสกมองหน้าผู้เป็นนายนิ่งๆอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับว่ามันกำลังคิดทบทวนบางอย่างในหัว
“ย่อมได้…แต่ข้าล่ะสงสัยจริงๆ”
“สงสัยอะไร ?”
สัตว์พูดได้เงียบไปอีกครั้ง คราวนี้เปซิมเริ่มมีน้ำโหแล้วที่มันเดี๋ยวพูดเดี๋ยวหยุด
“ช่างเถอะ ท่านในตอนนี้ไม่เข้าใจหรอก”
มันว่ามาแบบนั้นเปซิมจึงไม่คิดจะถามต่อ
“ถ้าท่านต้องการจะเรียนเวทมนตร์ข้าจะสอนท่าน แลกกับ…”
“แลกกับ ?”
“ท่านเรียกข้าว่าอาจารย์ ”
“ถุย !!”
ไม่ว่าเปล่า เปซิมถุยน้ำหมากลงบนพื้นด้วยแรงอารมณ์ ยิ่งคุยยิ่งหงุดหงิด ! นกประสาอะไรกวนประสาทกันได้ทุกช่วงจังหวะของคำพูด !!
นกแสกมองมาที่เขา สาบานได้ว่าเปซิมได้ยินเสียงมันถอนหายใจด้วยซ้ำ ไอ้นกนี่มันจะรู้มากเกินไปแล้วมั้ง!
“ท่านคิดว่าเวทมนตร์เกิดมาจากอะไร ?”
หมอผีหนุ่มยกคิ้วชนกันแน่น อะไรของมันคนไม่รู้เลยถามยังมีหน้ามาถามกลับเสียอีก
“ไม่รู้ ธรรมชาติมั้ง ?”
นกปากหมาส่ายหัวเบาๆ
“ไม่ถูก จริงๆแล้วโลกใบนี้ไม่มีเวทมนตร์”
นั่นคือชุดข้อมูลที่เปซิมคาดเอาไว้ อ้าว ? ถ้าเป็นอย่างงั้นแล้วทำไมเจ้านกนี่ถึงได้พูดฉอดๆได้ล่ะ ถ้าโลกนี้ไม่มีเวทมนตร์จริงการทดลองเมื่อคืนควรจะล้มเหลวสิ
“ข้ารู้นะท่านคิดอะไรเจ้านาย” นกตัวดีรู้ทัน “ข้าคืนชีพจากพลังเวทจริงข้ายอมรับ แต่ไม่ใช่จากโลกใบนี้”
หมอผีหนุ่มเลิกคิ้วยิ่งกว่าเก่า ฟังไปก็งงไปสรุปมันยังไงกันแน่
“เจ้ากำลังจะบอกว่าสายฟ้าลำนั้นไม่ได้มาจากโลกนี้งั้นเหรอ ?”
นกผีเพียงพยักหน้าเบาๆ ดูเหมือนว่าแนวคิดของเขาจะถูกต้อง
“เวทมนตร์ที่ทำให้ข้าฟื้นคืนชีพขึ้นมานั้นมาจากโลกอื่น และในตอนที่ข้าฟื้นคืนชีพขึ้นมวิญญาณของข้าได้เชื่อมต่อกับ ‘ตัวตน’ ที่สูงส่ง แม้กระทั่งตอนนี้ก็ด้วย ข้ารู้เพียงอย่างเดียวก็คือข้าต้องรับใช้ท่าน นายของข้า”
“เจ้ากำลังจะบอกว่า ‘ตัวตน’ที่เจ้าว่ามันส่งพลังเวทมาเพื่อคืนชีพเจ้า แล้วเพื่ออะไรล่ะ ?”
“ไม่รู้สิ”
ถามไปแล้วก็ยังไม่ได้รับคำตอบ เปซิมจึงได้แต่มองภาพรวมแล้วตั้งสมมุติฐานด้วยข้อมูลที่ตัวเองมี เขาเงียบไปเพื่อเรียบเรียงความคิดในหัวของตัวเอง
อย่างแรก ตัวตนที่ว่านั่นคือใคร ? ในจุดนี้เปซิมพอจะหาคำตอบได้อยู่และเป็นไปได้ว่าจะเป็นจริงเสียด้วย
อย่างที่สอง เพื่ออะไร ? ตรงจุดนี้เปซิมจนปัญญาจริงๆ สิ่งมีชีวิตที่ว่านั่นคงเกินความเข้าใจของเขาไปไกล เพราะแบบนั้นการคิดแบบมนุษย์อาจจะหาคำตอบไม่ได้
“เงียบแบบนี้ ท่านสมองเหลวไปแล้วหรือ ?” ไอ้นกปากหมาเห็นช่องไม่ได้เลยนะ…ว่าแต่มันรู้ศัพย์โลกเขาได้ไงวะ
“ข้าคิดว่า…อาจจะเป็นวิญญาณบรรพบุรุษ”
“วิญญาณบรรพบุรุษ ?”
“ใช่” เปซิมยักไหล่ก่อนจะเคี้ยวหมากไปพลางครุ่นคิดเพิ่มเติม “เผ่าของข้าชื่อ ‘อุรุกะ’ หรือเจ้าจะเรียกว่ามนุษย์ก็ได้ตามแต่สะดวก พวกเราเป็นเผ่าที่มีความเชื่อเรื่องวิญญาณบรรพบุรุษ พูดให้เข้าใจก็คือ เมื่อเจ้าตายไปแล้ว เจ้าจะกลายเป็นผีและผีก็มีหน้าที่ปกป้องลูกหลานของพวกเขา”
“ท่านว่าท่านเป็นหมอผี…แปลว่าท่านเป็นนักบวช”
“ใช่ ดูเหมือนเจ้าจะรู้สินะว่าข้ามาจากโลกอื่น”
หมอผีหนุ่มจับสังเกตได้ เจ้านกนี่มันรู้มากเกินตัวไปไกลโข คำว่า ‘นักบวช’ เองก็เช่นกัน ในยุคนี้ คำๆนี่ยังไม่เกิดขึ้นมาด้วยซ้ำไป คนในเผ่าปกติจะเรียกเขาว่าพ่อหมอไม่ก็ ‘นากะ’
“ศาสนาของชาวอุรุกะไม่มีชื่อ นักบวชเช่นข้าถูกเรียกกันในชื่อว่านากะ พวกเรามีหน้าที่เป็นตัวกลางสื่อสารกับวิญญาณของบรรพบุรุษที่ตายจากไปแล้ว”
ได้ยินแบบนั้นนกแสกก็เงียบไปทันตามันครุ่นคิดอีกครั้งเงียบๆ เปซิมกลั้นหัวเราะในใจ นกบ้าอะไรคิดได้ด้วย…
“โอรา…”
“หือ ?”
“นั่นคือ ชื่อของเจ้า” นากะหนุ่มคิดชื่อนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว “มันแปลว่าชายหนุ่มที่เครื่องเพศใหญ่ฟังดูลามกนิดหน่อย แต่ในโลกแห่งนี้สำหรับผู้ชายแล้วนับว่าเป็นชื่อที่ห้าวหาญและหนักแน่น มันเป็นภาษาของชาวอุรุกะโบราณ เอ่อ…หมายถึง โบราณกว่านี้อ่ะนะ”
“แต่ข้าเป็นตัวเมีย…”
“งั้นเปลี่ยนเป็นโปราแล้วกัน”
“ขอถามหน่อยว่า ‘เครื่องเพศใหญ่’ นี่มันอยู่ที่คำว่า ‘โอ’ หรือ ‘รา’”
เปซิมไม่ตอบ แต่เลี่ยงไปถามอย่างอื่นแทน
“เจ้าจะสอนเวทมนตร์ข้ายังไง ?”
ถึงจะขัดใจนิดหน่อยแต่โปราก็คงเถียงไม่ได้เพราะนี่เป็นชื่อที่นายของนางมอบให้นกสาวจึงได้แต่จำใจยอมรับ
“จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องสอนด้วยซ้ำ ในตัวข้ามีพลังเวทที่เชื่อมต่อกับตัวตนที่ท่านคาดว่าเป็นของบรรพบุรุษท่านอยู่แล้ว ขอเพียงท่านประสงค์ ข้าจะบอกเองว่าทำได้หรือไม่ บอกเลยว่าพลังของบรรพบุรุษท่านนั้นมหาศาลมากมายเสียจนทำลายโลกใบนี้ก็ยังได้”
“เจ้าก็พูดซะเกินจริง” ตอนนี้เปซิมอยากรู้เสียแล้วว่าบรรพบุรุษคนในไหนที่ให้ความช่วยเหลือเขาอยู่กันนะ
“หึ ท่านจะรู้อะไร ท่านเป็นเพียงมนุษย์สวมหัวแพะที่หลอกชาวบ้านไปวันๆ”
ได้ช่องก็เอาเสียแล้วไอ้นกตัวนี้…
“เจ้าก็เป็นแค่นกจิกหนอนยังมีหน้ามาว่าข้าเหรอ”
“นกแสกเป็นนกนักล่าเจ้าค่ะ เรากินสัตว์เล็กไม่กินของต่ำอย่างหนอนแมลง”
ตึงๆๆ
เสียงเคาะประตูขัดจังหวะการสนทนาระหว่างนกและคน เปซิมหันมามองโบราที่อยู่บนไหล่ส่งสายตาประมาณว่า ‘อย่าได้ปริปากพูดไปเชียว’
จากนั้นหญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งก็เดินเข้าในกระท่อมโดยที่นากะหนุ่มไม่ได้อนุญาติด้วยซ้ำ เอาเข้าจริงนี่มันโลกยุคหินความเป็นส่วนตัวอย่าได้คิดจะมี ไอ้กระท่อมหลังนี้ก็เป็นเปซิมนี่ล่ะที่สร้างเองกับมือ คนปกติเขานอนกันตามพื้นหินดินทรายกันเป็นปกติ
‘รีตา’ เดินเข้ามาในกระท่อม หญิงสาวผู้มีเรือนเป็นลอนสลวยพร้อมกับไฝมหาเสน่ห์ที่ใต้ตามองหมอผีหนุ่มอย่างพินิจก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างคราบแครง
“เปซิม เมื่อครู่เจ้าคุยกับใคร ?”
“ข้าคุยกับตัวเอง”
รีตาผู้เปรียบเสมือนพี่สาวพ่วงตำแหน่งผู้ช่วยนากะมองมาที่เด็กหนุ่ม นางพยายามจับผิดเขา…เปซิมรู้ดีแต่ทักษะการหลอกลวงระดับเขามีหรือจะ…
“ยินดีที่ได้รู้จักข้า โปรา”
กรี้ดดด!!
เปจาห้ามก่อไฟ
เปจาห้ามก่อไฟ
กว่ารีตาจะเริ่มสงบสติอารมณ์ได้ก็ใช้เวลาอยู่นานสองนาน…นี่คงจะเป็นอาการของปุถุชนคนปกติที่ได้พบกับนกพูดได้ จะสติแตกไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย
“เจ้าสร้างนางขึ้นมาด้วยเวทมนตร์”
รีตาสรุปเรื่องที่เปซิมเล่าด้วยสายตาจับผิด…
“คนสร้างไม่ใช่ข้า แต่เป็นบรรพบุรุษต่างหาก…ข้ายังไม่ได้ทิ้งกายเนื้อไม่มีพลังมากพอจะสร้างสิ่งมีชีวิต”
“แล้วทำไมบรรพบุรุษถึงส่งนางมา”
สายตาของหญิงสาวเลื่อนไปทางนกแสกที่เกาะไหล่ของเปซิม ที่ตอนนี้เจ้าตัวเริ่มรู้สึกเจ็บจากกรงเล็บของมันแล้ว สงสัยจะได้เลือดกันมั่ง
“เพราะพ่อหมอทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง ขั้นตอนพิธีกรรมก็จำไม่ได้ บรรพบุรุษจึงส่งข้ามาดูแลเขา”
นกบ้าอะไรปั้นน้ำเป็นตัวได้เก่งซะจริง แต่เหตุผลแบบนี้รีตาไม่มีวันเชื่อแน่ๆ นอกจากยายและพ่อก็มีรีตานี่ล่ะที่เข้าจะ….
“ท่านบรรพบุรุษช่างมองการไกลจริงๆ อย่างที่พวกท่านว่าเปซิมมักลืมว่าตัวเองต้องทำอะไรเสมอ หลังจากนี้ต้องพึ่งเจ้าแล้ว อะ เอ่อ…โปรา”
แล้วสายตารีตาก็เลื่อนไปที่หว่างขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยก้อนขนของโบราโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เมื่อเห็นว่าดวงตามันขลับกำลังมองมา รีตาก็รีบเบนสายตาไปหาเรื่องพ่อหมอของนางทันควัน
“เจ้าตั้งชื่อนี้ให้นางงั้นเหรอ ?!”
“ใช่…”
“เจ้ามัน…” หญิงสาวพูดไม่ออก รีตาไม่ใช่คนโง่งมนางย่อมรู้ภาษาของชาวอุรุกะโบราณเพราะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของนากะรุ่นก่อนจนแตกฉานทั้งวิชาอาคมและภาษา
“อะไร…นางก็เหมือนจะชอบนะ”
ในตอนนั้นเองที่เปซิมได้รู้ว่านกตัวนี้มันกวนประสาทแค่ไหน สิ่งที่มันทำคือนิ่งเงียบพร้อมกับบีบน้ำตาจนไหลเป็นหยด
“เปซิม ! เปลี่ยนชื่อให้นางเดี๋ยวนี้ !!”
“ฮึก ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ขะ ข้าชอบชื่อนี้”
ด้วยเหตุนี้เปซิมจึงโดนสวดเสียยกใหญ่ ก่อนที่ภาระหน้าที่ของหมอผีจะพาเขาออกจากเสียงบ่น เปซิมเดินออกจากกระท่อมพร้อมกับนกหนึ่งตัวและผู้ช่วยที่ยังทำบึ้งหน้าเสียอารมณ์ไม่หาย
ภายในหมู่บ้านของชาวอุรุกะ พวกเขาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในถ้ำใต้น้ำตก มีเพียงนักล่ามากฝีมือไม่ก็หัวหน้าหมู่บ้านเท่านั้นที่มีกระโจมที่ทำจากหนังสัตว์ ส่วนหมอผีนั้นมีกฏว่าจะต้องอาศัยแยกออกจากมาเดี่ยวๆ แต่ต้องไม่ห่างจากหมู่บ้านมากนัก เปซิมจึงได้อาศัยอยู่ข้างนอกถ้ำแต่เพียงผู้เดียวนับเป็นความส่วนตัวที่หาได้ยากยิ่งสำหรับยุคนี้
ด้วยความด้อยอารยธรรมนั่นทำให้ชาวอุรุกะเต็มไปด้วยปัญหามากมาย ทั้งแมลงกัด งูพิษ ไม่ก็เป็นไข้จากการตากน้ำฝน หรือหูบอดจากการอยู่ใกล้น้ำตก และที่เลวร้ายที่สุดคือ…คลอดลูก
ใช้แล้ว นอกจากเป็นหมอผี หมอคนแล้ว เปซิมยังรับหน้าที่เป็นหมอตำแยอีกด้วย เกิดชาติที่แล้วเป็นนักศึกษาภาพยนตร์อยู่ดีๆ เหตุไฉนหนอ ฟ้าถึงได้กลั่นแกล้งให้มาทำคลอดคนซะนี่ แรกๆก็เกินมือไปหน่อยแต่ตอนที่ยายของเขายังมีชีวิตอยู่เปซิมก็ได้เรียนรู้จากนางอยู่มาก พอทำไปสองสามคนเขาก็เริ่มชินมือเสียแล้ว
และธุระในเช้านี้ก็คือเรื่องดูแลครรภ์นี่ล่ะ มีหญิงคนหนึ่งกำลังตั้งครรภ์และคงจะคลอดไม่เกินอาทิตย์หน้า ในฐานะนากะที่น่ายกย่องเขาต้องอวยพรให้เด็กรวมถึงทำพิธีอีกเล็กน้อยเพื่อการคลอดที่ปลอดภัย
เปซิมเดินเข้าไปในถ้ำ เขาเปียกเล็กน้อยจากการเดินฝ่าน้ำตกจากนั้นก็เดินเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆอยู่นานโข จนเสียง ‘ซ่า’ ของน้ำตกนั้นเบาลงคล้ายเสียงกระซิบเปซิมก็มายืนอยู่หน้าหมู่บ้านของชาวอุรุกะจนได้
เหนือหัวของเผ่าอุรุกะนั้นเปิดโล่งเป็นทรงกลม ส่วนข้างในนั้นเป็นลานโล่งกว้างถ้ามองจากที่สูงแล้วที่นี่จะคล้ายๆกับโดมในสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ ที่มีผู้คนกำลังนอนเอกเขนกกันไปมาตามขอบๆวง ทอดสายตาไปก็จะเห็นกระโจมหนังสัตว์อยู่หลายกระโจม แต่คนส่วนมากก็ไม่พ้นนอนพื้นกันทั้งนั้น สำหรับชาวอุรุกะแล้วหนังสัตว์นับว่ามีค่ามาก เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของแนวคิดเรื่องทรัพย์สินส่วนบุคคลโดยแท้จริง นักล่าที่มากฝีมือจะล่าสัตว์และนำหนังของมันมาใช้สอย มีมากหน่อยอาจจะแบ่งปันกันบ้าง แต่ถ้ามีฝีมือไม่มากพอพวกเขาจะนำหนังสัตว์เล็กๆหลายผืนไปแลกกับหนังสัตว์ผืนใหญ่ก็ย่อมได้
หมอผีหนุ่มเดินเข้าไปในหมู่บ้านมีการเดินข้ามตาลุงคนหนึ่งที่นอนขวางทาง แต่ไม่ทันจะก้าวเท้าข้ามไปอีกฝ่ายก็ตื่นขึ้นมาเสียก่อน…สมกับเป็นคนยุคหิน ถึงตาจะหลับแต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดยังคงทำงานอยู่เสมอ
ชายชราเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นใครก็รีบคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม…เปซิมยิ้มออกอย่างเป็นสุข ดีๆจริง การเป็นนากะทำให้เขาได้รับการนับถือแบบปฏิเสธไม่ได้เลยทีเดียว เปซิมขอยอมรับว่า เขาเองก็ค่อนข้างมีความสุขที่มีคนเห็นความสำคัญถึงแม้ว่าตัวเองจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีเศษก็ตาม
“ขอให้บรรพบุรุษปกปักเจ้า”
เปซิมให้พรไปทีนึง พร้อมกับรอยยิ้มสีดำย้อมแดงเล็กน้อย จากนั้นก็สาวเท้าเข้าไปในหมู่บ้าน
“ท่านดูเหมือนจะมีฐานะที่ดีนะ” นกแสกแซวสนุกปาก เปซิมเค้นเสียงหัวเราะก่อนจะตอบกลับไป
“คนเช่นข้าไม่ว่าจะอารยธรรมไหนย่อมได้รับการนับถืออยู่แล้ว”
รีตาที่เดินตามหลังมาไม่ห่างได้ยินแล้วก็แสดงสีหน้าเหนื่อยใจอย่างเหลืออด
หลังจากนั้นไม่นานเปซิมก็หยุดเท้าที่หน้ากระโจมหลังโต มันทำจากหนังของสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีขนหนา ซึ่งเปซิมก็ไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไรกันแน่ แต่ที่รู้ๆนี่คือบ้านของเขา…พูดให้ถูกคือบ้านที่เขาเคยอาศัยอยู่ก่อนที่จะรับตำแหน่งนากะนั่นเอง เปซิมเดินเข้าไปในกระโจมแล้วก็พบกับเด็กสาวตัวเล็กคนหนึ่งกำลังก่อไฟ นั่นทำให้เด็กหนุ่มถึงกับโกรธหัวเหวี่ยงเลยทีเดียว
“เดี๋ยวเถอะ ‘เปจา’ ! พี่บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าอย่าก่อไฟในกระโจม”
เปจาหรือน้องสาวของเปซิมสะดุ้งตัวโยนก่อนจะรับโกยดินแถวนั้นมาโยนดับไฟที่พึ่งจะลุกไหม้ แต่ไม่ทันเสียแล้วพี่ชายผู้แสนดีคนนี้เห็นทุกการกระทำ
“พี่จ๋า อย่าโกรธเปจานะ” เด็กน้อยจับเสื้อชุดหนังสัตว์ของตัวเองพลางทำท่าจะร้องไห้อยู่รอมร่อ สิ่งแรกที่เปซิมทำไม่ใช่การปลอบน้องสาวแต่คือการหลบฝ่ามือของรีตาที่หวดมาจากด้านหลังต่างหาก
“ปลอบนาง !” หญิงสาวสูงวัยกว่าออกคำสั่งนับเป็นเด็ดขาด เปซิมที่เลือกอะไรไม่ได้จึงได้แต่ก้มหน้ายอมทำตามโดยไม่ทันสังเกตโปราที่หัวเราะคิกคักในคอ
“นะ นี่ เปจา” ว่าแล้วนากะหนุ่มก็คว้าตัวเจ้านกแสกจากบนไหล่ด้วยสองมือ มีการขัดขืนเล็กน้อยแต่แรงนกหรือจะสู้แรงคน เขายื่นหน้าของมันไปใกล้กับน้องสาวที่ตั้งเค้าจะเริ่มงอแง
“นกนี่บรรพบุรุษเราส่งมาให้ มันพูดได้ด้วยน้าา !” เขาพูดออกมาพร้อมกับบีบเสียงเล็กดัดจริตฟังดูเสนียดหู
“จะ จริงเหรอ ? ฮึก… ”
“ใช่สิ” ว่าแล้วเปซิมก็เขย่าตัวนกขึ้นลงเหมือนเขย่ากระปุกหมู แต่เจ้านกตัวแสบไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมาสักแอะ เจ้านกแสบนี่มันเล่นเขาเสียหน้าแหก
“มะ ไม่เห็นพูดได้เลย พี่จ๋าขี้โกหก แง!” จนแล้วจนรอดเปจาก็เริ่มร้องไห้จนได้ เป็นอีกครั้งที่เปซิมต้องหลบฝ่ามือที่มองไม่เห็นจากด้านหลัง เมื่อเห็นว่าหมดทางรอดเปซิมจึงยื่นหน้าเข้าไปใกล้เจ้านกผีแล้วกล่าวเสียงหวานจับใจ
“โปรานกสวยขนงามจ้ะ พูดอะไรสักหน่อยสิ” เขากระซิบเสียงเบา จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจของนกแสกตัวดีก่อนที่มันหันคอกลับมา 180 องศาแล้วกล่าวออกมาเสียงดังชัดถ้อยชัดคำ
“ปัญญาอ่อน ปัญญาอ่อน”
มันพูดเสียงเรียบเหมือนกับนกขุนทองในโลกเก่า นากะถึงกับเลือดขึ้นหน้าอยากจะบีบมันให้เละคามือไปเลย มนุษย์และนกจ้องตากันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เปซิมกัดฟันขบแน่นอย่างเคียดแค้น
“เปจา แม่กับพ่อไม่อยู่หรือ ?” รีตาถามเสียงหวานพร้อมกับอุ้มเด็กสาวขึ้นมาในอ้อมอก เด็กน้อยดวงตากลมโตมองดวงหน้าของหญิงสาวแก่คราวแม่ของตน
เปจานั้นคือลูกเล็กอีกคนของพ่อเปซิม เด็กน้อยคนนี้เกิดจากหญิงสาวอีกคนที่แก่กว่ารีตาไม่มาก
ในสายตาของเขา รีตาคือพี่สาวเจ้าระเบียบแต่สำหรับเปจาแล้ว รีตาไม่ต่างอะไรกับน้าของนาง เด็กคนนี้จึงรักและเคารพนางอยู่พอตัว
“พ่อจ๋าไปล่า แม่จ๋าไปหาผลไม้”
เปจาพูดน้ำเสียงใสแจ๋ว ก่อนจะหันมาทางโปราด้วยแววตาใสซื่อปนด้วยประกายอยากรู้อยากเห็น
“นกน้อยพูดอีกสิ ! พูดอีก !!”
“ปัญญาอ่อน ปัญญาอ่อน”
“พอแล้ว !” เปซิมที่เริ่มหมดความอดทนพูดขึ้นเสียงดัง ก่อนจะกล่าวต่อไปด้วยเสียงเข้ม “เปจา…ข้าได้ยินมาว่าเจ้าแอบไปเล่นนอกน้ำตกมารึ ?”
เด็กน้อยก้มหน้างุด ข่าวคราวช่างไปถึงหูของพี่ชายผู้เข้มงวดคนนี้เร็วเสียจริง
“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้าจะพูดอะไรต่อไป ?”
เปจาไม่ตอบ นางเป็นเพียงเด็กอายุห้าขวบที่ถูกดุจากพี่ชายบ่อยเสียยิ่งกว่าพ่อ อีกทั้งยังน่ากลัวยิ่งกว่าสัตว์ร้ายตัวไหนๆ
“ขะ ข้าจะไม่ออกไปแล้ว”
เปซิมปลายตามองน้องสาวที่เริ่มมีน้ำตาคลอ ดุกันเท่านี้ก็คงพอ เปจาเป็นเด็กที่อยากรู้อยากเห็นอยู่เสมอในฐานะพี่ชายเปซิมอดห่วงนางไม่ได้จริงๆ
“ดี พรุ่งนี้พ่อจะออกไปล่าสัตว์สำหรับพิธี ‘เลี้ยงผีทอจันทร์’ คงไม่กลับบ้านหลายคืน”
เด็กน้อยพยักหน้ารับรู้ก่อนที่ประโยคถัดไปจะทำให้นางถึงกับตัวกระตุกกันเลยทีเดียว
“ข้าจะมาดูเจ้าบ่อยๆ และถ้าข้าเห็นเจ้าก่อเรื่องอีกล่ะก็”
“ไม่ ! ข้าไม่ทำ !!”
“อย่าแกล้งน้อง !”
ผัวะ !!