Business Today Thai Politics 15 ธันวาคม 2566 / ภาคเช้า
“พีรพันธุ์” ชี้ “รทสช.” เป็นพรรคเป็นอนุรักษ์นิยมก้าวหน้า
พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่ นายชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา โพสต์ข้อความลาออกจากการเป็นรองโฆษก และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ว่า ตนยังไม่เห็นหนังสือลาออก แต่ตนก็รู้สึกแปลกใจสิ่งที่ชินภัสร์โพสต์ เป็นสิ่งที่ตนพูดในที่ประชุมพรรคเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (12 ธ.ค.) ว่า พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ได้แบบนั้น จะต้องเดินแบบไหน ซึ่งชินภัสร์เองก็นั่งฟังในห้องประชุม
เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (14 ธ.ค.) ตนได้เจอกับ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งคุยกับนายชินภัสร์ แต่ตนก็แปลกใจว่า สิ่งที่นายชินภัสร์สื่อสารคือ สิ่งที่ตนพูดในห้องประชุมว่าเวลานี้ประชาชนเขาเบื่อการเมืองแบบนี้ การเมืองที่มีแต่การเมือง ประชาชนต้องการนักการเมืองที่ทำงาน ฉะนั้นการเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติต้องทำงาน การเป็นผู้สมัครหรือ ส.ส.จะทำงานในสภาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องลงพื้นที่พบประชาชนเพื่อรับฟังปัญหานำมาหารือว่าจะปรับปรุงอย่างไร
ตอนนี้พรรครวมไทยสร้างชาติจะต้องไม่เป็นพรรคการเมืองเพื่อการเมือง ต้องเป็นพรรคการเมืองที่ทำงานเพื่อประชาชน พร้อมกับกล่าวว่า พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคอนุรักษนิยมก้าวหน้า อะไรที่จำเป็นต้องปรับ แต่อะไรที่เป็นเสาหลักของประเทศ อันนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เราจะต้องเก็บในสิ่งที่ดี รักษาสิ่งที่เป็นแบบไทย ส่วนอะไรต้องปรับเปลี่ยนให้ประเทศเดินหน้า สังคมเดินหน้า ประชาชนอยู่แล้วมีความสุข ต้องเปลี่ยนหมด กฎเกณฑ์กติกาใช้ไม่ได้ต้องรื้อทิ้ง
“ทนายเศรษฐา” เลื่อนยกฟ้องคดี “ชูวิทย์” ชี้แค่ติดขั้นตอนกฎหมาย
วานนี้ (14 ธ.ค.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย บุญชัย วสุนธรา ทนายความของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง เพื่อถอนฟ้องนายชูวิทย์ ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา
วิญญัติระบุว่า ก่อนหน้านี้ที่มีข้อพิพาทกัน ระหว่างเศรษฐาและชูวิทย์ และอยู่ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง แต่หลังจากที่มีการฟ้องกัน ทั้ง 2 ฝ่ายก็มีความพยายามในการไกล่เกลี่ย ประนีประนอม เพื่อยุติปัญหาและสร้างความเข้าใจ จึงจะมีการถอนฟ้อง แต่นายชูวิทย์จะฟ้องเศรษฐาแล้ว ชูวิทย์ยังไปยื่นคำร้องให้สภาทนายความตรวจสอบมรรยาททนายความกับวิญญัติ ซึ่งอาจจะทำให้การยื่นคำร้องในวันนี้อาจจะมีปัญหาในภายหลัง เนื่องจากเอกสารไม่ครบ
แต่ด้วยหนังสือมอบอำนาจ เอกสารเกี่ยวข้องกับที่นายชูวิทย์ไปแจ้งว่าตนเองผิดมรรยาททนายความ ซึ่งการยื่นถอนฟ้องในครั้งนี้ จะต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากยังต้องรอเอกสารจากนายชูวิทย์ เพื่อให้ถอนในกรณีที่นายชูวิทน์ฟ้องเรื่องมรรยาทนายความก่อน ถึงจะถอนฟ้องเรื่องอื่นได้
วิญญัติกล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้ติดใจหรือเอาความกับประเด็นดังกล่าว เพราะได้ชี้แจงไปหมดแล้วก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ก็ต้องดูเจตนาของนายชูวิทย์หลังจากนีั เชื่อว่าก็คงไม่ติดใจอะไรแล้ว ส่วนกระบวนการยื่นถอนฟ้องนั้น ต้องเลื่อนออกไปก่อน
“พวงเพ็ชร” สั่งเข้ม “กองทุนหมู่บ้าน” ปรับการทำงานรับซอฟต์พาวเวอร์
พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2566 โดยมีวราวุธ ยันต์เจริญ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายกฤช เอื้อวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายเบญจพล นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการเข้าร่วม
วันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่คณะอนุกรรมการชุดใหม่ได้ประชุมร่วมกัน ซึ่งสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2566 โดยมี พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ได้รายงานการดำเนินงานของกองทุนฯ รวมถึงโครงการสำคัญที่รัฐบาลขับเคลื่อน เช่น โครงการสร้างการรับรู้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทะเบียน และพัฒนาระบบการลงทะเบียนเข้าร่วมศูนย์บ่มเพาะ One Family One Soft Power (OFOS) ภายใต้ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ และโครงการ “โคเงินล้าน” นำร่อง ระยะที่ 1 รวมถึงได้รายงานการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกองทุนชุมชนเมืองในพื้นที่ และการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ
กมธ.กฎหมายสภาฯเร่งคดีตากใบ หลังใกล้หมดอายุความ
กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานคณะ กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ โฆษกคณะ กมธ. และวีรวุธ รักเที่ยง กมธ. แถลงข่าวผลการประชุมคณะ กมธ. เรื่องการพิจารณากรณีการดำเนินการเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ จ.นราธิวาส ว่า ด้วยประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม สำนักงานประจำจังหวัดยะลาได้ยื่นเรื่องร้องเรียน และติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีสลายการชุมนุมในเหตุการณ์ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยในปัจจุบันคดีดังกล่าวยังไม่มีความคืบหน้าและกำลังจะขาดอายุความ
ในการนี้ มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักงานอัยการภาค 9 ตำรวจภูธรภาค 9 สถานีตำรวจภูธรตากใบ และสถานีตำรวจภูธรหนองจิก เข้าชี้แจงประเด็นการเยียวยา การชดใช้ การช่วยเหลือบุคคลและครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้สูญหาย ผู้บาดเจ็บ และกรณีทรัพย์สินเสียหายหรือสูญหาย โดยคดีนี้ได้มีการจ่ายเงินเยียวยาเรียบร้อยแล้ว และมีการทำบันทึกว่าจะไม่มีการดำเนินคดีอาญาใด ๆ อีก ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวไม่สามารถทำให้คดีซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดินยอมความกันได้
ส่วนกรณีของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บนั้นยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ ขณะเดียวกันประเด็นการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งกระทำหรือรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากระยะเวลาเกิดเหตุจนถึงปัจจุบันล่วงเลยมาเป็นระยะเวลานาน จึงไม่พบสำนวนการดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐผู้ก่อเหตุ เป็นเหตุให้ไม่สามารถดำเนินการทางคดีได้แต่อย่างใด ผู้แทนจากสำนักงานอัยการภาค 9 และตำรวจภูธรภาค 9 จึงขอเวลาในการติดตามสำนวนการดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวข้องและจะแจ้งผลการดำเนินการหรือผลความคืบหน้าต่อคณะ กมธ. ภายในระยะเวลา 30 วัน นับจากวันประชุม อีกทั้งยังมีข้อเสนอให้ตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนเพื่อสอบหาสำนวนการดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐในเหตุการณ์ดังกล่าว
กมธ. จึงมีมติให้ทำหนังสือถึงอัยการสูงสุดและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บังคับบัญชา ให้เร่งรัดดำเนินการติดตามผลหรือความคืบหน้าของคดี และหากมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อาจเข้าข่ายความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วยเหตุการณ์สลายการชุมนุมกรณีตากใบนี้ เป็นกรณีที่มีความร้ายแรง แม้รัฐจะดำเนินการเยียวยาบุคคลผู้ได้รับผลกระทบไปแล้ว แต่ก็ไม่อาจเป็นเหตุให้คดีซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดินระงับ โดยเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องยังคงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย เพื่อตอบคำถามของสังคมก่อนที่คดีจะขาดอายุความ
“กัณวีร์” หนุนพรบ.สภาชนพื้นเมือง เพิ่มสิทธิ์คนไร้สัญชาติ
กัณวีร์ สืบแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ร่วมอภิปรายสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ที่เสนอโดยภาคประชาชน ตนขอสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะรัฐต้องให้ความคุ้มครองมนุษย์ทุกคน และเพื่อแก้ปัญหาสัญชาติและความเป็นพลเมือง ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ บุคคลซึ่งไม่มีสถานะบุคคล และไม่มีเอกสารระบุตัวตนจำนวนบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ซึ่งเอกสารฉบับนี้ระบุว่ามี 700,000 คน แต่ที่ภาคประชาสังคมคาดการณ์ว่าน่าจะมีประมาณ 900,000 คน
ทำไมเรายังมีบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ที่ยังไม่มีสถานะทางบุคคลในประเทศไทย รัฐจะให้ความคุ้มครองได้อย่างไร ปัญหาสมัยก่อน การจดทะเบียนเกิด การให้สถานะบุคคล ทางอำเภอต้องให้ประชาชนมารายงานตัว แต่ปัจจุบันมีการแก้ไขให้ประชาชนเข้าถึงเช่น อำเภอสัญจร เพื่อให้ประชาชนได้รับสถานะบุคคลในพื้นที่ ตามชายแดนที่มีคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ จาก 9 แสนกว่าคน เหลือ 2 แสนกว่าคน ศักยภาพของทางราชการจะเพียงพอหรือไม่
ปัญหาการให้สถานะบุคคลกับคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ที่ยังทำได้ล่าช้า จากจำนวนชนเผ่าในประเทศไทย 67 ชนเผ่า เช่น ชาวม้ง อาข่า ภาคเหนือ ชาวอูรักราโว้ย ชาวมอแกลน ชาวมันนิ ในภาคใต้ มลาบี ทางไทยและลาว และกระเติง ที่อยู่บริเวณฝั่งขวาแห่งลุ่มแม่น้ำโขง ตนจะไม่ใช่ภาคอีสาน เพราะสิ่งนี้จำเป็นได้รับความเห็นชอบในกฎหมายฉบับนี้
สิ่งที่ต้องพูดถึงคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ เพราะเป็นศูนย์กลางการพัฒนา เพราะเราต้องเข้าใจวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และสังคม เขาต้องมีตัวตน สถานะบุคคลก่อนเข้ามาพัฒนา ทำให้คนไม่มีตัวตน มีตัวตนเหมือนพวกเรา พวกท่าน เพราะการมีตัวตนจะนำทุกคนมาร่วมพัฒนาประเทศไปพร้อมกัน ตามวิถีชีวิต วิถีวัฒนธรรม อย่างหลากหลายและยั่งยืน