โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Personal Style: หมุดหมายใหม่ของคอแฟชั่นไม่ใช่การเป็นผู้นำเทรนด์ แต่คือการหาสไตล์ส่วนตัว

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 26 มี.ค. 2568 เวลา 12.01 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. 2568 เวลา 12.01 น.
ภาพไฮไลต์

บทสนทนาแฟชั่นบนหน้าโซเชียลมีเดียเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

ตอนปี 2018 คอนเทนต์การแข่งขันว่าใครแต่งตัวแพงที่สุดมีอยู่ทั่วไปหมด แต่เมื่อช่วงปี 2020 ที่โลกล็อกดาวน์ ตำแหน่งคอนเทนต์ยอดนิยมถูกแทนที่ด้วยคอนเทนต์ประเภท ‘Haul’ หรือการรีวิวว่าตัวเองช้อปออนไลน์อะไรมาบ้าง

ช่วงเวลาที่ผู้คนไม่มีที่ไปนี้เอง เราต่างพุ่งตัวเข้าหางานอดิเรกและความสนใจใหม่ๆ ลงไปคลุกคลีกับชุมชนออนไลน์ ส่งผลให้เราได้รับอิทธิพลจาก Subculture ที่หลากหลาย กลายเป็นว่าความสนใจเฉพาะกลุ่มได้รับความนิยมมากกว่าที่เคย สิ่งที่เคยนอกกระแสเข้าไปอยู่ในกระแสหลัก

เกิดการ ‘หยิบยืม’ สไตล์เฉพาะกลุ่มเข้ามาใช้ในการแต่งตัวมากขึ้น เช่น การแต่งตัวแบบเด็กสเก็ตหรือแบบหนุ่มเวิร์กแวร์ ที่ใครๆ ก็แต่งทั้งที่เราอาจไม่ได้มีความสนใจในวัฒนธรรมย่อยเหล่านั้นเลย ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ไม่มีเทรนด์แฟชั่นเทรนด์เดียวอีกต่อไป แต่มีกล่องเล็กๆ มากมายที่แบ่งตัวกันผ่านคำว่า ‘Aesthetic’ หรือ ‘Core’ เช่น Cottage core, Office core, Barbie core ฯลฯ

เมื่อเทรนด์หลากหลายและรวดเร็วขึ้น คอนเทนต์ก็ไวขึ้นด้วย สื่อแฟชั่นต้องไล่อธิบายสไตล์ใหม่ที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดกันแบบไม่เว้นวัน อินฟลูเอนเซอร์สอนแต่งตัวตามเทรนด์ย่อยที่ได้รับความนิยม ณ ขณะนั้น และเราทุกคนก็วิ่งไล่ตามหา ‘กล่อง’ ที่จะใส่ตัวเองเข้าไปกันแบบไม่หวาดไม่ไหว

แต่การวิ่งตามย่อมเหนื่อยเป็นธรรมดา กล่องของแฟชั่นไม่ได้เหมาะกับเราทุกคน เราอาจชอบสไตล์บางแบบแต่มันไม่ใช่สำหรับเรา ความล้าในการไล่ตามนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงในบทสนทนาแฟชั่นอีกครั้ง นั่นคือผู้คนจำนวนมากเลิกพยายามหากล่องให้ตัวเอง แล้วมองหาสไตล์ส่วนตัว จนคำว่า‘Personal Style’ กลายเป็นหมุดหมายใหม่ในการแต่งตัว

ภาพไฮไลต์

มองโดยผิวเผิน การ ‘แต่งตัวเพื่อตัวเอง’ เป็นแนวคิดที่ไม่น่าต้องโต้แย้งอะไร แต่บทสนทนารอบๆ Personal Style กลับเต็มไปด้วยข้อถกเถียง ทั้งในเชิงความหมายว่ามันคืออะไรแน่ ไปจนถึงวิธีการสร้างสไตล์ส่วนตัว

คำว่า ‘Personal Style’ แปลตรงตัวว่า ‘สไตล์ส่วนตัว’ มักหมายความถึงการเลิกหันมองเทรนด์ เลิกหันมองเสื้อผ้าลดราคา เลิกมองว่าเหล่าผู้คนสวยงามบนอินเทอร์เน็ตและดาราแต่งตัวยังไง เลิกมองสิ่งที่อัลกอริทึมโยนมาให้เรา เรากำลังตามหาสไตล์ของ เรา เท่านั้น

ความสนใจในสไตล์ส่วนตัวพุ่งขึ้นสูงในหมู่คอแฟชั่นเพราะหลายปัจจัย บ้างก็มองว่าอำนาจที่ล้นเกินของอัลกอริทึมทำให้ใครๆ ก็แต่งตัวเหมือนกันแบบที่บอกไปแล้ว บ้างก็มองว่าโลกหลังโซเชียลมีเดียผลักให้เราแต่งตัวเพื่อสร้างตัวตนในโลกออนไลน์มากไป บ้างก็มองว่าบริโภคนิยมกลืนกินแฟชั่นไปจนไม่เหลือที่ให้การแสดงออกส่วนตัวอีกต่อไป เช่นนั้นแล้วทางออกที่ดีคือการตัดทุกอย่างรอบข้างออก แล้วเพ่งเล็งไปหาตัวตนของตัวเอง

ปัญหาคือเมื่อเราถามลึกลงไปกว่าแค่คำจำกัดความ เราจะเริ่มเห็นได้ว่าความหมายของคำว่า Personal Style ของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป บางคนก็มองว่ามันคือการแต่งตัวให้ไม่เหมือนใคร บางคนก็ว่ามันคือการแต่งตัวให้มียูนิฟอร์มสม่ำเสมอ หรือบ้างก็พูดแค่ ‘ก็แค่เป็นตัวเอง’

เมื่อมองอย่างนี้ก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะต้องเกิดข้อถกเถียงกันเกี่ยวกับประเด็น Personal Style เนื่องจากแค่ถามถึงความหมายของคำว่า ‘เรา’ จากคนหลายๆ คนก็ไม่มีใครตอบตรงกันแล้ว คนที่มองว่าตัวตนของเรามาจากความสนใจของตัวเอง ก็จะก่อร่างสไตล์ส่วนตัวของตนเองแบบหนึ่ง ส่วนคนที่บอกว่าตัวตนของเรามาจากงานหรือจากสถานศึกษา ก็จะมองคำว่าสไตล์ส่วนตัวแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง

มุมมองอันแตกต่างที่ว่าทำให้เราต้องคอยหา ‘How to’ สร้างสไตล์ส่วนตัวจากโลกออนไลน์กันอยู่บ่อยๆ ซึ่งเรามักหาคำตอบที่เติมเต็มเราไม่เจอเสียทีเดียว ท้ายที่สุดแล้วคำตอบส่วนมากของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์แฟชั่นมักออกมาแบบนี้:

  • ใส่เครื่องประดับให้มากขึ้น

  • ทดลองกับสไตล์ใหม่ๆ

  • อย่าไปสนใจโซเชียลมีเดีย

  • แต่งตัวตรงข้ามกับเทรนด์

  • อย่าซื้อเสื้อผ้า Fast fashion

  • พยายามให้มากขึ้น

  • เลิกแต่งตัวเบสิก

สมมติเราไปฟังพอดแคสต์แฟชั่นสักที่ที่แนะนำแบบข้างต้น เราเลยเปลี่ยนการแต่งตัวของตัวเองให้แตกต่างจากโลกรอบข้างเราด้วยการใส่เสื้อผ้าแบบ Maximalist เพื่อแหวกเทรนด์ Old Money หรือ Quiet Luxury ที่ทุกคนให้ความสนใจอยู่ ท้ายที่สุดนั่นก็ยังเป็นการแหวกเทรนด์เพราะใครบางคนบอกให้เราทำอยู่ดี

ไม่ใช่ว่าคำตอบเหล่านั้นเป็นคำแนะนำที่แย่ แต่ว่ามันไม่ได้ตอบจุดที่สำคัญที่สุดในการหาสไตล์ส่วนตัว นั่นคือคำถามลึกๆ ที่ว่าเราเองมองหาอะไรในแฟชั่น ซึ่งไม่มีใครสามารถตอบให้ได้นอกจากตัวเราเอง เช่นนั้นแล้วคำแนะนำที่ดีที่สุดในการหา Personal Style คือการบอกให้ทุกคนใจเย็นๆ แต่งตัวแบบที่ตัวเองแต่งอยู่แล้ว แล้วเฝ้ามองสิ่งต่างๆ ให้มากขึ้น สังเกตความรู้สึกของตัวเองเวลาใส่เสื้อผ้าบางแบบ สังเกตว่าเสื้อผ้าแบบไหนที่เราพบเจอในชีวิตทำใจเราเต้น

การสังเกตเหล่านี้สามารถทำได้ทุกแห่ง บนขนส่งสาธารณะ ในร้านกาแฟ ในย่านท่องเที่ยว ในซอยแถวบ้าน หรือแม้แต่บนโซเชียลมีเดีย เราแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรามีเงื่อนไขในชีวิตต่างกัน และการจำกัดแรงบันดาลใจในการหา ‘สไตล์ส่วนตัว’ นั้นขัดกับสิ่งที่เราต้องการจะตามหากัน

นอกจากนั้นอีกวิธีที่เราจะสามารถหา Personal Style ได้คือการมองไปหาสิ่งอื่นนอกจากแฟชั่น แล้วลงไปซึมซับวัฒนธรรมอื่นๆ ที่เราสนใจ นั่นอาจหมายถึงการดูหนัง อ่านหนังสือ ฟังเพลง เล่นดนตรี เดินเข้าออกแกลเลอรี่ ตกปลา เดินป่า ปีนเขา ตีแบต ดูฟุตบอล เล่นวิดีโอเกม ฯลฯ

ฟังดูไม่เกี่ยวอะไรกันเลย แต่ว่าบ่อยครั้งในเส้นทางการหาความเป็นตัวของตัวเองทำให้เราเกิด Tunnel Vision เรียกง่ายๆ ว่าเราโฟกัสไปยังเป้าหมายมากเกินไป จนเราไม่เห็นว่ามีเศษเสี้ยวของคำตอบอยู่รอบๆ กายของเราเสมอ การเอาตัวเองไปคลุกคลีกับวัฒนธรรมอื่นๆ นอกจากแฟชั่นสามารถมอบแรงบันดาลใจให้กับเรา

การเรียนรู้เกี่ยวกับปรัชญาของสถาปัตยกรรม Brutalist อาจมอบแนวคิดการแต่งตัวใหม่ให้เรา แนวคิดเน้นไปยังการใช้งานที่เรียบง่ายและการขับเน้นวัสดุของเสื้อผ้าโดยปราศจากเครื่องประดับที่ไม่จำเป็น การออกไปเดินป่าบังคับให้เราต้องลองใช้อุปกรณ์มากมายที่เราอาจไม่เคยใช้ในเมือง ซึ่งเราอาจตกหลุมรักรองเท้าปีนเขาแล้วเริ่มลองศึกษาแฟชั่นสไตล์ Gorpcore ก็ได้ หรือการที่เราลองฟังดนตรีแบบใหม่ๆ เช่นดนตรีพังก์ เราอาจจะคลิกกับมันจนเราซื้อเสื้อวงหรือแต่งตัวเป็นพังก์เพื่อนำเสนอสิ่งที่ตัวเองชอบก็ได้

หากสังเกตตัวอย่างที่ยกมา ไม่ได้มีการบอกว่าเราต้องแตกต่าง เพราะคำว่า ‘ส่วนตัว’ ในสไตล์ส่วนตัวไม่ได้หมายความถึงความเป็นหนึ่งเดียว

ใจความของ Personal Style คือการแต่งตัวแบบไหนที่จะเติมเต็มเรา ซึ่งมีความหมายได้หลากหลาย บ้างก็อาจหมายความว่าเราฉายภาพความชอบของตัวเองผ่านเสื้อผ้า มันอาจหมายความถึงการแต่งตัวให้เรารู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับคนบางกลุ่ม หรือมันอาจหมายความถึงการที่เราเติมเต็มปรัชญาชีวิตบางอย่างผ่านการใส่เสื้อผ้า

ทุกสิ่งไม่ว่าจะในโลกจริงหรือโลกออนไลน์ต่างส่งผลกระทบกับตัวตนของเรา มนุษย์หยิบยืมและได้รับแรงบันดาลใจจากทุกอย่างตลอดเวลา ในระดับที่อาจเรียกได้ว่า ‘เรา’ คือส่วนประกอบของทุกประสบการณ์ที่ได้พบเจอ การหาสไตล์ส่วนตัวจึงเป็นสิ่งที่สอนกันไม่ได้ แต่ทำได้จากการมองทุกอย่างด้วยแว่นตาที่ละเอียดละออขึ้น มองหาความหมายในสิ่งต่างๆ มองเสื้อผ้าให้มากกว่า ‘ตัวนี้สวยดี’ ‘ตัวนี้ราคาถูก’ หรือ ‘ตัวนี้ฮิตมาก’ แต่ไปให้ถึง ‘เสื้อตัวนี้บอกอะไรเกี่ยวกับเรา’

ซึ่งการจะไปถึงขั้นนั้นได้ เราต้องสังเกตตัวตนของตัวเองให้แน่ชัดเสียก่อน

อ้างอิง: instyle.com, vogue.com, youtube.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...