โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

อสูรทลายสวรรค์

นิยาย Dek-D

อัพเดต 19 พ.ค. 2567 เวลา 14.35 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2567 เวลา 14.35 น. • Kawebook
แม้จะเกิดในตระกูลเย่ 1 ใน 5 ตระกูลที่ยิ่งใหญ่แต่เขากลับไม่ได้รับพรสวรรค์นั้นมาแต่อย่างใด เมื่อเขาได้รับมรดกตกทอดเป็นคัมภีร์ลับและแหวนวิเศษอีก 1 วง เรื่องราวจึงได้เปลี่ยนไป!!

ข้อมูลเบื้องต้น

อสูรทลายสวรรค์

แม้จะเกิดในตระกูลเย่ 1 ใน 5 ตระกูลที่ยิ่งใหญ่ซึ่งมีความสามารถในการเรียกสัตว์อสูรได้ อีกทั้งเขายังเป็นบุตรชายของผู้ที่มีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ แต่เขากลับไม่ได้รับพรสวรรค์นั้นมาแต่อย่างใด

เมื่อสิ้นบิดาฐานะในตระกูลของเค้ายิ่งย่ำแย่ แต่แล้วเมื่อเขาได้รับมรดกตกทอดเป็นคัมภีร์ลับและแหวนวิเศษอีก 1 วง หากฝึกฝนสำเร็จแม้แต่คนที่เคยดูแคลนเขาก็ต้องยอมก้มหัวให้ หรือไม่แน่เขาอาจจะได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในทวีปเลยก็เป็นได้ จินตนาการของเขาวิ่งแล่นไปไกล

เพียงแต่มันจะง่ายดายเหมือนที่เขาจินตนาการจริงหรือ!!!

-----------------

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :纵横中文网( Zongheng Zhongwen Wang )

ประพันธ์โดย :妖夜

แปลภาษาไทยโดย : อู๋หว่อ(无我)

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Co.,LTD. (Kawebook)

-----------------

เล่มที่ 1 บทนำ (ระดับขั้นพลัง)

——“ระดับขั้นพลัง”——

“เผ่ามนุษย์”

ขอบเขตปุถุชน

ขอบเขตผู้กล้า

ขอบเขตขั้นสูง

ขอบเขตยอดยุทธ

ขอบเขตเยี่ยมยุทธ

ขอบเขตนักรบ

ขอบเขตจ้าวนักรบ

ขอบเขตราชาจักรพรรดิ

ขอบเขตปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์


“เผ่าปีศาจ”

ขอบเขตกำเนิดปีศาจ

ขอบเขตหัวหน้าปีศาจ

ขอบเขตผู้นำปีศาจ

ขอบเขตจ้าวปีศาจ

ขอบเขตขุนพลปีศาจ

ขอบเขตจอมพลปีศาจ

ขอบเขตราชันย์ปีศาจ

ขอบเขตจักรพรรดิปีศาจ

ขอบเขตปีศาจศักดิ์สิทธิ์


“เผ่าคนเถื่อน”

ขอบเขตกำเนิดคนเถื่อน

ขอบเขตหัวหน้าคนเถื่อน

ขอบเขตผู้นำคนเถื่อน

ขอบเขตจ้าวคนเถื่อน

ขอบเขตขุนพลคนเถื่อน

ขอบเขตจอมพลคนเถื่อน

ขอบเขตราชันย์คนเถื่อน

ขอบเขตจักรพรรดิคนเถื่อน

ขอบเขตคนเถื่อนศักดิ์สิทธิ์

----------------------------

หากไม่อยากพลาดการอัพเดทนิยาย

ฝากไลค์เพจ อสูรทลายสวรรค์ ด้วยนะคะ _

กดติดตามอ่านเรื่องนี้ (เพราะอาจมีการทยอยลบตอนในภายหลังค่ะ)

พิเศษ! หากมีผู้อ่านติดตามมากกว่า 2,000 คน

จะแจกฟรีวันละ 2 ตอน เป็นเวลา 3 วัน ให้อ่านกันอย่างจุใจไปเลยค่า… ≧▽≦

อ่านเล่มที่ 11 เร็วกว่าใครและอุดหนุนผลงานถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.kawebook.com/story/view/504

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ _)

เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม

เล่มที่ 1 บทที่ 1 หมัดฮุคซ้าย

ณ เมืองชาง เขตปกครองเทพสงคราม ทวีปมังกรเพลิง

เมืองชางตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเขตปกครองเทพสงคราม เป็นหนึ่งในหกเมืองใหญ่ในเขตปกครองนี้ โดยอยู่ภายใต้การครอบครองของตระกูลเย่ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของเมือง

ภายนอกถนนใหญ่หน้าจวนเจ้าเมือง เด็กหนุ่มชุดเขียวอายุราวสิบห้าสิบหกปีคนหนึ่งวิ่งมาบนท้องถนน บนใบหน้าที่งดงามของเขานั้นเต็มไปด้วยความเฉยเมยระคนร้อนใจ ในมือถือห่อยาวิ่งบ่ายหน้าไปทางประตูจวนเจ้าเมืองโดยไม่ได้ใส่ใจต่อสายตาผู้คนที่จ้องมองอย่างตื่นตะลึง

“ท่านแม่! ท่านแม่!ชิงหานซื้อยามาให้ท่านแล้ว ข้าเชื่อว่าท่านต้องอาการดีขึ้นอย่างแน่นอน”

เด็กหนุ่มยังคงวิ่งต่อไปข้างหน้าพร้อมกับบ่นพึมพัมกับตัวเองมองเห็นสิงโตหินขนาดใหญ่สองตัวอยู่ด้านหน้าจวนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล ยิ่งทำให้เขาเร่งฝีเท้าเร็วยิ่งขึ้นไปอีก

หน้าประตูจวนเจ้าเมืองมียามเฝ้ารักษาการณ์แปดคนยืนเรียงรายกันอยู่ แต่ละคนร่างสูงใหญ่บนตัวสวมชุดเกราะหนา ในมือถือดาบยาวมองดูแล้วน่าเกรงขามราวกับเทพผู้เฝ้าอารักขาประตูสวรรค์ฉะนั้น

วันนี้เป็นเวรของทั้งแปดคนที่ต้องมาเฝ้าหน้าประตูใหญ่ แม้ว่าหน้าที่ในลักษณะนี้อาจจะถูกคนมองว่าเหมือนสัตว์เลื้อยคลาน(หมา)เฝ้าบ้าน แต่ทั้งแปดก็หาได้ใส่ใจไม่ ตรงกันข้ามบนใบหน้าที่เคร่งขรึมของพวกเขานั้นกลับแสดงออกให้เห็นถึงความภาคภูมิใจเสียด้วยซ้ำ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะประตูจวนที่พวกเขายืนเฝ้าอยู่นี้คือ…ประตูจวนตระกูลเย่ ตระกูลเย่มีฐานเป็นผู้ปกครองทางตอนใต้ของเขตปกครองเทพสงครามและเป็นหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ จึงไม่แปลกที่จะทำให้บ่าวรับใช้เหล่านี้รู้สึกมีเกียรติและภาคภูมิใจ

ด้วยเหตุนี้ทั้งแปดคนจึงรู้สึกว่างานเฝ้าประตูนี้มีเกียรติและมีหน้ามีตา ทำให้พวกเขามองผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้วยสายตาที่ยิ่งยโสและอวดดี

“ตุบ! ตุบ!”

มีคนกำลังตรงมาทางนี้!

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามา ยามทั้งแปดมีอาการตื่นกระหนกเล็กน้อย เพราะปกติแล้วถ้าเป็นบุคคลธรรมดาหากไม่ได้รับอนุญาตจะไม่มีใครกล้าเฉียดเข้ามาใกล้ประตูจวนเจ้าเมืองโดยเด็ดขาด ดังนั้นเสียงฝีเท้าของผู้ที่ตรงเข้ามาต้องไม่ใช่บุคคลธรรมดาอย่างแน่นอน เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้วยามทั้งแปดจึงยืดตัวขึ้นตรงพร้อมกับแสดงรอยยิ้มอ่อนโยนที่มุมปากแล้วหันหน้าไปยังทิศทางของเสียงที่กำลังตรงเข้ามา

แต่เมื่อพวกเขาได้เห็นเจ้าของเสียงฝีเท้าที่กำลังตรงเข้ามานั้นคือเด็กหนุ่มเสื้อเขียวที่กำลังถือห่อยาอยู่ในมือ ใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างอ่อนโยนของพวกเขาก็กลับมาเคร่งขรึมและเย็นชาดังเดิมโดยทันที

“ข้าก็นึกว่าใครที่ไหนซะอีก ที่แท้ก็ไอ้นายน้อยลำดับเจ็ดจอมขยะไร้ค่านี่เอง แม้แต่เรื่องซื้อยายังต้องมาทำด้วยตัวเอง” หนึ่งในยามทั้งแปดพูดกระซิบกระซาบกับคนอื่นๆ พร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความดูถูกและเย้ยหยัน

“น้องหก ระวังคำพูดของเจ้าด้วย ถึงยังไงก็ตามเขาก็ยังเป็นหนึ่งในนายน้อย ถ้าหากคนในตระกูลทราบเข้าเราจะถูกลงโทษเอาได้…… ดู! นั่นใครมา? โอ้! นั่นนายน้อยลำดับสองกลับมาแล้ว เร็วพวกเรารีบไปต้อนรับกันเถอะ!”

เมื่อยามทั้งแปดมองเห็นรถม้าคันหนึ่งที่ตกแต่งอย่างหรูหราและโอ่อ่ากำลังวิ่งตรงเข้ามา ทันใดนั้นใบหน้าของพวกเขาก็ปรากฏรอยยิ้มอย่างอ่อนโยนและเป็นมิตรอีกครั้ง และเมื่อเห็นตัวอักษร “เย่” ที่เขียนบนธงสีดำที่ปักอยู่บนรถม้าและตัวอักษร “เสียน” ที่อยู่ใต้ตัวอักษรเย่ ยิ่งทำให้แววตาของยามทั้งแปดอ่อนโยนและเป็นมิตรยิ่งกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้นดวงตาของพวกเขายังแฝงไปด้วยแววของการประจบสอพลอเล็กน้อยอีกด้วย

“ยินดีต้อนรับนายน้อยลำดับสองกลับจวน!”

ยามทั้งแปดร้องตะโกนออกมาพร้อมกันด้วยเสียงอันดัง ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างก็สะดุ้งตกใจ เด็กหนุ่มเสื้อเขียวที่ถือห่อยาอยู่พลางหยุดชะงักไปด้วย เขาหันย้อนกลับมามองไปยังรถม้าที่หรูหราโออ่าและใบหน้าที่ดูประจบสอพลอของยามทั้งแปด เขาได้แต่ยิ้มเยาะและเดินมุ่งหน้าต่อไปยังประตูจวน

……

เย่ชิงเซียน นายน้อยลำดับสองของตระกูลเย่และยังเป็นศิษย์สายใน เขาคิดเสมอว่าด้วยตำแหน่งและฐานะของเขา ในโลกนี้น้อยนักที่จะมีเรื่องหรือใครที่กล้าขัดใจหรือทำให้เขาไม่พอใจ แต่ว่าวันนี้อารมณ์ของเขาไม่ดีเป็นอย่างมาก สาเหตุมาจากนางคณิกาที่หอนางโลมหมอกควันเมามายที่เขาไปเที่ยวเมื่อคืนวาน

มีใครไม่รู้บ้างว่าเขาคือใคร?เขาคือนายน้อยลำดับสองของตระกูลเย่……เย่ชิงเสียน

ตระกูลเย่แสดงถึงอะไร?ตระกูลเย่คือหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของเขตปกครองเทพสงคราม เป็นผู้ปกครองในเขตแดนตอนใต้นี้ แต่นางคณิกาคนนั้นกลับกล้าปฏิเสธเขา? บอกว่าเป็นหญิงที่ขายแต่ศิลปะการแสดง…! บิดาเจ้าเถอะ! หญิงที่ขายแต่ศิลปะการแสดง……

หอนางโลมหมอกควันเมามายคือหอนางโลมอันดับหนึ่งในเมืองชาง ผู้หญิงที่ทำงานที่นั่นล้วนเป็นนางคณิกา แต่นางแพศยานั้นกลับปฏิเสธข้าบอกว่านางขายแต่ศิลปะการแสดงไม่ขายร่างกาย ข้าอยากรู้เสียจริงว่าจะมีศิลปินคนไหนไปในสถานที่เช่นนั้นเพื่อชมงานศิลปะกัน ถ้าเป็นงานศิลปะทางด้านร่างกายก็ว่าไปอย่าง

“ฮึ! ถ้าไม่ใช่ว่ากลัวฝ่ายหอผู้คุมกฎของตระกูลจะลงโทษ ไม่ใช่ว่ากลัวจะล่วงเกินผู้มีชื่อเสียงที่อยู่ในนั้น หรือว่ากลัวตนเองจะเสียภาพพจน์ ถ้าไม่ใช่……ข้าจะขืนใจมันและพังหอนางโลมหมอกควันเมามายให้ราบเป็นหน้ากองเลยทีเดียว!”

เย่ชิงเสียนกระโดดลงจากรถม้าและเดินตรงไปยังหน้าประตูจวนด้วยใบหน้าที่ดำคล้ำ เขาพยายามหาเหตุผลเพื่อมาปลอบใจตนเองให้สงบลงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวาน เมื่อสายตาของเขามองไปยังประตูจวน เขาเห็นสายตาของยามทั้งแปดที่มองมาที่เขามีแววของความประจบสอพลอทำให้อารมณ์ของเขาดีขึ้นมาก คิดในใจว่ายามทั้งแปดคนนี้ช่างมีหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักเสียจริง ยากที่จะเชื่อได้ว่าแต่ละคนร่างกายกำยำสูงใหญ่น่าเกรงขามราวกับเทพสังหาร แต่กลับยิ้มออกมาได้……สวยหยาดเยิ้มเช่นนี้?

เย่ชิงเสียนเห็นดังนั้นจึงยื่นมือตบไปยังไหล่ยามคนหนึ่งเบาๆ เพื่อแสดงถึงความพึงพอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา พร้อมกับแหงนหน้าหัวเราะขึ้นเบาๆ ก่อนจะเดินผ่านเข้าไป

อย่างไรก็ตาม เย่ชิงเสียนก็อารมณ์ดีได้เพียงไม่นานก็ต้องหัวเสียขึ้นมาอีกครั้งเพราะด้านข้างของประตูที่เขากำลังเดินเข้าไปนั้นมีเด็กหนุ่มเสื้อเขียวในมือถือห่อยาเดินมาด้วยใบหน้าที่เร่งรีบ และด้วยความที่เร่งรีบไม่ทันระวังจึงชนเข้าที่ด้านหลังของเย่ชิงเสียนอย่างจัง

“โอ๊ย!”

เย่ชิงเสียนแม้ไม่ชื่นชอบการฝึกยุทธ์มากนักแต่ยังไงก็ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์สายในผู้มีฝีมืออยู่ในระดับขั้นขอบเขตยอดยุทธ์ เมื่อคืนวานหลังจากที่อารมณ์เสียจากนางผู้หญิงที่ขายแต่ศิลปะการแสดง เย่ชิงเสียนจึงได้เรียกหญิงคณิกาหลายนางมาเพื่อระบายอารมณ์ตนเอง จนกระทั่งตอนนี้ขาของเขายังมีอาการสั่นขณะเดิน ถึงแม้จะถูกเด็กหนุ่มเสื้อเขียวชนก็ไม่ถึงกับล้ม แต่ก็ซวนเซไปข้างหน้าสองก้าวก่อนที่จะประคองตัวเองได้ เขาตกใจเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่เมื่อเขาหันกลับไปเห็นเด็กหนุ่มเสื้อเขียวใบหน้าซีดขาวที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและละอายใจ ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็แสดงความโกรธขึ้นมาทันทีพร้อมทั้งตะโกนด่า

“เย่ชิงหาน!! ไอ้ลูกพันธุ์ผสม เจ้าตาบอดรึไง?”

“ข้า……ข้าขอโทษ เป็นความผิดของข้าเอง เข้าเดินเร็วไปหน่อย”เย่ชิงหานพูดขึ้นอย่างละอายใจพร้อมทั้งรู้สึกลนลานและไม่สบายใจ

“ขอโทษรึ? ถ้าแค่พูดว่าขอโทษแล้วจบเรื่องได้ ทั่วทั้งทวีปมังกรเพลิงก็คงไม่ต้องมีคนจำนวนมากต้องตายเพราะทำผิดแล้วล่ะ! ”เย่ชิงเสียนหัวเราะขึ้นอย่างเย็นชา มันทำให้เขานึกถึงนางผู้หญิงในหอนางโลมหมอกควันเมามายที่ปฏิเสธเขาโดยกล่าวคำว่า “ขอโทษ” แบบเดียวกันนี้ ยิ่งทำให้อารมณ์ของเขาไม่ดีขึ้นไปอีก จึงด่าออกไปอย่างรุนแรงกว่าเก่า “ทำไม? ดูเจ้าเร่งรีบขนาดนี้ เจ้าจะรีบไปจัดการงานศพให้แม่เจ้าหรือยังไง?”

“เจ้า….เย่ชิงเสียน ข้าแค่ชนเจ้าแค่นั้นเอง และข้าก็ได้กล่าวขอโทษไปแล้ว……เจ้าอย่าได้ใจเกินไปนัก ท่านแม่ข้าอย่างน้อยก็ถือเป็นผู้อาวุโส เจ้าควรรู้จักให้ความเคารพท่านบ้าง” เย่ชิงหานเดิมทีรู้สึกละอายใจที่ตนเป็นฝ่ายผิด แต่เมื่อได้ยินเย่ชิงเสียนพูดลบหลู่มารดาของตน ภายในใจพลันบังเกิดความโกรธขึ้นมาทันที ดวงตาของเขาเพ่งมองไปที่เย่ชิงเสียน

“ผู้อาวุโส?” เห็นสีหน้าที่กำลังโกรธเดือดดาลของเย่ชิงหาน มันทำให้เย่ชิงเสียนเกิดความรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก แต่คล้ายกับว่ายังรู้สึกไม่สะใจพอจึงได้พูดยั่วยุขึ้นอีก “ข้าจำได้ว่าไม่เคยมีผู้อาวุโสที่เคยเป็น “นางคณิกา” มาก่อน”

“เย่ชิงเสียน!” มองเห็นสายตายิ้มเยาะของยามทั้งแปดที่อยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังเดินเข้ามามุงดูอย่างสนใจ เย่ชิงหานโกรธเดือดดาลถึงขีดสุดจึงร้องตะโกนกลับไปด้วยเสียงทั้งหมดที่มี “ท่านแม่ของข้าตอนนั้นเป็นหญิงที่ขายเฉพาะแต่ศิลปะการแสดงไม่ได้ขายร่างกาย ไม่ได้เป็นนางคณิกาอย่างที่เจ้ากล่าวหา หากเจ้ายังกล่าวลบหลู่ท่านแม่ของข้าอีกอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน!”

“ถุย!”

เมื่อได้ยินคำว่าหญิงที่ขายแต่ศิลปะการแสดงคำนี้อีก สมองเย่ชิงเสียนพลันนึกถึงภาพใบหน้าและคำกล่าวปฏิเสธของนางคณิกาคนนั้นมันทำให้เขาเดือดดาลขึ้นมาทันที จึงตะโกนออกไป “หญิงที่ขายศิลปะการแสดง? ลบหลู่? ลบหลู่แล้วเจ้าจะทำไม…ไอ้ขยะ! ไอ้ลูกผู้หญิงหากิน! แล้วยังไง…เจ้าจะทำร้ายข้าอย่างนั้นรึ?”

“เจ้า….” ทั้งคำว่าไอ้ขยะและผู้หญิงหากิน ทำให้เย่ชิงหานโกรธอย่างบ้าคลั่งกว่าเดิม เขาวางห่อยาไว้บนพื้นแล้วกระโจนเข้าหาเย่ชิงเสียนทันที

“เย่ชิงเสียน ข้าจะสู้กับเจ้า……หมัดฮุคซ้าย!”

……

“เกิดเรื่องอะไรขึ้น? เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ”

เหล่าบ่าวรับใช้ภายในจวนที่ได้ยินเสียงเอะอะวุ่นวายต่างตรงเข้ามาดูและสอบถามยามทั้งแปดถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวที่เกิดขึ้น

“อ๋อ ! เรื่องราวเป็นอย่างนี้นี่เอง มิน่าล่ะปรกตินายน้อยลำดับเจ็ดเป็นคนซื่อๆ เงียบๆ ไม่ค่อยพูดจาทำไมถึงได้สู้กับนายน้อยลำดับสองได้ ที่แท้นายน้อยลำดับสองลบหลู่มารดาของเขานี่เอง”

“ฮึ! ลบหลู่แล้วจะทำไม? ก็มารดาของเขาเป็นหญิงขายศิลปะการแสดงจริงๆ หลังจากเย่เตาบิดาของเย่ชิงหานตายไป ครอบครัวลูกคนรองก็เหลือแค่เย่ชิงหานคนเดียวแถมยังเป็นไอ้ขยะไร้พรสวรรค์อีก ข้าว่าอีกไม่นานพวกเขาคงจะถูกขับไล่ออกจากจวนเป็นแน่……”

“ชู่ว์…..พูดเบาๆ หน่อย พวกเราไม่ควรพูดคุยกันเรื่องพวกนี้จะดีกว่า ถ้าฝ่ายหอผู้คุมกฎรู้เรื่องเข้าจะถูกลงโทษเอาได้ ข้าว่าพวกเรามาพนันกันดีกว่านายน้อยลำดับเจ็ดจะรับมือนายน้อยลำดับสองได้กี่กระบวนท่า”

“ถุย! ไอ้ขยะไร้พรสวรรค์อย่างเย่ชิงหานที่มีพลังฝีมือเพียงแค่ระดับแรกของขอบเขตขั้นสูงเนี่ยนะ ถึงแม้นายน้อยลำดับสองจะชอบเที่ยวหาความสำราญแต่พรสวรรค์ร้ายกาจ ตอนนี้อยู่ในระดับแรกของขอบเขตยอดยุทธ ระดับพลังของทั้งสองห่างกันถึงสามระดับ ข้าว่าไม่น่าเกินสามกระบวนท่าเย่ชิงหานได้ลงไปนอนกองบนพื้นแน่”

“ดูนั่น!นายน้อยลำดับสองหมัดเดียวก็ซัดเย่ชิงหานลอยปลิวไปโน่นแล้ว……”

ทุกคนต่างยุติการพูดคุยพลางมองไปยังทิศทางที่คนทั้งสองกำลังต่อสู้กันอยู่ เห็นร่างของเย่ชิงหานถูกซัดลอยกระเด็นออกมา

“ปัง!”

ร่างของเย่ชิงหานลอยละลิ่วไปตกกระทบกับพื้นข้างๆ ประตูใหญ่ทางเข้าด้วยเสียงอันดัง แต่ที่พื้นก็ไม่ได้มีฝุ่นลอยขึ้นมาแต่อย่างใด เพราะประตูทางเข้าของจวนตะกรูลเย่ย่อมต้องมีบ่าวรับใช้มาทำความสะอาดอยู่ทุกวัน

“ทุกคนคงเห็นแล้วว่าเย่ชิงหานมาท้าสู้กับข้าเอง และข้าก็ได้ตอบรับคำท้าของเขา ถ้าวันหน้าเขาเอาเรื่องที่เกิดในวันนี้ไปกล่าวหาข้ากับฝ่ายหอผู้คุมกฎ หวังว่าทุกคนจะช่วยเป็นพยานให้ข้าได้” เย่ชิงเสียนเอ่ยขึ้นพร้อมกับปัดมือไปมาเพื่อทำความสะอาด พูดถึงด้านพลังฝีมือเย่ชิงเสียนสามารถจัดการกับขยะอย่างเย่ชิงหานได้ถึงเจ็ดแปดคนในคราเดียวเลยก็ว่าได้ แถมในเวลาที่เขาอารมณ์ไม่ดีเช่นนี้มีคนเสนอตัวมาเป็นที่ระบายให้มีรึเขาจะปฏิเสธ

“อาาา…! ” เย่ชิงหานก้มหน้าครางออกมาเบาๆ พร้อมกับนวดคลึงไปที่เข่าตนเอง สายตาของเขาเพ่งมองไปที่เย่ชิงเสียนที่กำลังกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างได้ใจ เขาลุกขึ้นใช้ขานึงก้าวไปข้างหลังแล้วออกแรงพุ่งทะยานตัวออกไปหาเย่ชิงเสียนอีกครั้ง “หมัดฮุคซ้าย!”

เย่ชิงเสียนยิ้มอย่างเย้ยหยันพร้อมกับเอี้ยวตัวหลบการโจมตีได้อย่างง่ายดายเขาตวัดขาขวาลอยสูงขึ้นแล้วต่อยด้วยหมัดซ้ายออกไปยังท้องน้อยของเย่ชิงหาน

“ปัง!”

อีกครั้งที่เย่ชิงหานตัวงอพร้อมกับกระเด็นลอยออกไป หลังจากดิ้นรนอยู่สักพักเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งทะยานเข้าไปหาเย่ชิงเสียนอีกครั้ง

“หมัดฮุคซ้าย”

“ปัง!”

“ยังคงเป็นหมัดฮุคซ้าย…อีกเช่นเดิม!”

“ปัง!”

“หมัด…ด…ฮุคซ้าย”

“ปัง!”

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เย่ชิงหานพุ่งทะยานเข้าไปและถูกซัดกระเด็นออกมา เหล่าบ่าวรับใช้ที่รายล้อมดูอยู่ต่างก็เริ่มรู้สึกสงสารเย่ชิงหานกันขึ้นมาบ้างแล้ว แต่จะว่าไปแล้วเย่ชิงหานนี่ก็ไม่เอาไหนจนเกินไป แม้แต่สักกระบวนท่าก็ต้านทานไม่ได้ ไม่รู้ว่าใช้เป็นเพียงแค่ท่าเดียวหรืออย่างไร? แม้ว่าจะออกกระบวนท่าได้ไม่เลว แต่ใช้อยู่ท่าเดียวหมัดฮุคซ้าย! หมัดฮุคซ้าย! และเดี๋ยวก็หมัดฮุคซ้าย! แม้เย่ชิงหานใช้ได้ไม่เบื่อแต่คนดูกลับเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายแทน

“ฮ่าๆ ไอ้ลูกพันธุ์ผสม เจ้ายังไหวมั้ย?ถ้าไม่ไหวแล้วล่ะก็ข้าจะได้ไปซะที ตอนเย็นจะได้ไปหาพวกน้องนางคณิกาที่ขายศิลปะการแสดงมาปรนิบัติข้าต่อ ฮ่าๆๆ……”

เย่ชิงหานที่นอนตัวขดงออยู่ไม่ไกลออกไป ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเลือดและรอยฟกช้ำ แต่เมื่อได้ยินเย่ชิงเสียนกล่าวพาดพิงเกี่ยวกับมารดาของตนอีกครั้งจึงคำรามลั่นออกมาด้วยความโกรธแค้นเป็นทวีคูณ เขายื่นมือออกไปคว้าสิ่งที่อยู่บนพื้นพร้อมกับพยุงตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก แล้วร้องตะโกนออกไปด้วยหน้าตาที่ดุร้าย

“เย่ชิงเสียน ข้าจะทำให้เจ้าจดจำวันนี้ไปตลอดชีวิต!”

พูดจบเย่ชิงหานคล้ายกับหมีร้ายที่กำลังบ้าคลั่ง เขาชูฝ่ามือขึ้นสูงตระหง่านพร้อมกับฟาดลงไปยังเย่ชิงเสียนอย่างรวดเร็วราวกับกระสุนปืนใหญ่

“ฮ่าๆ ข้าก็จะทำให้เจ้าจดจำวันนี้ไปตลอดชีวิตเช่นเดียวกัน!”

เย่ชิงเสียนหัวเราะออกมาเสียงดังราวกับเป็นเรื่องสนุกสนาน เขาคิดภายในใจคำพูดคุยโวโอ้อวดใครก็พูดได้ น้ำหน้าอย่างเย่ชิงหานที่ใช้เป็นแต่ท่าหมัดฮุคซ้าย ต่อให้ข้าหลับตาก็ยังสามารถซัดให้กระเด็นได้ เดี๋ยวครั้งนี้คงต้องออกแรงเพิ่มอีกนิดจะได้รีบจบเกมส์ที่น่าเบื่อนี้เสียที แม้ว่าการรังแกคนที่อ่อนแอกว่าจะสนุกสนาน แต่เมื่อคืนวานออกศึกกับนางคณิกาพวกนั้นหลายนางใช้เรี่ยวแรงไปเยอะ ทางที่ดีควรรีบไปนอนพักสักหน่อยจะดีกว่า……

“หมัดฮุคซ้าย……”

เย่ชิงเสียนมองไปยังเย่ชิงหานที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาพร้อมกับท่าหมัดฮุคซ้ายที่คุ้นหู เขายิ้มออกมาอย่างเย็นชาเอี้ยวตัวหลบไปทางด้านขวาโดยสัญชาตญาณพร้อมกับตวัดเท้าขวาขึ้นแล้วปล่อยหมัดซ้ายออกไป

เอ๊ะ?ทำไมข้าซัดไม่โดน?เย่ชิงเสียนแหงนหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย แต่ทว่าสิ่งที่พบเจอกลับมีเพียงแค่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเย็นยะเยือกกับก้อนอิฐขนาดใหญ่

“หมัดฮุคซ้าย……บวกก้อนอิฐขวา”

“ตูม!”

ก้อนอิฐขนาดใหญ่กระแทกเข้ากับหัวของเย่ชิงเสียนอย่างจัง เขารู้สึกเจ็บแปล๊บขึ้นมาในสมองอย่างรุนแรง สองตาพร่ามัว จากนั้นจึงหมดสติล้มลงไป แต่ก่อนชั่วขณะที่จะหมดหมดสติไปนั้น ในสมองของเขายังคงขบคิดถึงคำของเย่ชิงหาน……ทำไมไม่ใช่แค่ท่าหมัดฮุคซ้าย?แล้วก้อนอิฐขวาโผล่ได้อย่างไร? เป็นคนทำไมถึงทำตัวได้ไร้ยางอายถึงเพียงนี้?

เอ่อออ…!

ทุกคนที่มุงดูอยู่ต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมองเห็นร่างของนายน้อยลำดับสองที่ค่อยๆ ล้มลงไปกองกับพื้น และภาพนายน้อยลำดับเจ็ดที่ยืนถืออิฐอยู่ในมือด้วยหน้าตาที่ดุร้ายเงียบกริบ……เงียบอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ผู้ที่อยู่ในระดับแรกของขอบเขตขั้นสูงซัดผู้ที่อยู่ในระดับแรกของขอบเขตยอดยุทธ์จนหมดสติ ช่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมาก ล้มล้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีของการฝึกยุทธที่เคยมีมา แม้ว่าวิธีการเอาชนะโดยการลอบทำร้ายของนายน้อยลำดับเจ็ดจะต่ำทราม แต่ชนะก็คือชนะมิใช่รึ?และเขาก็ยืนเด่นอยู่ตรงนั้น มีความสามารถรู้จักเสาะแสวงหากลยุทธ์ในการเอาชนะก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพลังฝีมือมิใช่รึ?

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมายิ่งทำให้ทุกคนที่มุงดูอยู่ถึงกับตกตะลึงยิ่งขึ้นไปอีก นายน้อยลำดับเจ็ดที่ปรกติเป็นคนซื่อๆ และไม่ค่อยพูดโยนก้อนอิฐทิ้งแล้วกระโดดขึ้นคร่อมร่างของเย่ชิงเสียน จากนั้นเขากระหน่ำปล่อยหมัดซ้ายขวาลงไปยังใบหน้าที่หล่อเหลาของเย่ชิงเสียนอย่างไม่ยั้งมือ

“ข้าบอกแล้วว่าจะทำให้เจ้าจดจำวันนี้ไปตลอดชีวิต…”

“นายน้อยลำดับเจ็ดพอเถอะ……เดี๋ยวเรื่องได้บานปลายไปกันใหญ่”

ทุกคนที่มุงดูอยู่ต่างพากันร้อนรน ยามทั้งแปดที่อยู่ข้างๆ รีบเดินหน้ามาอย่างรวดเร็ว หนึ่งในนั้นจึงพูดขึ้นห้าม

“หยุดอยู่ตรงนั้น!”เย่ชิงหานหันกลับไปด้วยสายตาที่ดุร้ายพร้อมทั้งร้องตวาดขึ้น “ทำไม?พวกเจ้ากล้าลงมือกับข้าที่เป็นนายน้อยอย่างนั้นรึ? พวกเจ้าอยากโดนเนรเทศรึไง? นี่คือการต่อสู้ระหว่างข้ากับเย่ชิงเสียน! แม้ว่าครอบครัวลูกคนรองอย่างข้าฐานะต่ำต้อย แต่ข้าก็ยังเป็นนายน้อย! ถ้าพวกเจ้าอยากโดนเนรเทศออกไปในวันรุ่งขึ้นก็ก้าวเข้ามา”

ยามทั้งแปดหยุดฝีเท้าลงในทันที พวกเขารู้กฏของตระกูลดีจึงไม่กล้าที่จะละเมิด ได้แต่ยืนอยู่กับที่พร้อมทั้งอธิบายเหตุผลว่า “คือ…พวกข้าไม่ได้คิดที่จะล่วงเกินนายน้อยเลย เพียงแค่อยากช่วยเท่านั้น ถ้าหากเรื่องบานปลายไปมากกว่านี้ท่านจะลำบากเอาได้”

“ฮึ!” เย่ชิงหานกระแทกเสียงออกมาอย่างเฉยชาครั้งหนึ่งก่อนจะง้างหมัดแล้วชกออกไปอย่างสุดแรง จากนั้นจึงลุกขึ้นปัดมือทั้งสองข้างไปมาเพื่อทำความสะอาดและเดินไปหยิบห่อยาที่วางไว้บนพื้น

“ท่านพี่……”

ในเวลานั้นเอง มีเด็กสาวนางหนึ่งในชุดสีขาวเดินตรงเข้ามาหาทางเย่ชิงหานด้วยอาการร้อนรนจนเกือบจะสะดุดล้ม ร่างของนางสั่นเทาและน้ำเสียงที่ร้องเรียกออกมานั้นสั่นเครือเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ทั้งหวาดกลัวและไร้ที่พึ่ง

“หืม?” เย่ชิงหานได้ยินเสียงร้องเรียกที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกจึงรีบหันกลับไปดู เมื่อเห็นหญิงสาววิ่งมาอย่างร้อนรนว่าคือผู้ใด ภายในใจพลันบังเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา

“ท่านพี่ท่านแม่……ท่านแม่เสียชีวิตแล้ว……”

ตุ๊บ! ห่อยาที่เพิ่งจะปิดสนิทหล่นลงสู่พื้น กระดาษที่ห่ออยู่ชั้นนอกฉีกขาดออก ยาสมุนไพรที่คล้ายกับรากไม้ที่บรรจุอยู่ข้างในห่อตกกระจัดกระจายไปทั่วพื้น…..

-----------------

หากไม่อยากพลาดการอัพเดทนิยาย

ฝากไลค์เพจ อสูรทลายสวรรค์ ด้วยนะคะ _

กดติดตามอ่านเรื่องนี้ (เพราะอาจมีการทยอยลบตอนในภายหลังค่ะ)

พิเศษ! หากมีผู้อ่านติดตามมากกว่า 2,000 คน

จะแจกฟรีวันละ 2 ตอน เป็นเวลา 3 วัน ให้อ่านกันอย่างจุใจไปเลยค่า… ≧▽≦

อ่านเล่มที่ 11 เร็วกว่าใครและอุดหนุนผลงานถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.kawebook.com/story/view/504

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ _)

เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม

เล่มที่ 1 บทที่ 2 มิอาจตอบแทนพระคุณบุพการี

เมืองชางในยามค่ำคืน สภาพอากาศค่อยๆ เย็นลง เม็ดฝนที่กำลังร่วงหล่นจากท้องฟ้าอย่างต่อเนื่องยิ่งเพิ่มบรรยากาศของความหนาวเหน็บ

ขณะนี้เวลาเป็นเวลาดึกสงัดเที่ยงคืนสี่สิบบห้านาที ตามท้องถนนภายในเมืองที่กว้างใหญ่แทบจะไม่หลงเหลือผู้คนที่สัญจรไปมา จะมีก็เพียงแค่แสงเทียนริบหรี่ในร้านค้าตอนกลางคืนที่ส่ายไหวไปตามแรงลม ทำให้บรรยากาศในยามค่ำคืนของฤดูหนาวยิ่งดูเงียบเหงาและเปล่าเปลี่ยวยิ่งขึ้นไปอีก

แต่สภาพภายนอกนั้นกลับตรงกันข้ามกับจวนตระกูลเย่ ณ ลานที่พักขนาดใหญ่แห่งหนึ่งส่องสว่างไปด้วยแสงเทียน แต่ประตูทางเข้ากลับปิดสนิทและที่ด้านหน้าประตูมีเด็กหนุ่มเสื้อเขียวคนหนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่

ค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนที่หนาวเหน็บและฝนโปรยปราย ลานที่พักขนาดใหญ่ของตระกูลส่องสว่างไสวไปด้วยแสงเทียน เด็กหนุ่มคนหนี่งกำลังคุกเข่าท่ามกลางสายฝนและฟ้าร้องคำราม หากมีผู้พบเห็นคงจะรู้สึกแปลกประหลาดอยู่ไม่น้อย เพราะมันช่างดูขัดแย้งกับสภาพของค่ำคืนนี้โดยสิ้นเชิง

“ขอให้หอผู้อาวุโสโปรดเมตตา ข้าเย่ชิงหานยอมเป็นช้างเป็นม้ารับใช้ตระกูลไปตลอดชั่วชีวิต……”

เด็กหนุ่มเสื้อเขียวยังคงดึงดันคุกเข่าอยู่เช่นนั้น ไม่ได้สนใจสายฝนที่ตกกระน่ำลงมา สิ่งเดียวที่เขาทำคือการร้องตะโกนอ้อนวอน และก้มลงค้อมคำนับอย่างไม่ลดละ แม้จะร้องออกมาด้วยเสียงที่แหบพร่าแต่ก็ยังได้ยินอย่างชัดเจนในคืนที่ดึกสงัดเช่นนี้

แต่ทว่า!

ประตูหน้าลานที่พักยังคงปิดสนิท ทั่วทั้งลานยังคงเงียบงันไม่มีเสียงตอบรับราวกับว่าไม่มีใครได้ยินเสียงร้องตะโกนอ้อนวอนนั้น จะมีก็เพียงแค่เงาของแสงเทียนที่ส่องผ่านเยื่อกระดาษบนหน้าต่างที่สั่นไหวไปมาเท่านั้น

ผ่านไปอย่างเนิ่นนาน……

เด็กหนุ่มเสื้อเขียวอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเสียงก็แหบแห้ง เขาฟุบลงกับพื้นคล้ายกับว่าได้หลับไปแล้ว จะมีก็แต่นานๆ ครั้งที่แหงนหน้าอันซีดเผือดขึ้นมาสักที ภายใต้เม็ดฝนที่ซัดสาดและเสียงเทียนที่ลอดออกมาทำให้เห็นถึงใบหน้าที่ทั้งเด็ดเดี่ยวและขมขื่นของเขาไปพร้อมๆ กัน

ประตูยังคงปิดสนิท เงียบงันไม่มีเสียงใดๆ

ฝนยิ่งตกยิ่งแรงขึ้น!

……

ฟ้าเริ่มสาง…ฝนหยุดตก ภายในลานเต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหายจากพายุฝนที่โหมกระหน่ำเมื่อคืนที่ผ่านมา

เด็กหนุ่มเสื้อเขียวยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม ร่างของเขาสั่นสะท้านพร้อมกับนัยย์ตาแดงก่ำที่ค่อยๆ หรี่ลง แม้ว่ายังคงมีสติแต่ก็ฝืนทนด้วยความยากลำบาก

เอี๊ยด!

ในที่สุดประตูก็เปิดออก

ทันใดนั้น ดวงตาของเด็กหนุ่มเสี้อเขียวก็เบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อมองเห็นชายวัยกลางคนสองคนยืนอยู่ที่หน้าประตู แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวังและการวิงวอน เขากำลังจะขยับริมฝีปากที่แห้งผากเพื่อที่จะกล่าวสิ่งใด แต่ในที่สุดก็ไม่ได้พูดมันออกไป จึงทำเพียงแค่โค้งคำนับชายวัยกลางคนทั้งสองเท่านั้น

“เจ้าเด็กคนนี้ทำไมถึงได้ดื้อรั้นเสียจริง !เจ้าไม่ห่วงใยสุขภาพของตนเองบ้างรึไง?”

ชายวัยกลางคนทั้งสองอายุราวสี่สิบปี พวกเขาต่างเป็นผู้มีชื่อเสียงแห่งเมืองชางและเขตปกครองเทพสงคราม คนหนึ่งสวมเสื้อสีเทามีจมูกโด่งและมีดวงตาดุจเหยี่ยว มุมปากมีรอยแผลเป็นบางๆ ยาวไปถึงหู มีชื่อว่าเย่หรง เป็นรองหัวหน้าฝ่ายหอผู้คุมกฎและเป็นสมาชิกฝ่ายหอผู้อาวุโสอีกด้วย ส่วนอีกคนสวมเสื้อสีขาวหัวสวมมงกุฏทองคำในมือถือพัด ท่าทางคล้ายปัญญาชนผู้มีความรู้กระนั้น มีชื่อว่าเย่เชียง เป็นรองหัวหน้าฝ่ายหอประจัญบานและเป็นบุตรชายคนที่สามของหัวหน้าตระกูล

คนที่พูดขึ้นเมื่อสักครู่คือเย่เชียง เขาสะบัดมือรวบเก็บพัด สีหน้าแสดงความเป็นห่วงเย่ชิงหานพร้อมกับทำท่าจะประคองเขาให้ลุกขึ้น แต่ว่าเย่ชิงหานไม่รับความหวังดีนั้นกลับยังคงดื้อรั้นคุกเข่าอยู่ต่อ เขาเลียลิมฝีปากที่แห้งผากพร้อมกับเพ่งมองไปที่เย่เชียงก่อนจะพูดขึ้นว่า “ท่าน..น…ท่านลุงสาม ได้ความว่าอย่างไรบ้าง? ฝ่ายหอผู้อาวุโสยินยอมหรือไม่?”

“เอ่ออ คือว่า….เฮ้อ……!” เย่เชียงได้แต่ส่ายหัวไปมาสีหน้าไม่สู้ดีนัก เขาเองก็อับจนปัญญาไม่รู้จะหาทางช่วยเหลืออย่างไรได้

“เย่ชิงหาน เจ้าไม่ต้องคุกเข่าอีกต่อไปแล้วล่ะ เจ้ากลับไปเถอะ” เย่หรงที่ยืนอยู่ด้านหลังพูดขึ้นด้วยเสียงที่เย็นชาพร้อมกับดวงตาประดุจเหยี่ยวที่แฝงแววของความไม่ปราถนาดี รอยแผลเป็นที่มุมปากยิ่งทำให้เขาดูดุร้ายยิ่งขึ้น

“เดิมทีแม่ของเจ้าเป็นหญิงคณิกาในหอนางโลม เป็นเพราะพ่อของเจ้าที่ไม่สนคำคัดค้านของคนในตระกูล ไถ่และแต่งนางเข้ามา เป็นเพราะเรื่องนี้ทำชื่อเสียงตระกูลเสียหาย ท่านหัวหน้าตระกูลถึงกับจะขับไล่พ่อเจ้าออกจากตระกูลด้วยซ้ำ แม้ว่าคนในตระกูลจะไม่ถือสา แต่ก็ไม่เคยยอมรับว่าแม่เจ้าเป็นสะใภ้ของตระกูล และพ่อของเจ้าก็ยโสโอหังจนเกินไป เดินทางไปยังเขาสุสานทวยเทพเพียงคนเดียวเพื่อเสาะหาสมบัติ สุดท้ายบาดเจ็บแล้วเสียชีวิตอยู่ที่นั่น หลังจากพ่อเจ้าตายทางฝ่ายตระกูลเองก็ไม่ได้ทอดทิ้งพวกเจ้าแม่ลูก ทุกเดือนยังคงจ่ายเงินประจำเดือนให้พวกเจ้าเช่นเดิม ถ้าไม่อย่างนั้นล่ะก็ป่านนี้พวกเจ้าได้ไปเป็นขอทานข้างถนนเรียบร้อยแล้ว”

“ตอนนี้แม่เจ้าก็ตายแล้ว ทางตระกูลเห็นว่าเจ้ามีความกตัญญูจึงช่วยเหลือจัดการเรื่องงานศพ แต่เจ้ากลับไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ ยังจะเรียกร้องให้ฝังแม่เจ้าไว้กับพ่อเจ้าในสุสานบรรพชน?ข้าว่าสมองเจ้าเริ่มเลอะเลือนแล้วล่ะ สุสานบรรพชนเป็นสถานที่มงคลมีไว้ฝังร่างของบรรพบุรุษคนตระกูลเย่เท่านั้น แม่เจ้าก็แค่นางคณิกาแถมยังไม่ได้รับการยอมรับจากตระกูล คิดจะฝังที่สุสานบรรพบุรุษรึ?เจ้ารีบๆ ไสหัวไปให้ไวจะดีกว่า มาร้องตะโกนส่งเสียงรบกวนสร้างความรำคาญให้ท่านเหล่าผู้อาวุโสอยู่ที่นี่ จะหาว่าข้าไม่เตือนที่ใช้กฏของตระกูลลงโทษเจ้าก็แล้วกัน !”

“ท่าน……”

ได้ยินดังนั้น เย่ชิงหานลุกขึ้นโดยทันทีและจ้องมองผู้อาวุโสหรงด้วยโกรธความแค้น คงจะเป็นเพราะคุกเข่านานเกินไปแถมยังตากฝนทั้งคืนไอเย็นจึงไหลซึมเข้าสู่ร่าง เมื่อผุดลุกขึ้นร่างกายจึงมีอาการสั่นและหัวหมุนจนเกือบล้ม แต่หลังจากโซเซถอยหลังไปหลายก้าวจึงประคองตัวได้

“ท่าน…ท่านอะไร?เมื่อวานที่เจ้าใช้วิธีการที่ต่ำทรามลอบทำร้ายเย่ชิงเสียนจนบาดเจ็บสาหัส เห็นแก่ที่เจ้าเพิ่งเสียแม่ไปฝ่ายหอผู้คุมกฎเลยไม่เอาเรื่องลงโทษเจ้า วันนี้กลับมาก่อกวนฝ่ายผู้หออาวุโสอีก เจ้าคิดจริงๆ รึว่าฝ่ายหอผู้คุมกฎของตระกูลไม่กล้าจัดการกับเจ้า?ยังไม่รีบไสหัวไปอีก?”

“ฮ่าๆ!ตระกูลรึ?…ตระกูลปฏิบัติต่อแม่ข้าไม่เลวรึ?ใช่…ไม่เลวจริงๆ? ผู้อาวุโสหรงท่านวางใจได้เลย ต่อไปข้าจะไม่มารบกวนเหล่าผู้อาวุโสที่สูงส่งน่าเคารพทั้งหลายอีกอย่างแน่นอน ฝ่ายหอผู้อาวุโสอย่างนั้นรึ!ฮ่าๆ……”

เย่ชิงหานเห็นใบหน้าลุงสามเย่เชียงที่อับจนปัญญาจะช่วยอะไรได้ และใบหน้าของผู้อาวุโสเย่หรงที่กำลังยิ้มเยาะ เขาได้แต่ฝืนหัวเราะออกมาด้วยความเจ็บปวด แหงนหน้ามองแผ่นป้ายอักษรขนาดใหญ่ที่แขวอยู่บนประตูทางเข้า “หอผู้อาวุโส”ที่ดูยิ่งใหญ่และโอ่อ่า เขายิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยันแล้วใช้มือปัดน้ำที่อยู่บนใบหน้า จากนั้นก็เดินจากไป

“เย่ชิงหาน ลุงสามทำเต็มที่แล้ว แต่ลุงคนโตและผู้อาวุโสเย่หรงออกโรงกดดัน เหล่าผู้อาวุโสท่านอื่นๆ ก็ทำอะไรไม่ได้มาก อีกทั้งก็เป็นการผิดกฎของตระกูลด้วย ที่ทำได้ดีที่สุดตอนนี้คือเจ้าต้องพยายามฝึกฝนให้มาก ก่อนอายุสิบหกบรรลุถึงระดับขอบเขตยอดยุทธให้จงได้ หรือไม่ก็เรียกสัตว์อสูรระดับหกออกมาให้ได้ในงานเทศกาลมังกรเพลิง เจ้าก็จะได้เข้าร่วมเป็นศิษย์สายใน ถึงเวลานั้นค่อยพูดเรื่องของแม่เจ้าอีกที เช่นนี้ถึงจะมีโอกาสทำตามความปราถนาสุดท้ายของแม่เจ้าได้สำเร็จ……”

หืม! ฝีเท้าของเย่ชิงหานหยุดชะงักลง ข้างหูแว่วเสียงพูดแผ่วเบาของเย่เชียงที่ส่งกระแสเสียงมา ได้ยินดังนั้นเย่ชิงหานจึงหันกลับไปพยักหน้าตอบรับแสดงความขอบคุณแล้วจึงเดินหายลับไปท่ามกลางกลุ่มไอหมอกในยามเช้า

……

บ้านสกุลเย่คือจวนของท่านเจ้าเมืองเมืองชาง และเป็นที่พำนักอาศัยของลูกหลานสายเลือดโดยตรงและศิษย์สายใน พื้นที่กินอาณาบริเขตหลายร้อยไร่ มีลานที่พักมากมายนับไม่ถ้วน ถ้ามองจากไกลๆ จะเหมือนกับพระราชวังขนาดเล็ก

ภายในแบ่งออกเป็นลานที่พักด้านตะวันออกและลานที่พักด้านตะวันตก เวลาปกติพวกตำแหน่งระดับสูงของตระกูลจะพำนักอยู่ทางฝั่งด้านตะวันตก ส่วนฝั่งด้านตะวันออกจะเป็นของพวกยาม องครักษ์ และบ่าวรับใช้

แต่ว่าทางด้านฝั่งด้านตะวันออกนี้กลับมีลานที่พักเล็กๆ โดดเดี่ยวอยู่หลังหนึ่ง ซึ่งข้างๆ เป็นไร่นาและบ้านเรือนปะปนกัน แสดงให้เห็นว่าผู้ที่พักอาศัยอยู่ที่นี่ไม่ใช่บุคคลสำคัญของตระกูลเย่อย่างแน่นอน

หมอกในยามเช้าค่อยๆ หนาขึ้นเป็นลำดับ ภายในลานที่พักเล็กๆ แห่งนี้ยังคงมีแสงสลัวของเทียนที่กำลังลุกไหม้ แสงสีแดงจากเปลวเทียนกับสีขาวนวลของไอหมอกที่คละคล้ำเข้าด้วยกัน บวกกับเสียงสะอื้นไห้ของเด็กสาวที่ลอยแผ่วมา ทำให้สถานที่แห่งนี้ดูลึกลับและแปลกประหลาดเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ

ท่ามกลางหมอกหนาทึบ เงาร่างสายหนึ่งกำลังมุ่งหน้าตรงเข้าไปยังลานที่พักเล็กๆ แห่งนั้น

ห้องโถงภายในที่ลานที่พักเล็กๆ แห่งนี้ไม่ใหญ่มากนัก เนื้อที่ประมานยี่สิบกว่าตารางเมตรเห็นจะได้ ภายในถูกเก็บกวาดอย่างเรียบร้อย จะมีก็เพียงแต่โลงสีดำใหญ่ใบหนึ่งตั้งอยู่ใจกลางห้อง ข้างๆ มีเด็กสาวคนหนึ่งกำลังคุกเข่าเผากระดาษเงินกระดาษทองอยู่

เด็กสาวอายุประมาณสิบสี่สิบห้าปีสวมชุดไว้ทุกข์สีขาว นางมีใบหน้าที่เรียวเล็กสวยงาม มีผิวขาวราวกับหิมะ เส้นผมยาวสลวยราวกับเส้นฝอยของเหมยเขียว บวกกับคราบรอยน้ำตาที่ไหลเป็นทางบนใบหน้ายิ่งทำให้นางดูสวยสดงามงามและละเมียดละไมมากยิ่งขึ้น

เมื่อเห็นว่ามีคนเข้ามานางจึงรีบเช็ดน้ำตาที่อยู่บนหน้าพร้อมกับลุกขึ้นจัดแต่งชุดที่ใส่อยู่ให้เข้าที่ แต่เมื่อมองเห็นเด็กหนุ่มเสื้อเขียวที่เต็มไปด้วยความเหงาหงอยและเปล่าเปลี่ยวเดินลากขาเข้ามาภายในห้องโถง น้ำตานางยิ่งพรั่งพรูออกมาราวกับสายฝนพร้อมกันกับเสียงร้องเรียกจากปากนาง

"ท่านพี่!"

ผู้ที่เดินเข้ามาคือเย่ชิงหาน เมื่อได้ยินเสียงสะอื้นปนร้องไห้เอ่ยเรียกเขา และใบหน้าที่ซีดเผือดและซูบผอมของน้องสาว เขาก็อดไม่ได้ที่จะรีบเช็ดหางตาและยืดกายให้ตรงเพื่อแสดงอาการของความเข้มแข็ง

เขาเดินเข้าไปเอื้อมจับมือที่อ่อนนุ่มของนาง ก่อนจะหยิบธูปขึ้นมาจุดพร้อมกับคุกเข่าลงบนพื้น และทำการไหว้ลงสามครั้ง จากนั้นก็ส่งสัญญาณบอกให้น้องสาวเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ต่อ ส่วนตัวเขายังคงคุกเข่าสงบนิ่งต่อหน้าโลงศพอยู่อย่างนั้น

"ลูกอกตัญญูไม่สามารถทำตามความปราถนาสุดท้ายของท่านแม่ได้ ตอนนี้ทำได้เพียงแค่นำท่านแม่ฝังไว้ที่ภูเขาด้านตะวันตก ขอให้วิญญาณของท่านแม่จงไปสู่สุคติ! ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะดูแลตัวเองและน้องสาวให้ดีที่สุด ข้าจะพยายามฝึกฝนวรยุทธให้มากเพื่อทำให้บ้านลูกคนรองของเรากลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง

ขณะที่พูดอยู่นั้นจิตใจที่ห่อเหี่ยวและหงอยเหงาของเย่ชิงหานก็ค่อยๆ จางหายไป สิ่งที่กลับเข้ามาแทนที่คือใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว

ผ่านไปเนิ่นนาน เย่ชิงหานคล้ายกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงผุดลุกขึ้นหยิบชามที่ใช้บรรจุเหล้าแล้วออกแรงบีบจนแตก จากนั้นเขายกแขนข้างซ้ายขึ้นแล้วหยิบเศษชามที่แตกนั้นเฉือนลงไปยังมือข้างซ้ายอย่างหนักหน่วงทีหนึ่ง โลหิตแดงฉานจากบาดแผลสาดกระเซ็นไปทั่วพื้น แต่ใบหน้าของเขาไม่ได้แสดงถึงความเจ็บปวดแต่อย่างใด จะมีก็เพียงแค่คิ้วที่กระตุกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากนั้นเย่ชิงหานจึงกล่าวขึ้นอย่างหนักแน่นว่า:

"ฟ้าดินเป็นพยาน วันนี้ข้าเย่ชิงหานขอให้สัตย์สาบานว่า ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อนำป้ายวิญญาณของท่านพ่อและท่านแม่เข้าไปไว้ในวิหารวิญญาณศักสิทธิ์ภายในนครแห่งเทพให้จงได้ ทุกปีๆ ให้คนหมื่นพันกราบไหว้เคารพบูชา หากข้าผิดคำสาบาน ขอให้มีสภาพไม่ต่างจากชามใบนี้"

กล่าวจบ นิ้วมือทั้งห้าของเย่ชิงหานออกแรงบีบ เศษชามจากเดิมที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งถูกแรงบีบแหลกละเอียดกลายเป็นผุยผงร่วงหล่นลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยเลือด สีขาวจากเศษชามที่แหลกละเอียดคละคล้ำกับสีแดงของเลือดดูแล้วเป็นที่น่าขนลุกขนพองเป็นอย่างยิ่ง

"อ๊าา!ท่านพี่ ท่านบ้าไปแล้วหรือ……?"

เย่ชิงอวี่ที่อยู่ข้างๆ ร้องตะโกนด้วยความตกใจ ในทวีปมังกรเพลิงการสาบานต่อวิญญาณหน้าหลุมศพถือว่าเป็นเรื่องที่รุนแรง แม้ว่าการนำป้ายวิญญาณไปใส่ไว้ในวิหารวิญญาณศักดิ์สิทธิ์จะเป็นเรื่องที่มีเกียรติสูงสุดสำหรับผู้ตาย แต่การจะทำเช่นนั้นได้ต้องเป็นยอดฝีมือแห่งยุคหรือผู้ที่ทำคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงให้กับทวีปมังกรเพลิงเท่านั้น ท่านพี่กล่าวคำสาบานเช่นนี้ก็ไม่ต่างกับการผลักตนเองให้เดินไปในเส้นทางที่ไม่มีวันหวนกลับคืนมาได้อีก

เย่ชิงหานหัวเราะเล็กน้อยพลางส่ายหน้าไปมา ความรู้สึกสลดสังเวชใจระคนกับความแน่วแน่เด็ดเดี่ยวแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง สายตามองลอดผ่านประตูใหญ่ไปยังสถานที่ห่างไกลบางแห่งแล้วพูดขึ้นอย่างหนักแน่นว่า

"เหอะๆ แม้กระทั่งสุสานบรรพบุรุษเล็กกระจ้อยร่อยเพียงแค่นี้พวกเขายังไม่ยินยอมให้ข้านำร่างของท่านแม่เข้าไป เกรงว่าจะทำให้สุสานบรรพบุรุษแปดเปื้อน ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็จะขอใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน ใช้ทุกอย่างที่ข้ามีเพื่อนำป้ายวิญญาณของท่านพ่อและท่านแม่ไปไว้ในวิหารวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในนครแห่งเทพให้จงได้ ทุกปีๆ ให้คนหมื่นพันกราบไหว้เคารพบูชา รวมไปถึงพวกคนใหญ่คนโตที่สูงส่งทั้งหลายในตระกูลนี้ด้วย จะต้องกราบไหว้ทุกๆ ปีเช่นเดียวกัน……"

เสียงที่นุ่มนวลอ่อนเยาว์แต่กังวาลมีพลังทะลุผ่านลานที่พักเล็กๆ แห่งนี้ลอยดังออกไปทั่วทุกทิศ

ณ เส้นขอบฟ้าที่ห่างไกลออกไป พระอาทิตย์ยามเช้ากำลังสาดส่องผ่านม่านกลุ่มม่านหมอกและกำลังลอยสูงขึ้นเป็นลำดับ

-----------------

หากไม่อยากพลาดการอัพเดทนิยาย

ฝากไลค์เพจ อสูรทลายสวรรค์ ด้วยนะคะ _

กดติดตามอ่านเรื่องนี้ (เพราะอาจมีการทยอยลบตอนในภายหลังค่ะ)

พิเศษ! หากมีผู้อ่านติดตามมากกว่า 2,000 คน

จะแจกฟรีวันละ 2 ตอน เป็นเวลา 3 วัน ให้อ่านกันอย่างจุใจไปเลยค่า… ≧▽≦

อ่านเล่มที่ 11 เร็วกว่าใครและอุดหนุนผลงานถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.kawebook.com/story/view/504

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ _)

เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...