โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เสียน-สยาม ไม่ใช่ “สุโขทัย”? และสัมพันธ์ที่ไม่เคยคาดคิดกับมลายู?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 01 ก.ย 2565 เวลา 05.08 น. • เผยแพร่ 31 ส.ค. 2565 เวลา 10.44 น.
แผนที่ Regnum Sian หรือ “ราชอาณาจักรสยาม” (ภาพจากห้องสมุด ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช อนุญาตให้ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น)

บทความนี้ พรรณี ฉัตรพลรักษ์ แปลจาก การบรรยายพิเศษในพิธีเปิดศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาและการสัมมนาทางวิชาการที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ไม่ได้ระบุวันเวลา) ของ ศาสตราจารย์อิชิอิ โยเนะโอะ (พ.ศ. 2470-2553) นักวิชาการชาวญี่ปุ่น ที่เชี่ยวชาญเรื่องความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นในเชิงประวัติศาสตร์ และอดีตผู้อำนวยการศูนย์เอเชียอาคเนย์ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต

ต่อมาได้มีการเผยแพร่ในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับตุลาคม 2533 ใช้ชื่อว่า “เสียน-อยุธยา ไม่ใช่ ‘สุโขทัย’” ส่วนที่นำมาเผยแพร่นี้เป็นการคัดย่อมาเพียงบางส่วนเท่านั้น

วันนี้ ข้าพเจ้าอยากจะขอกล่าว ถึงข้อมูลใหม่ภาษาจีนที่ยังมิได้นำมาใช้กันแพร่หลายนักในการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของไทยสมัยต้น ชื่อของเอกสารภาษาจีนก็คือ ต้า-เต๋อ-หนาน-ไห่-จื้อ (อักขรนุกรมภูมิ ศาสตร์ทะเลใต้สมัย ต้า-เต๋อ) เอกสารนี้ เฉิน ต้า-เจิ้น รวบรวมขึ้นในสมัยต้า-เต๋อ แห่งราชวงศ์หยวน ซึ่งระหว่าง ค.ศ. 1297-1307 รวมเวลา 11 ปี

มีรายงานว่าเดิมทีเดียวเอกสารนี้จัดทำไว้ 20 เล่ม ปัจจุบันมีเพียง 5 เล่ม ตั้งแต่เล่ม 6 ถึงเล่ม 10 เท่านั้นที่ยังคงเก็บรักษาไว้ที่ห้องสมุดปักกิ่ง

เล่มที่ตรงกับวัตถุประสงค์ของเราและเป็นเล่มที่น่าสนใจที่สุดคือ เล่ม 7 เอกสารเล่มนี้ประกอบด้วย หมวดต่างๆ เกี่ยวกับ “สินค้าพื้นเมือง” และ “สินค้าเข้า” พร้อมทั้งรายชื่อประเทศต่างๆ ที่จีนรู้จักคุ้นเคย ด้วยการคมนาคมติดต่อกันและกันทางทะเล เมื่อไม่นานมานี้ ศาสตราจารย์ยะมะโมะโตะ ศาสตราจารย์กิตติคุณ แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ได้พิมพ์เอกสารน่าสนใจเล่มหนึ่ง โดยใช้เอกสารนี้ และเสนอการตีความใหม่ของประวัติศาสตร์ไทยตอนต้น ซึ่งข้าพเจ้าอยากจะขอกล่าวถึง

ประการแรกทีเดียว ข้าพเจ้าปรารถนาจะให้ท่านสนใจกับกาลสมัยที่มีการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้

ดังได้กล่าวมาแล้วแต่ต้นว่า หนังสือเล่มนี้รวบรวมขึ้นในระหว่าง ค.ศ. 1297-1307 นักประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคุ้นเคยกับข้อมูลภาษาจีน ได้เคยอ้างถึง จู-ฟาน ลื้อ (บันทึกเกี่ยวกับคนต่างด้าว) ระหว่างต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 และ เต่า-อี๋ จื้อ-เลวี่ย (คำอธิบายย่อเกี่ยวกับประชาชนชาวเกาะ) ระหว่างกลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 เรื่องแรกมีคำนำลงปี ค.ศ. 1225 ส่วนเรื่องหลังมีสองคำนำลงปี ค.ศ. 1349 และ ค.ศ. 1351 ไว้ตามลำดับ ด้วยเหตุนี้ความสำคัญของข้อมูลใหม่ของเรา จึงอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่า ข้อมูลนี้ได้เข้ามาคั่นกลางระหว่างข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ที่ทราบกันดีแล้วสองเรื่อง ดังนั้นจึงเป็นการเพิ่มความเชื่อมโยงส่วนที่ขาดหายไปกว่าร้อยปีให้เต็มขึ้น

ในรายชื่อประเทศต่างๆ ดังกล่าวไว้ข้างต้นนั้น ได้ระบุชื่อประเทศไว้มากถึง 145 ประเทศ ชาวจีนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 14 ได้ความรู้บางประการเกี่ยวกับประเทศเหล่านี้จากการคมนาคมติดต่อกันทางทะเล

ประเด็นน่าสนใจควรสังเกตตรงนี้ก็คือ การจัดชื่อประเทศต่างๆ ลง ไว้ในหนังสือเล่มนี้ เป็นการชี้ให้เห็นลำดับความสำคัญที่มีอยู่ในบรรดาประเทศเหล่านั้น เช่น มีบรรทัดหนึ่ง เริ่มต้นด้วย “เจิน-ล่า-กั๋ว” ต่อด้วยคำกริยา “กวั่น” ซึ่งมีความหมายว่า “ปกครอง” บรรทัดถัดไปเริ่มต้นในที่ต่ำลงมาเล็กน้อย และระบุชื่อของประเทศว่า เจิน-หลี่-ฝู่, เติง-หลิว-เหมย, ผู-กัน, หยง-หลี่ ทุกชื่อไม่มีคำต่อท้ายว่า “กั๋ว” (= ก๊ก) เลย จากตัวอย่างนี้ เราจึงมองเห็นได้ว่า ราชอาณาจักรที่เรียกชื่อว่า เจิน-ล่า ในตอนนั้นปกครองประเทศที่เล็กกว่าอยู่ 4 ประเทศ ได้แก่ เจิน-หลี่-ฝู่, เติง-หลิว-เหมย, ผู-กัน, หยง-หลี่

มีอยู่บรรทัดหนึ่งที่เริ่มต้นด้วย “เสียน-กั๋ว กวั่น” หมายถึง “ราชอาณาจักรในปกครองของเสียน” บรรทัดที่ถัดจากนี้ตรงตำแหน่งที่ร่นจากริมบรรทัดเข้าไปมาก พิมพ์ตัวอักษรจีนไว้ห้าตัวว่า “ซั่ง-สุ่ย-สู-กู-ตี่” ตัวอักษรสองตัวแรกทำให้เรานึกถึง “ซั่ง-สุ่ย” คำเดียวกันใน“อิ๋ง-หยา-เซิ่ง-หลาน” ของ หม่า ฮวน ซึ่งเป็นรายงานฉบับหนึ่งในบรรดาฉบับต่างๆ เกี่ยวกับการสำรวจเส้นทางทะเลของนายพลเจิ้ง-เหอ ผู้มีชื่อเสียง ได้นำมาสำรวจเมื่อครั้งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 15

คำว่า ซั่ง-สุ่ย ซึ่งอาจแปลคำต่อคำได้ว่า “น้ำตอนบน” หม่า ฮวน ให้คำอธิบายว่าคือเมืองตลาดค้า ตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ 200 หลี่ (2 หลี่ = 1 กิโลเมตร-ผู้แปล) ข้อเท็จจริงที่ว่า คำ ซั่ง-สุ่ย ในตำราพิมพ์ของเรานั้นเรียงไว้ข้างหน้า สู-กู-ตี่ โดยไม่มีช่องว่างคั่นกลาง ซึ่งทำให้ศาสตราจารย์ยะมะโมะโตะเข้าใจว่าทั้งหมดเป็นชื่อเดียวกัน โดยเชื่อว่า ซั่ง สุ่ย เป็นคำประกอบที่ชี้บอกตำแหน่งที่ตั้งของ สู-กู-ตี่ นั่นคือ “สู-กู-ตี่ ที่ตั้งอยู่ตอนบนของแม่น้ำ”

ยุติปัญหาคำ ซั่ง-สุ่ยสู-กู-ตี่ ว่าเป็นคำผสมคำเดียวหรือเป็นสองชื่อแยกกันไว้ก่อน ประเด็นสำคัญปรากฏชัดเมื่อเราตระหนักว่า สู-กู-ตี่ เป็นการถ่ายเสียงสุโขทัยให้เป็นภาษาจีนวิธีหนึ่ง ที่เป็นอุทาหรณ์ เป็นที่ประจักษ์ว่าสุโขทัยนั้นอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรเสียน เมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือต้นคริสต์ศตวรรษถัดไป

เสียน เคยพิสูจน์กันว่าคือสุโขทัย แต่ไม่นานมานี้ นักวิชาการได้เสนอว่า เพชรบุรีหรือสุพรรณบุรีก็อาจจะเป็นเสียนที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง = ทฤษฎีสุโขทัยไม่มีเหตุผลสนับสนุนได้อีก เพราะการกล่าวที่ว่า “สุโขทัยปกครองสุโขทัยอยู่” นั้นเห็นจะไม่มีเหตุผลเลย ด้วยเหตุนี้เสียน จึงต้องเป็นอาณาจักรไทยอีกอาณาจักรหนึ่งนอกเหนือไปจากสุโขทัย

ข้อเท็จจริงที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งเราอาจตัดตอนมาจากข้อความสั้นๆ นี้ก็คือ วันเวลาที่อาจจะเป็นไปได้ของการสูญเสียอิสรภาพของสุโขทัย ทั้งนี้หมายความว่า ระหว่าง ค.ศ. 1297-1307 สุโขทัยตกอยู่ใต้การปกครองของราชอาณาจักรเสียนของไทยแล้ว เป็นการบังเอิญที่ช่วงเวลานี้รวมเอา ค.ศ. 1298 ไว้ด้วย ปีนี้เป็นปีที่เข้าใจกันว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราชจบชีวิต อันขึ้นชื่อลือนามของพระองค์แล้ว

ในบทความไม่นานมานี้ของ ศาสตราจารย์ยะมะโมะโตะ ได้เสนอสมมุติฐานที่น่าสนใจว่า เสียน อาจเป็นอยุธยาซึ่งเชื่อกันว่ามีอยู่นานแล้วในชื่อของอโยธยาก่อนที่จะมีการก่อตั้งเมื่อจุลศักราช 712 หรือ ค.ศ. 1351 ตามที่กล่าวอ้าง ศาสตราจารย์ยะมะโมะโตะ อ้างเหตุผลสนับสนุนข้อความคล้ายๆ กันพบใน หวัง ต้า-หยวน และหม่า ฮวน ในเรื่องสถานที่ใกล้ๆ ของ เสียน และ เสียน-หลัว ทางชายฝั่งทะเล

ข้าพเจ้ายังไม่พร้อมที่จะสืบค้นไปถึงสมมุติฐานใหม่ เสียน = ทฤษฎีอยุธยาในที่นี้ แต่ข้าพเจ้าต้องการจะชี้ให้เห็นความสำคัญประการหนึ่งของประวัติศาสตร์อยุธยาที่ค่อนข้างถูกละเลยไป นั่นก็คือความสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างที่ไม่เคยคาดไว้กับโลกมลายู

ขออ้างหลักฐานบางประการ ในประเด็นนี้

(1) จากประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวน ชาวเสียน ได้รับคำเตือน เมื่อ ค.ศ. 1295 จากพระราชโองการของราชสำนักมองโกลมิให้ทำอันตราย หม่า-ลี่-ยู-เอ่อ และให้คงรักษาสัญญานี้ไว้ ความตอนนี้ชวนให้คิดว่า เสียนอาจใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงโลกมลายูเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13

(2) หวัง ต้า-หยวน ผู้เขียน เรื่อง เต่า-อี๋ จื้อ-เลวี่ย ไว้เมื่อ ค.ศ. 1349 หรือ 1351 ว่า เสียน เข้าโจมตี ตัน-หม่า-ซี “ในปีที่ผ่านมา ไม่นานนี้” ชี้กันว่า ตัน-หม่า-ซี คือ เกาะสิงคโปร์สมัยใหม่นี้เอง และคนไทยอาจเข้าตีเกาะสิงคโปร์เมื่อๆ ประมาณทศวรรษที่ 3 หรือ ทศวรรษที่ 4 ของคริสต์ศตวรรษที่ 14

(3) ในหนังสือเล่มเดียวกัน 4 กล่าวอ้างว่าชาวเสียนนั้นก้าวร้าว และชอบทำการสำรวจทางทะเลเสมอๆ ผู้เขียนเขียนว่า “ถ้ามีความยุ่งเหยิงเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ (ชาวเสียน) ก็จัดเรือ 110 ลำ บรรทุกสาคูจนเต็ม แล่นมุ่งหน้าไปโดยไม่กลัวความตาย” ข้อความตอนนี้แสดงให้เห็นว่า เสียน ตั้งอยู่ตรงที่มีสาคูอุดมสมบูรณ์ เป็นอาหารหลักสำหรับนักรบผู้ชำนาญการเดินทะเล และเป็นสินค้าสำคัญสำหรับชาวมลายู

(4) จาก จี. อาร์ ทิบเบตส์ ผู้ซึ่งได้ศึกษาตำราภาษาอาหรับที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฝั่งทะเลของผืนแผ่นดินใหญ่เหนือแหลมเนเกรส ซึ่งก็คือหัวแหลมด้านตะวันตกเฉียงใต้ของพม่าตอนล่างทางอ่าวเบงกอล ซึ่งนักเดินเรือชาวอาหรับคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 รู้จักว่า Najirashi นั้น ส่วนใหญ่เป็นของสยามและเรียกกันว่า บารร์ อัล-สยาม หรือ มุล อัล-สยาม ซึ่งหมายถึง “ฝั่งทะเลสยาม” หรือ “แผ่นดินใหญ่สยาม” คำเหล่านี้ใช้กับแหลมมลายูไปจนถึงสิงคโปร์ด้วย (Thibbet, 1979 : 233)

(5) มีเรื่องน่าสนใจพบในหนังสือ Suma Oriental ของโทเม่ ปิเรส ซึ่งชวนให้เข้าใจว่ามีชาวสยามอยู่ในภาคใต้ส่วนใหญ่ของแหลมมลายู เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องปรเมศวร เจ้าชายปาเลมบังผู้ก่อตั้งมะละกา เมื่อปรเมศวรออกจากสุมาตราและหนีไปสิงคโปร์ ได้ไปพบกับหัวหน้าชาวพื้นเมืองชื่อ สัม ฮะยี สิงหปุระ (Sam Agy Symgapura) ราชบุตรเขยของพระเจ้าแผ่นดินสยาม (ภรรยาของ ฮะยี สิงหปุระ (Agy Symgapura) เป็นราชธิดาประสูติแต่พระสนมคนหนึ่งซึ่งเป็นธิดาของขุนนางคนสำคัญคนหนึ่งของปัตตานี) เมื่อพระเจ้าแผ่นดินสยามทรงทราบข่าวราชบุตรเขย ทรงตัดสินพระทัยโจมตีและผลที่สุดก็ขับไล่ปรเมศวรออกไปอยู่ที่ มู อาร์ (Suma Oriental II : 231-232) เหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นในช่วงปีแรกๆ ของคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถ้าไม่เกิดก่อนหน้านี้

(6) อิ๋ง-หยา เซิ่ง-หลาน ของ หม่า ฮวน บันทึกไว้เมื่อ ค.ศ. 1433 ว่า (มะละกา) เดิมมิได้ตั้งขึ้นเป็น “ประเทศ” และมีหัวหน้าคนหนึ่งปกครอง ดินแดนนี้อยู่ใต้เขตอำนาจศาลของ เสียน-หลัว หรือสยาม ต้องส่งบรรณาการทุกปีเป็นทองคำสี่สิบเหลี่ยง (และ) ถ้าไม่ (ส่ง) เสียน-หลัว ก็จะส่งคนมาโจมตี (อิ๋ง-หยา เซิ่ง-หลาน : 106)

สิ่งเหล่านี้คือความรู้เล็กๆ น้อยๆ ซึ่งอาจช่วยชี้ให้เห็นความเกี่ยวข้องอย่างแท้จริงของอยุธยาต่อโลกมลายูตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 13-15 ถ้าเช่นนั้น ทำไมอยุธยาจึงกังวลกับแหลมมลายูมาก? หมายความว่า ที่เดิมของอยุธยาอยู่ทางใต้หรือ?

ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าอยากจะอ้างข้อความตอนหนึ่งในบทที่ว่าด้วย เสียน-หลัว ของ หม่า ฮวน ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าพิศวงสงสัยมานานแล้ว เมื่อพูดถึงกษัตริย์แห่ง เสียน-หลัว หม่า ฮวน เขียนไว้ว่า กษัตริย์ (แห่ง เสียน) เป็น “ชาวสั่วหลี่” คำชี้แจงนี้ยังปรากฏในบทเกี่ยวกับจามปาด้วย ในการออกความเห็นเรื่องนี้ เจ.วี.มิลล์ส เขียนไว้ว่า หม่า ฮวน ใช้คำในความหมายที่หละหลวมมาก โดยใช้คำนี้กับกษัตริย์ไทยและศรีลังกาเช่นกัน ไปในทางแสดงความเป็นเชื้อสายอินเดียของกษัตริย์ (Mils, 1970 : 79)

อย่างไรก็ตาม คำสั่วหลี่ อาจตีความกันต่างๆ ดังการที่อ้างถึงสถานที่บางแห่งบนแหลมมลายู ที่ที่พวกโจละเคยมีอยู่ที่นั่นอย่างเข้มแข็ง (Wheatley, 1961 : 199-203) ศาสตราจารย์อิคุตะ ชิเงะรุ ก็เช่นกัน ให้ความเห็นว่า คำนั้นไม่ควรนำไปเกี่ยวข้องกับคำ “โจละ” บนฝั่งโคโรมานเดล แต่ควรจะตีความกันว่าเป็นการชี้สถานที่แห่งหนึ่งในแหลมมลายู (Ikuta, 1990 : 41-42)

เท่าที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ อาจฟังดูเป็นเรื่องค่อนข้างแปลก เพราะการอ้างเหตุผลเกี่ยวกับอยุธยาตอนต้น ส่วนมากมักจะอ้างถึงเมืองเชียงใหม่ทางเหนือ แต่ไม่อ้างถึงทางใต้ เป็นเรื่องยากจริงๆ ที่จะรวบรวมหลักฐานอ้างอิงถึงโลกมลายู แต่หลักฐานทางเอกสารบางเล่มที่ข้าพเจ้าอ้างถึงข้างต้นนั้น เข้าใจว่ามีจำนวนจำกัด จึงยังคงต้องขอให้นักประวัติศาสตร์อยุธยาตอนต้นพิจารณากันต่อไป

ในหนังสือที่ชวนให้เกิดความคิดเรื่อง สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา จิตร ภูมิศักดิ์ อารัมภบทด้วยการกล่าวนำเรื่อง “ปาฏิหาริย์และเพดานความคิด” เขาชี้ให้เห็นว่า มีเพดานความคิดบางอย่างที่มองไม่เห็น ซึ่งมักจะคุมเราไว้มิให้คิดอย่างอิสระในเรื่องประวัติศาสตร์ สำหรับประวัติศาสตร์อยุธยา ตามเหตุผลของจิตร ปี พ.ศ. 1893 (จุลศักราช 712) ปีที่มีการบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดาร ว่าเป็นปีก่อตั้งกรุงศรีอยุธยา เขาโต้ว่า “เพดานความคิด” นี้ทำให้เราเกิดความเชื่อว่า ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์อยุธยาควรจะเกิดขึ้นภายหลังปีนี้ และพยายามที่จะคิดว่ากาลเวลาก่อนหน้าปีนี้ เป็นเรื่องไม่เข้าประเด็นและไม่ยอมรับกัน หรือมิฉะนั้นก็พยายามที่จะตีความไปในทางหนึ่งจนกระทั่งเข้ากันได้กับลำดับวันเดือนปีที่สามารถรับได้

จุดประสงค์สำคัญของการพูดเช้านี้ของข้าพเจ้าก็เพื่อนำเรื่องความสัมพันธ์ของอยุธยากับโลกมลายูที่ประมาณการไว้ต่ำตามแบบเดิม ขึ้นมาตั้งข้อสังเกต และมาชักชวนให้ท่านสำรวจว่าเป็น “เพดานความคิด” อีกเรื่องหนึ่งด้วยหรือไม่ในประวัติศาสตร์นิพนธ์สมัยอยุธยาที่จิตรชี้ไว้

เนื่องในวโรกาสประกอบพิธีเปิดศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์นี้ ข้าพเจ้าหวังว่าคงไม่เป็นการผิดกาลเทศะ ที่จะระลึกถึงข้อคิดเห็นที่ดีของนักประวัติศาสตร์ผู้ล่วงลับไปแล้ว ผู้ตั้งความพยายามไว้สูงสุดในอันที่จะเปิดขอบฟ้าใหม่ให้ประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยกว้างขึ้น จนวาระสุดท้ายของชีวิตของเขาทีเดียว

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!!สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 31 สิงหาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...