โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฝรั่งเศส 'หมาป่า' มหาอำนาจ กับ สยาม 'ลูกแกะ' ตัวเขื่องในโลกยุคอาณานิคม

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 ม.ค. 2567 เวลา 04.58 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. 2567 เวลา 01.00 น.
The Wolf and the Lamb / Jean Baptiste OUDRY (Paris 1686 - Beauvais 1755)

เมื่อเดือน ค.ศ.1893 หรือ พ.ศ.2436 นิตยสาร Punch ได้ตีพิมพ์ภาพการ์ตูนล้อเลียนการเมืองโลกชิ้นหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นภาพที่เป็นที่รู้จักกันดี โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงการล่าอาณานิคมของโลกในครั้งกระโน้น

ภาพล้อเลียนดังกล่าว วาดเป็นรูป “หมาป่า” สวมเครื่องแบบทหารของฝรั่งเศสอย่างเต็มยศ กำลังจ้องหน้าถมึงทึงมองไปที่ “ลูกแกะน้อย” ตัวหนึ่ง ซึ่งกำลังแสดงท่าทีหวาดกลัวต่อเจ้าหมาป่าตัวนั้นอย่างจับจิตจับใจ

ในคำบรรยายใต้ภาพบ่งชี้อย่างชัดเจนว่า “ลูกแกะ” ตัวนั้นหมายถึง “สยาม” ดังนั้น นี่จึงเป็นภาพล้อเลียนเหตุการณ์เรือดำปิดปากอ่าวของประเทศสยาม ร.ศ.112 ซึ่งเมื่อแปลงกลับมาเป็นปีพุทธศักราชแล้ว ก็จะต้องตรงกันกับ พ.ศ.2436 อันเป็นปีที่นิตยสาร Punch ได้ตีพิมพ์ภาพดังกล่าวออกมาอย่างพอดิบพอดี

ภาพการ์ตูนล้อเลียนที่ว่านี้ได้กลายเป็น “ภาพจำ” ของยุคล่าอาณานิคม ที่ชาติตะวันตกเป็น “หมาป่า” มหาอำนาจ ออกไล่ล่าบรรดา “ลูกแกะ” ตัวน้อยไปในสมัยหลัง ซ้ำยังถูกผลิตซ้ำอยู่เรื่อยๆ ให้เห็นกันจนชินตาเลยนะครับ

อย่างไรก็ตาม หากเราจะย้อนกลับไปดูรายละเอียดของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับประเทศสยามในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น คือช่วงของการปักปันเขตแดนระหว่างสยาม กับรัฐอินโดจีนในอารักขาของฝรั่งเศส ได้แก่ กัมพูชา และลาว ในพื้นที่สุดท้ายนั้น เจ้าหมาป่าตัวร้ายก็ถูกลูกแกะที่ดูจะไม่มีพิษมีภัยตัวนี้ฟาดกลับไปไม่ใช่น้อยอยู่เหมือนกัน ตัวอย่างที่สำคัญคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2445 ตรงกับ ร.ศ.121 หลังจากเหตุการณ์เรือดำล้อมปากอ่าวเมื่อ ร.ศ.112 เป็นเวลา 9 ปี

ในเรือน พ.ศ.ดังกล่าว สยามกับฝรั่งเศส ได้จัดทำ “อนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส และรัฐบาลของพระราชาธิบดีพระมหากษัตริย์แห่งสยาม วันที่ 7 ตุลาคม ร.ศ.121 หรือ พ.ศ.2445″(Conventiom Conclue, le 7 Octobre 1902 Entre Le Gouvernement de la Répulique Française et Le Gouvernement de Sa Majesté le Roi de Siam) ขึ้นมา

แน่นอนว่า พระราชาธิบดีแห่งสยามองค์นี้ก็คือรัชกาลที่ 5

อนุสัญญาฉบับดังกล่าว สยามได้เปรียบฝรั่งเศสบานตะเกียง เพราะฝรั่งเศสยอมรับอำนาจของสยามเหนือฝั่งตะวันตกของตนเลสาบเขมร ซึ่งหมายถึงเมืองพระตะบอง-เสียมเรียบ-ศรีโสภณ รวมทั้งฝั่งตะวันตกของเมืองกำพงจามไปจนถึงแม่น้ำเสน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดกำพงธม, เทือกเขาพนมดงเร็ก, แม่น้ำมูน และแม่น้ำโขง ที่ฝรั่งเศสถึงขนาดยอมรับว่าเมืองไซยะบุรี ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ตรงข้ามกับเมืองหลวงพระบาง (เวลาพูดว่าฝั่งซ้าย-ขวา ของแม่น้ำโขง ให้มองลงจากต้นน้ำมาทางทิศใต้ ไม่ใช่ทิศเหนือ) อยู่ในอำนาจสยามเลยทีเดียว

ในอนุสัญญาฉบับนี้สยามกับฝรั่งเศสยังได้ตกลงแลกเปลี่ยน จันทบุรี (ที่ฝรั่งเศสเอาไปตั้งแต่ ร.ศ.112) กับเมืองมโนไพร (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดเปรี๊ยะวิเฮียร์ หรือพระวิหารในกัมพูชา) และเมืองจำปาสัก ทางตอนใต้ของลาว กันอีกด้วย

รายละเอียดต่างๆ เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่สยามจะไม่มีอำนาจต่อรองอะไรกับเขาเลย แถมยังสามารถต่อรองเสียจนได้เปรียบชาติหมาป่ามหาอำนาจอย่างฝรั่งเศส ไปเสียบานเบอะ

ผมคงต้องบอกด้วยว่า ผมทราบดีถึงความโหดร้ายของลัทธิล่าอาณานิคม รวมถึงเรื่องสะเทือนใจชาวไทยอย่างกรณี ร.ศ.112 และผลกระทบที่ตามมา

อย่างไรก็ตาม สยามเองก็ไม่ได้ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำเพียงถ่ายเดียว เพราะหลักฐานมากมายบ่งชี้ว่าพระราชกรณียกิจในรัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังกรณี ร.ศ.112 ได้สร้างทุนรอนในการต่อสู้กับชาติมหาอำนาจ และการได้มาซึ่งดินแดนประเทศไทยในปัจจุบัน ที่รู้จักกันดี เช่น การเสด็จเยือนยุโรป เป็นต้น

อนุสัญญาระหว่างฝรั่งเศสกับสยาม ฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม ร.ศ.121 ฉบับนี้ ก็คือดอกผลของความพยายามในการสร้างทุนรอนดังกล่าว จนทำให้ฝ่ายชาติมหาอำนาจ อย่างฝรั่งเศสเสียเปรียบสยามบ้างเข้าให้

และก็เป็นเพราะฝรั่งเศสเสียเปรียบอย่างนี้แหละครับ ที่ทำให้พรรคฝ่ายค้านของฝรั่งเศสในขณะนั้น ใช้โจมตีฝ่ายรัฐบาลเสียจนยับ โดยเฉพาะ รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของฝรั่งเศสในขณะนั้น คือ นายธีโอฟิลล์ เดอกาเซ (Théophile Delcasse) ที่โดนกล่าวหาว่าไม่รักษาผลประโยชน์ของประเทศ และอันที่จริงแล้ว นายเดอกาเซถูกตั้งข้อสงสัยถึงขนาดว่าเขาเป็นเครื่องมือของรัชกาลที่ 5 เสียด้วยซ้ำ

แน่นอนว่า รัฐบาลฝรั่งเศสเลยต้องย้อนกลับไปทบทวนท่าทีของตัวเองใหม่ จนสุดท้ายก็ไม่ยอมลงสัตยาบันในอนุสัญญาฉบับที่ว่าไปอย่างน่าเสียดายสำหรับคนที่ถือหางฝั่งสยาม

การณ์จึงกลับกลายเป็นว่า สยามและฝรั่งเศสเลยต้องย้อนกลับไปเจรจาเรื่องเขตแดนกันใหม่อีกครั้ง

ผลที่ตามมาคือ “อนุสัญญาระหว่างกรุงสยามกับกรุงฝรั่งเศส ว่าด้วยอนุญาตที่ดินริมฝั่งขวาแม่น้ำโขง ตามความในสัญญา วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ร.ศ.122 หรือ พ.ศ. 2446/2447” (Convention entre la France et le Siam Modifiant les Stipulations du Traité du 3 Octobre 1893, concernant des Territoires et des Autres Arrangemants, signé à Paris, le 13 Février 1904) ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2447 หากนับแบบปัจจุบัน เพราะสมัยนั้น สยามยังนับวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่

และต่อเนื่องมาถึง “หนังสือสัญญาระหว่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามกับเปรสิเดนต์แห่งรีปับลิกฝรั่งเสศ 23 มีนาคม ร.ศ.125 พ.ศ. 2449/2550” (Traité entre Sa Majesté le Roi de Siam et Monsieur le Président de la République Français, fait à Bangkok, le 23 mars 1907) ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2450 หากนับแบบปัจจุบัน

แน่นอนว่า อนุสัญญา กับหนังสือสัญญาสองฉบับนี้ทำให้สยามได้ขวานทองดุ้นนี้มาเป็นกรรมสิทธิ์จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ เพราะพื้นที่ส่วนที่สยามของรัชกาลที่ 5 กำลังเกี้ยเซียะกับรัฐบาลของฝรั่งเศสอยู่นั้น คือพื้นที่ที่จะปักปันเขตแดนเป็นระวางสุดท้ายจนเกิดเป็นแผนที่สยามโดยสมบูรณ์นั่นเอง

น่าสนใจนะครับ พื้นที่ที่อยู่ในเขตของกัมพูชา ลาว และภาคอีสาน (ตอนล่าง) ของไทยปัจจุบัน (ที่มีคนขแมร์เลอ คือเขมรสูง อาศัยอยู่ให้เพียบ) กลับถูกแย่งชิงกันโดยสยาม และฝรั่งเศส โดยชาวลาว กัมพูชา และขแมร์เลอเหล่านั้นได้แต่มองตาปริบๆ

ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ลักษณะอย่างนี้ถูกจำลองเข้าไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ของประเทศไทย เพราะนอกจากสยามแล้ว ไม่มีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ของประเทศอื่นใดในอุษาคเนย์ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงอาณานิคม-หลังจากนั้นเล็กน้อย (นอกเหนือจากสิงคโปร์ ที่สร้างขึ้นภายหลัง) ที่มีห้องจัดแสดงศิลปวัตถุจากต่างประเทศ

โดยปกติแล้วประเทศที่ถูกปกครองโดยชาติเจ้าอาณานิคม มักใช้พิพิธภัณฑสถาน เป็นเครื่องมือในการสร้างชาติของตนเอง จึงมักจะจัดแสดงศิลปวัตถุที่พบในประเทศ และสร้างอดีตของความเป็นชาติขึ้นมา

ลักษณะอย่างนี้ต่างไปจากชาติเจ้าอาณานิคมที่มักจะรวบรวมเอาศิลปวัตถุชิ้นสำคัญต่างๆ ที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของชาติอื่นๆ ในอดีต มาจัดแสดงในฐานะผู้พิชิตกลุ่มชนที่สืบทอดมาจากอารยธรรมเหล่านั้น

ในกรณีนี้สยามเองจึงไม่ได้กระทำตนแตกต่างไปจากชาติมหาอำนาจ หรือเจ้าอาณานิคมทั้งหลายนัก เพียงแต่เป็นชาติมหาอำนาจประจำท้องถิ่นเท่านั้นเอง

จึงไม่น่าแปลกใจอะไรเท่าไหร่นัก ที่นักวิชาการหลายคนจะบอกว่า อันที่จริงแล้วรัฐสยามก็เป็นสิ่งที่เรียกว่า “อาณานิคมภายใน” (internal colonialism) เพราะที่จริงสยามเองก็ไม่ต่างอะไรไปจากนักเลงเจ้าถิ่นของอุษาคเนย์นักหรอก

ผมจึงไม่ค่อยจะแน่ใจนักเวลาที่สยามถูกวาดภาพเป็นลูกแกะตัวน้อยๆ ที่ไร้หนทางต่อสู้

ยิ่งเมื่ออันที่จริงแล้ว นิตยสาร Punch ที่ตีพิมพ์ภาพหมาป่ากับลูกแกะนั้น เป็นนิตยสารของฝ่ายอังกฤษ ช่วงนั้นเป็นเวลาที่อังกฤษกับฝรั่งเศสแย่งชิงพื้นที่อุษาคเนย์กัน โดยมีสยามเป็นรัฐกันชนอยู่ตรงกลาง

ในกรณีอย่างนั้น ถ้าอังกฤษจะสร้างภาพให้รัฐสยามเป็นลูกแกะเชื่องๆ ตัวน้อย ของหมาป่ามหาอำนาจอย่าง ฝรั่งเศส (ทั้งที่ใจจริงก็รู้ดีอยู่เต็มอกว่า ถ้าจะเปรียบสยามในช่วงเวลานั้นให้เป็นแกะ ก็ควรจะเป็น แกะเปลี่ยวตัวเขื่อง มากกว่า) ก็ไม่เห็นจะแปลกที่ตรงไหนเลย ไม่ใช่หรือครับ?

ที่มาภาพประกอบ : https://en.m.wikipedia.org/wiki/File:The_French_Wolf_and_The_Siamese_Lamb.jpg

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024?fbclid=IwAR22RbstgOdFjK3Kl_MAt_MusBlq5oxijEcCbx_-0y6zmJhXvZl3Q_2G-cE

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ฝรั่งเศส ‘หมาป่า’ มหาอำนาจ กับ สยาม ‘ลูกแกะ’ ตัวเขื่องในโลกยุคอาณานิคม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...