โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'พรรคพี่น้อง' : พรรคคอมมิวนิสต์มลายา และจุดจบของประวัติศาสตร์ (The End of History) | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 ก.พ. 2568 เวลา 08.21 น. • เผยแพร่ 25 ต.ค. 2566 เวลา 02.35 น.

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

‘พรรคพี่น้อง’

: พรรคคอมมิวนิสต์มลายา

และจุดจบของประวัติศาสตร์ (The End of History)

การเดินทางเข้าเขตป่าเขาของผมเหมือนหนังสายลับที่เคยดูในโรง

จากสถานีรถไฟหาดใหญ่ ผมนั่งรถสองแถวไปที่ร้านขายยาในตลาดคลองแงะ อ.สะเดา จ.สงขลา

สักพักใหญ่มีคนขับรถเครื่องมาจอดหน้าร้าน เจ้าของร้านยาทักทายอย่างคุ้นเคยแล้วพาไปหาผม

คุณกิจพาผมนั่งมอเตอร์ไซค์ออกไปยังบ้านในสวนยางแห่งหนึ่ง ผมจะต้องพักรอคนจากเขตงานที่จะมารับหลายวัน เท่ากับเป็นการอุ่นเครื่องให้ชินกับสภาพของชนบท ก่อนจะเข้าไปในป่าเขาจริงๆ

บ้านที่ผมไปพักเป็นบ้านไม้ธรรมดาแบบชาวสวนยาง เจ้าของเป็นสามีภรรยาอายุค่อนกลางคนแล้ว มีลูกเล็กๆ ด้วย เขาให้ผมนอนในห้องเล็กด้านหลังคนเดียว ถึงเวลาก็เรียกให้ไปกินอาหารครบสามมื้อ

เขาเป็นจีนแคะ อาหารการกินจึงเป็นแบบจีนสยาม กับข้าวที่ผมไม่เคยกินและทำท่าจะชอบก็คือผัดหมูมันๆ จนน้ำมันสะเด็ด ต้องมีอยู่ทุกมื้อและทุกวัน

อีกสิ่งที่ใหม่สำหรับคนกรุงก็คือกลิ่นของธรรมชาติภาคใต้ ที่เด่นและแรงสุดคือกลิ่นของสวนยาง โดยเฉพาะของน้ำยางสดที่เขาจะนำมารีดจนเป็นแผ่น ผสมกับกลิ่นของคอกหมูและไก่บ้านหลายตัวที่เดินจิกหาอาหารไปรอบๆ บ้าน

มันเป็นกลิ่นและเสียงของชนบทจริงๆ

วันหนึ่งก็มีผู้ปฏิบัติงานมาพาผมเดินทางผ่านถนนดำเข้าไปในสวนยางและลึกเข้าไปในป่า ชื่อจัดตั้งคือคุณไส ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่ทำงานในเขตขาว แต่ยังไม่ได้ขึ้นเขา

เป็นการเดินทางที่สะดวกและไม่ยากลำบากอย่างที่คิดไว้เลย

ยังแปลกใจว่าทำไมถึงอยู่กันได้ในบริเวณที่ราบแถวๆ สวนยาง ที่ทางการก็อาจเข้ามาปราบปรามได้ไม่ยากเหมือนกัน

ในการเดินทางครั้งสุดท้ายนี้ ผมต้องทิ้งกระเป๋าและสัมภาระ เช่น เสื้อผ้า อุปกรณ์เครื่องใช้ของคนเมือง รวมทั้งหนังสือโปรดหลายเล่ม (เช่น ความเป็นมาของคำสยามฯ) รองเท้าหนัง ก็ถูกทิ้งไว้ในบ้านกลางสวนยางนั้น

ผมไม่รู้ว่าจะฝากหรือให้คนแถวนั้นดี ไม่รู้ว่าตัวเองจะได้ออกมาทางนั้นอีกไหม เพราะการเดินทางสุดท้ายคือการเข้าป่า หรือเข้าไปในเขตการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) นั้นเอง

เป็นการเดินทางที่แปลกเพราะเรากำลังจะเดินทางเข้าสู่บริเวณหรือพื้นที่ที่ไม่ได้รับการรับรองจากอำนาจรัฐ เป็นพื้นที่ที่รู้จักกันในความรับรู้ที่เป็นนามธรรม ทั้งจากฝ่ายรัฐที่เป็นผู้ปราบปรามและปฏิปักษ์อย่างที่สุด และจากฝ่ายสังคม นักคิดนักเขียน นักการเมือง คนที่ได้ข้อมูลอย่างเลือนราง

ไม่ว่าจะมาอย่างไรก็ตาม ทั้งหมดทำให้พื้นที่หรือความเป็นจริงของคอมมิวนิสต์ในไทยนั้นเป็นเรื่องที่จริงพอๆ กับนิยายหรือตำนานและละครโทรทัศน์หรือหนังไทย

หลังจากเดินผ่านสวนยางและป่าละเมาะอย่างเลี้ยวลดคดเคี้ยวจนผมจำทิศทางไม่ได้แล้ว ในที่สุดเราก็มาถึงบริเวณค่ายพักแห่งหนึ่ง ได้ยินเสียงคนพูดคุยและเห็นคนแต่งชุดสีเขียว บางคนสวมหมวกแก๊ปสีเดียวกัน

พอถึงที่พักก็เห็นนักศึกษาจำนวนหนึ่งที่หลบหนีภัยคุกคามจากในเมืองนั่งคุยกันอยู่ใต้ต้นยาง ถัดไปมีเต็นท์ทำด้วยผ้าพลาสติกสำหรับนอน กระจายอยู่ทั่วไป

จากนั้นผมได้รับการแนะนำให้รู้จักกับสหายนำในค่ายพักแห่งนั้น ปรากฏว่าเขาเป็นคนจีนรูปร่างอ้วนใหญ่ สหายอื่นๆ ก็เป็นจีนเสียทั้งหมด มีน้อยคนที่พูดภาษาไทยได้ชัดเจน

ไม่นานผมจึงได้รับการบอกเล่าว่า ที่พักแห่งนี้คือเขตงานหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พคม.) เรียกว่ากองกำลังที่ 8

ไม่นานผมก็ได้เรียนเรื่องย่อของประวัติพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ที่อาศัยชายแดนไทยมาเลเซียแถบนี้นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา โดยใช้พรมแดนเป็นแนวหลังที่สนับสนุนเสบียง ยุทธปัจจัย และเป็นที่หลบภัยยามถูกล้อมปราบจากกำลังรัฐบาลมาเลเซียมาเป็นเวลายาวนาน

ประมาณปี พ.ศ.2509 ฝ่ายนำทางเขตพัทลุงได้ส่งกำลังพลจำนวนหนึ่งไปทำงานฝังตัวตัดยางพาราที่บ้านวังพา อ.หาดใหญ่ เพื่อทำงานโฆษณากับชาวบ้านในพื้นที่

จนกระทั่งปี พ.ศ.2510 พคท.มีมติให้สร้างกองทัพสงขลาขึ้น ซึ่งมีสหายส่วนหนึ่งย้ายมาจากพัทลุง

ราวปี พ.ศ. 2513 พคท.ได้เริ่มเข้าเคลื่อนไหวในบริเวณภาคใต้ตอนล่าง อันเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวทำงานของ พคม.มาก่อน ทางฝ่าย พคม.ก็ยินดีคืนพื้นที่ให้ และหนุนช่วยการเข้ามาของ พคท.ในช่วงแรกๆ ด้วย จากนั้นก็ค่อยๆ มีสหายพื้นที่เพิ่มขึ้น

จนกระทั่งต้นปี 2519 มีกำลังในสงขลาเขต 1 ประมาณ 20 กว่าคน ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ราวสามสี่เดือนมีกรรมกรกลุ่มหนึ่งจากกรุงเทพฯ ประมาณ 10 คน ได้เข้าร่วมต่อสู้ในเขตป่าเขาแห่งนี้ บ้านวังพาเป็นหมู่บ้านแรกๆ ที่ลงไปเคลื่อนไหวงานมวลชน

เขตงานสงขลาที่ว่านี้เป็นเขต 1

ในเวลาไล่เลี่ยกันก็มีการพยายามสร้างเขตปฏิบัติงานของ พคท.อีกจุดหนึ่งในสงขลาเหมือนกัน แต่ครอบคลุมพื้นที่ อ.สะเดาบางส่วน อ.นาทวี และ อ.สะบ้าย้อย และบางส่วนของจังหวัดยะลา อยู่ตามแนวเขาสันคาราคีรีที่ทอดไปตามชายแดนไทย-มาเลเซีย มวลชนส่วนใหญ่เป็นไทยมุสลิมที่พูดภาษามลายู มีบางส่วนเชื้อสายจีน

เขตหลังนี้เรียกว่าสงขลาเขต 2 อันเป็นเขตที่ผมเข้าไปพักพิงอยู่ ที่น่าสนใจก็คือเขตนี้เป็นเขตที่ทำงานซ้อนกับของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พคม.) ซึ่งได้ทำงานมาก่อนหน้าแล้วหลายปี

เรื่องราวที่ตื่นเต้นของ พคม. ที่ไม่เคยอยู่ในหลักสูตรและงานวิจัยประวัติศาสตร์ของผมมาก่อนเลยก็ค่อยปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างไม่คาดฝัน

พรรคคอมมิวนิสต์มลายาเป็นพรรคปฏิวัติที่สองที่ก่อตั้งขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อจากพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (2467) ก่อนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหลายปี (2488)

ลักษณะร่วมของพรรคคอมมิวนิสต์ในอุษาคเนย์คือผู้ก่อตั้งเป็นคนนอก ของอินโดนีเซียคือคนดัตช์ ส่วนมลายาและไทยเริ่มต้นคล้ายกันคือนักเคลื่อนไหวคอมมิวนิสต์เหล่านี้มาจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนสาขาทะเลจีนใต้ เมื่อมีแกนนำที่เป็นคนในท้องที่แล้ว สมาชิกพรรคจีนก็ถอนตัวออก

การจัดตั้งพรรคมลายาซับซ้อนต่างจากพรรคอื่นๆ คือดำเนินไปภายใต้การชี้นำของโคมินเทอร์น (คอมมิวนิสต์สากล) ในเดือนเมษายน ปี พ.ศ.2470 โดยส่งผู้แทนที่เป็นสหายจากอินโดจีนมาร่วมพิธีจัดตั้งพรรค เขาคือโฮจิมินห์ผู้นำขบวนการเอกราชเวียดนาม

นับแต่วาระแรกของการเคลื่อนไหว พรรคคอมมิวนิสต์มลายาประสบปัญหาการแทรกซึมจากสายลับของอังกฤษ กระทั่งสามารถส่งสายลับชื่อไล่เต็ก (Lai Teck) เข้ามาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคจากปี 2482-2489

ทำให้สมาชิกและแกนนำถูกจับโดยเจ้าหน้าที่อาณานิคมอังกฤษบ่อย แต่ไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร

ระหว่างช่วงญี่ปุ่นยึดครองมลายาและสิงคโปร์ พรรคคอมมิวนิสต์มลายาทำข้อตกลงร่วมมือกับอังกฤษในการต่อต้านญี่ปุ่น จัดตั้งกองทัพประชาชนมลายาต่อต้านญี่ปุ่น (Malayan Peoples’ Anti-Japanese Army-MPAJA) ขึ้นได้รับการฝึกการรบแบบกองโจรและอาวุธจำนวนหนึ่งจากกองบัญชาการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAC) ของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ต่อสู้กับญี่ปุ่น

เมื่อญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ กองกำลังอังกฤษยังไม่ได้กลับเข้ามาปกครองมลายา

ช่วงเวลาแห่งสุญญากาศของอำนาจเจ้าอาณานิคมอังกฤษ สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายาเสนอให้ดำเนินการ “ปฏิวัติ” ประเทศต่อเลย

แต่ผู้นำพรรคและศูนย์กลางลังเลให้รอดูสถานการณ์ไปก่อน

ภายหลังถึงทราบที่มาของความผิดพลาดนี้ ที่ไม่น่าเชื่อคือก่อนญี่ปุ่นยอมแพ้ได้จับกุมไล่เต็กและทำให้เขาเป็นสายลับให้กับทางญี่ปุ่น พรรคมลายาจึงพลาดโอกาสในการยึดอำนาจรัฐและขับไล่อังกฤษออกไปดังที่โฮจิมินห์ทำได้สำเร็จในเวียดนามและซูการ์โนในอินโดนีเซียหลังจากกองทัพญี่ปุ่นที่ขับไล่กำลังเจ้าอาณานิคมตะวันตกออกไปจะยอมแพ้

ดังนั้น สภาพการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่ออังกฤษกลับมาปกครองมลายาได้อีก จึงประกาศให้พรรคคอมมิวนิสต์มลายาเป็นพรรคนอกกฎหมาย

ท่ามกลางสภาวะยากลำบากหลังสงคราม พคม.มีจุดยืนในการต่อต้านอังกฤษอย่างเอาจริงเอาจัง นำกรรมกรหยุดงานประท้วง ที่จะมีผลต่อขบวนการได้แก่การที่เฉินผิงตัดสินใจใช้การสู้ด้วยอาวุธด้วยการชี้แนะจากมอสโก เริ่มมีการโจมตีสวนยางและสังหารเจ้าของสวนยางที่เป็นคนอังกฤษและเจ้าหน้าที่อังกฤษด้วย นำไปสู่การประกาศภาวะฉุกเฉิน (Emergency) ในปี 2491 ที่ให้อำนาจตำรวจในการจับกุมและจับตายฝ่ายคอมมิวนิสต์

สงครามปฏิวัติด้วยกำลังอาวุธจึงเริ่มนับแต่นั้นมา

เป็นสงครามในประเทศที่โหดเหี้ยม ทั้งสองฝ่ายล้มตายราว 10,000 คน สร้างบาดแผลอันร้าวลึกจนถึงทุกวันนี้

ผมเดาว่าการปิดฉากของ พคท.และการต่อสู้ในป่าในปี 2530 เป็นมูลเหตุสำคัญที่นำไปสู่การยุติการสู้รบในปี 2532 ในหาดใหญ่ด้วยการลงนามในสันติภาพระหว่าง พคม.กับทั้งรัฐบาลมลายาและไทย พร้อมกับการปรากฏตัวในที่สาธารณะครั้งแรกของเฉินผิง (ที่สื่อไทยเรียกว่า “จีนเป็ง”) ผู้เป็นหัวหน้าพรรคคนสุดท้าย

เฉินผิงได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการใหญ่ของ พคม. หลังจากที่ค้นพบว่าเลขาฯ เก่าคือไล่เต็กแท้จริงแล้วเป็นสปายของอังกฤษ และต่อมาญี่ปุ่นที่คอยส่งข่าวให้แก่ทางการ

เมื่อความลับแตก ไล่เต็กก็หลบหนีออกนอกประเทศพร้อมกับเงินพรรคก้อนหนึ่ง

การตามล่าไล่เต็กก็พิสดารและตื่นเต้นไม่เบา กล่าวคือ ทาง พคม.ติดต่อให้ทาง พคท.ช่วยติดตามเพราะคิดว่าเขาต้องเดินทางผ่านดินแดนประเทศไทยก่อนออกไปยังประเทศในตะวันตก

ไม่น่าเชื่อว่าสหาย พคท.สามารถสืบหาจนพบไล่เต็กในโรงแรงแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และจัดการสังหารให้เรียบร้อย

เฉินผิงในวัยแค่ 26 ปีจึงได้เป็นเลขาธิการใหญ่ของพรรคแทน การปราบปรามและนโยบายทำลาย พคม.ของอังกฤษทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น มีการก่อตั้งหมู่บ้านแบบใหม่ที่สกัดไม่ให้อิทธิพลของ พคม.เข้ามาได้ ปิดกั้นการหาเสบียงอาหารจากหมู่บ้าน

จนในที่สุดกองกำลังของ พคม.ที่กระจายเป็นหน่วยย่อยราว 10 หน่วยต้องถอยออกจากเมืองเข้าไปซ่องสุมอยู่ตามตะเข็บชายแดนมลายากับไทย

ส่วนเฉินผิงกับสหายนำก็พำนักอยู่ในจีน เปิดสถานีวิทยุ “เสียงแห่งการปฏิวัติมลายา” (Suara Revolusi in Malaya) ซึ่งต่อมาก็ถูกปิดในปี 2524 เช่นเดียวกับวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) เมื่อเติ้งเสี่ยวผิงขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคจีน

เมื่อสงครามเวียดนามและการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนขึ้นสู่กระแสสูง พคม.เร่งยกระดับการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ มีผลต่อการต่อสู้ทางความคิดการเมืองในพรรคและกองทหาร ในปี 2513 สิ่งที่ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้นในหน่วยรบต่างๆ มีการสอบสวนว่าใครสงสัยจะเป็นสปายสายลับให้แก่ทางการ นำไปสู่การพิจารณาตัดสินลงโทษ ที่หนักคือถึงขั้นประหารชีวิต

กระทั่งกองทหาร 2 กองตัดสินใจตัดขาดแยกตัวออกจากกองศูนย์กลาง เพราะไม่เห็นด้วยกับนโยบายและวิธีการจัดการคนที่ไม่เห็นด้วยกับพรรค

นี่คือสภาพทางการเมืองและการทหารของ พคม.ที่ไม่ปกติ เมื่อผมและนักศึกษาลี้ภัยขาวในเมืองเดินทางเข้าไปถึงเขตปฏิบัติงานของ พคม. จัดตั้ง พคท.กำชับว่าไม่ให้วิจารณ์จุดยืนและท่าทีของ พคม.ที่เราเจอ เพราะทั้ง 3 กองคือศูนย์กลาง กอง 12 และกอง 8 ล้วนเคลื่อนไหวในเขตแดนไทยทั้งนั้น นั่นคือ พคท.เป็นสหายกับทุกกอง ไม่ถือหางฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

หน่วยงานแรกที่ผมเจอเป็นเขตปฏิบัติงานของ พคม.กองกำลังที่ 8 ซึ่งได้ประกาศแยกตัวออกจากพรรคคอมมิวนิสต์มลายาศูนย์กลางในปี 2517 เรียกตัวเองว่า พรรคคอมมิวนิสต์มลายา (ฝ่ายปฏิวัติ) หัวหน้าที่นำอยู่คือสหายอี้เจียง เคลื่อนไหวอยู่บริเวณจังหวัดสงขลาแถวสะเดา ทุ่งลุง คลองแงะและเขาน้ำค้าง

อีกกองที่แยกตัวไม่ขึ้นต่อศูนย์กลาง พคม.คือกองกำลังที่ 12 เรียกตัวเองว่า พรรคคอมมิวนิสต์มลายา (ลัทธิมาร์กซ์เลนิน) เคลื่อนไหวในยะลาและเบตง

ผมไม่มีโอกาสเจอเฉินผิงเพราะเขาต้องสะสางปัญหาขัดแย้งเรื่องสายลับพร้อมกับแถลงว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการลงโทษอย่างรุนแรงก่อนกลับเข้ามา หลังจากการเจรจาสันติภาพซึ่งเขาเคยทำครั้งแรกกับตนกูอับดุลเราะห์มาน นายกรัฐมนตรีคนแรกก่อนมลายาได้รับเอกราช แต่ไม่สำเร็จ

วาระสุดท้ายของเขาหลังวางอาวุธและสลาย พคม.แล้ว เขาให้สัมภาษณ์และตอบคำถามจากนักหนังสือพิมพ์และนักวิชาการอย่างเปิดอก เพราะเขาเป็นหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์มลายาที่ชื่อเสียงโด่งดัง ค่าหัวเขาในตอนนั้น 250,000 เหรียญสหรัฐ แต่ไม่มีใครรู้ประวัติความเป็นมาของเขามากนัก

ท่ามกลางเสียงตอบรับที่เป็นมิตรไปทั่วทุกทิศ เขาถูกปฏิเสธและต่อต้านในทุกทางอย่างแข็งขันจากรัฐบาลและผู้นำการเมืองมาเลเซียทั้งหมด

เขาไม่ได้รับสัญชาติมาเลเซีย ไม่ได้รับอนุญา

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘พรรคพี่น้อง’ : พรรคคอมมิวนิสต์มลายา และจุดจบของประวัติศาสตร์ (The End of History) | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...