นักกฎหมายชี้ พรบ.ชาติพันธุ์ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ฝากสว.ผลักดันต่อ
นายสุรพงษ์ กองจันทึกนักกฎหมายและผู้อาวุโสในสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ชี้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่รัฐต้องดูแลกลุ่มชาติพันธุ์ เมื่อกฎหมายผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว วุฒิสภามีหน้าที่ต้องพิจารณาเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญต่อไป
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเสียงข้างมาก “เห็นชอบ” กับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ…. ด้วยคะแนนเสียง 312 ต่อ 84 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 4 คน และส่งร่างพรบ.ให้วุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป
ในการประชุมสภามีความกังวลของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วนต่อร่างพรบ.นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสส.จากพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ในประเด็นว่า พระราชบัญญัตินี้จะขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นการให้อภิสิทธิ์กลุ่มชาติพันธุ์เหนือชาวไทยอื่นๆ เป็นการเปิดโอกาสให้มีการทำลายป่าและทรัพยากร ตลอดจนจะเป็นการให้อำนาจเกิดรัฐซ้อนรัฐ ที่เป็นการสร้างรัฐอิสระมีเขตปกครองตนเอง และเมื่อสิ้นสุดการประชุมสภาพรรคภูมิใจไทยก็ออกมาแถลงไม่เห็นด้วยกับร่างพรบ.ฉบับนี้
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ร่างพรบ.ฉบับนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 70 ที่บัญญัติให้รัฐพึงส่งเสริม และให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน
ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย ซึ่งร่างพรบ.ก็เป็นการคุ้มครองและส่งเสริมชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ตามรัฐธรรมนูญ
ในส่วนประเด็นว่าจะเป็นการให้อภิสิทธิ์เหนือชาวไทยอื่นๆนั้น นายสุรพงษ์กล่าวว่า กลุ่มชาติพันธุ์เป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ที่ขาดโอกาสทางสังคมในบางด้าน ทำนองเดียวกันกับ เด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ฯ ที่รัฐจะมีกฎหมายออกมาคุ้มครองและส่งเสริม การคุ้มครองและส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์ก็เขียนในร่างพรบ.ว่า ได้รับความคุ้มครองอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกับบุคคลอื่น
ตลอดจนนำรัฐธรรมนูญมาตรา 27 วรรคสี่มาระบุในร่างพรบ.ด้วยว่า มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถใช้สิทธิ หรือเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
นายสุรพงษ์กล่าวว่า ในเรื่องเกรงจะเป็นการให้อำนาจเกิดรัฐซ้อนรัฐ ที่เป็นการสร้างรัฐอิสระมีเขตปกครองตนเองนั้น เป็นไปไม่ได้เลย เพราะไม่มีมาตราใดในร่างพรบ.นี้ที่ให้อำนาจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
นโยบายและการดำเนินการเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และกรรมการส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานรัฐระดับปลัดกระทรวง
นอกจากนี้ยังไม่มีมาตราใดที่เป็นการเปิดโอกาสให้มีการทำลายป่าและทรัพยากร ในทางตรงกันข้ามได้ระบุไว้ในการใช้พื้นที่ในการคุ้มครองและส่งเสริมว่า ต้องมีการจัดการ อนุรักษ์ และใช้ประโยชน์ ในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืน
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า หวังว่าสมาชิกวุฒิสภาจะมีการศึกษากฎหมายอย่างละเอียดและพิจารณาเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์อย่างแท้จริงตามวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ
ด้าน นายพชร คำชำนาญ ผู้ประสานงานขบวนการประชาชนที่เป็นธรรม หรือ P-move กล่าวว่า ร่างพรบ.ที่ผ่านสส.ไม่สามารถนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างแท้จริง ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ
ไม่ยอมรับตัวตนและการมีอยู่ของ “ชนเผ่าพื้นเมือง” ในประเทศไทย ตั้งแต่ในคำนิยามที่ทางเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองเคยเรียกร้องว่ากลุ่มชาติพันธุ์ควรจะหมายรวมถึงชนเผ่าพื้นเมืองด้วย
ไม่มีบทลงโทษ ซึ่งสำคัญมากเพื่อคุ้มครองสิทธิได้จริง เมื่อเกิดการละเมิดสิทธิก็ควรต้องมีการลงโทษผู้ละเมิดสิทธิ เมื่อไม่มีบทลงโทษทำอะไรกับผู้ที่มาละเมิดสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้
และไม่คุ้มครองสิทธิในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มชาติพันธุ์ ตามแนวทางพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ การที่ไม่มีที่ดิน ไม่มีแผ่นดิน ก็ไม่มีมรดกทางวัฒนธรรม เพราะไม่มีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาใดที่เกิดขึ้นจากฟากฟ้าอากาศ ทั้งหมดล้วนยึดโยงกับความผูกพันต่อผืนดินและฐานทรัพยากรของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งนั้น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักกฎหมายชี้ พรบ.ชาติพันธุ์ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ฝากสว.ผลักดันต่อ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th