โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ดีแทค" ทิ้งให้ดี ก้าวสู่ Zero Landfill ปี 2565

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 ม.ค. 2564 เวลา 06.32 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 06.32 น.

โทรศัพท์มือถือนับเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการเติบโต และมียอดขายสูงกว่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ โดยประเทศไทยมีสัดส่วนผู้ใช้งานเลขหมายโทรศัพท์มือถือมากถึง 97 ล้านเบอร์ และทุก ๆ ปีมีโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ถูกจำหน่ายประมาณปีละ 14 ล้านเครื่อง

โดยสัดส่วนราว 100,000 เครื่องต่อปี เป็นของผู้ใช้มือถือครั้งแรก เท่ากับว่าโทรศัพท์มือถือเก่าประมาณ 14 ล้านเครื่องต่อปี ถูกแทนที่ด้วยเครื่องใหม่ ทำให้โทรศัพท์มือถือกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ครองสัดส่วนสูงที่สุดถึง 65% จากจำนวนขยะอันตรายมีพิษทั้งหมด

จากผลสำรวจพฤติกรรมการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ใช้งานแล้วในประเทศไทยของสำนักสิ่งแวดล้อม พบว่า ประชาชนร้อยละ 50% เลือกขายให้กับผู้รับซื้อของเก่าที่นำไปแยกชิ้นส่วน เพื่อเลือกเฉพาะส่วนที่มีมูลค่าไปขายต่อ และกำจัดซากขยะที่เหลือ ด้วยการทิ้งปะปนกับขยะทั่วไป ส่งผลต่อสุขภาพอนามัย และก่อให้เกิดปัญหามลพิษ นอกจากนั้น สถิติของกรมควบคุมมลพิษแถลงสรุปภาพรวมปี 2561 ระบุว่า ขยะอันตรายมีพิษได้รับการจัดการอย่างถูกต้องเพียง 13% เท่านั้น

ดังนั้น “ดีแทค” ในฐานะองค์กรธุรกิจที่ให้บริการด้านโทรคมนาคม ทั้งยังเป็นผู้จัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ ตระหนักถึงความรุนแรงของผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและทางสุขภาพของคนไทย จึงจัดทำโครงการ “ดีแทค ทิ้งให้ดี” เพื่อยกระดับมาตรการการจัดการซากโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เชื่อมต่อในประเทศไทย

“อรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์” ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานสื่อสารองค์กร และความยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจการให้บริการด้านโทรคมนาคมส่วนใหญ่มาจากโครงข่ายสัญญาณ เฉพาะปี 2562 ดีแทคสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 213,476 ชิ้น

แบ่งเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับจากผู้ใช้งานทั่วไป จำนวน 46,221 ชิ้น คิดเป็น 21% และขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้นจากการขยายโครงข่าย 167,255 ชิ้น หรือคิดเป็น 79% ของขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดที่เก็บได้

ส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มาจากหน่วยงานภายในดีแทค อย่างศูนย์บริการดีแทคและสำนักงานส่วนใหญ่เป็นเครื่องโทรศัพท์มือถือสำหรับทดลองใช้ อุปกรณ์เสริมที่ตกรุ่น เป็นต้น เรามีหน่วยงานทำหน้าที่ตรวจสอบจำนวนและสภาพของอุปกรณ์ หากยังมีสภาพดีอยู่จะนำกลับมาใช้ซ้ำในกิจกรรมต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ส่วนที่เสื่อมสภาพถาวรแล้วจะเข้ากระบวนการกำจัดและรีไซเคิลต่อไป”

“โครงการดีแทค ทิ้งให้ดี จึงเป็นหนึ่งในความพยายามสู่เป้าหมาย zero landfill หรือลดการฝังกลบขยะให้เหลือศูนย์ภายในปี 2565 ของดีแทค ตามนโยบายด้านการจัดการผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และสภาวะอากาศ (environment management system and climate) เรามุ่งมั่นนำขยะมือถือจากผู้ใช้งาน ไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และทำให้ไม่มีเศษขยะเหลือไปฝังกลบ โดยประชาชนสามารถทิ้งโทรศัพท์มือถือที่ไม่ใช้แล้วได้ที่จุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่ศูนย์บริการดีแทค 51 สาขาทั่วประเทศ”

“อรอุมา” อธิบายต่อว่า ดีแทคเริ่มดำเนินการจัดเก็บซากขยะโทรศัพท์มือถือเก่าเข้าสู่ระบบรีไซเคิลมาตั้งแต่ปี 2555 โดยทำงานร่วมกับเทส (TES) ที่เป็นผู้นำการดำเนินธุรกิจด้านการจัดการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบภายใต้นโยบาย zero landfill ระดับโลก ภายใต้มาตรฐาน ISO14001, OSHAH18001, ISO9001 และ ISO27001

“เทสเป็นหนึ่งในบริษัทรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ดีแทคเลือกให้จัดการขยะอย่างมีความรับผิดชอบ เราเลือกพาร์ตเนอร์รีไซเคิลตามนโยบายการจัดซื้อจัดหาสินค้า และบริการ ด้วยการประเมินความเสี่ยงด้านต่าง ๆ อาทิ ธรรมาภิบาล การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ผู้รับกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์จะต้องลงนามในเอกสารว่าด้วยข้อตกลงในการปฏิบัติธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (agreement of responsible business conduct) และต้องแสดงใบอนุญาตประกอบกิจการประเภท 106 ที่ออกโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม”

“ทั้งยังต้องระบุประเภทกิจการที่เกี่ยวข้องกับการกำจัด หรือรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงต้องมีใบรับรองมาตรฐาน NIST 800-88R1 ซึ่งเป็นมาตรฐานการกำจัดข้อมูลต่าง ๆ ที่อาจคงค้างอยู่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์”

“โดยดีแทคมีหน่วยงานกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทาน (supply chain sustainability management) ทำหน้าที่ตรวจประเมินบริษัทผู้ให้บริการรีไซเคิลเหล่านี้เป็นประจำทุกปี เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทผู้ให้บริการที่ได้รับคัดเลือกมานี้ยังคงรักษามาตรฐานกระบวนการรีไซเคิล ทั้งยังมีการพัฒนาระบบการทำงานและเทคโนโลยีอยู่เสมอ”

“ส่วนเทสจะทำหน้าที่รับซากโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ จากโครงการดีแทค ทิ้งให้ดี ไปที่โรงงาน และทำการตรวจนับ และชั่งน้ำหนักเพื่อรายงานจำนวน น้ำหนัก และสถานที่รับ เพื่อแจ้งให้ดีแทคทราบและยืนยันว่าได้รับอุปกรณ์เป็นที่เรียบร้อย จากนั้นจะนำเข้าพื้นที่จัดเก็บ”

“และจะทำการคัดแยกวัสดุตามประเภทหลัก ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ, แบตเตอรี่, หูฟัง, สายชาร์จแบตเตอรี่, พาวเวอร์แบงก์ เป็นต้น เพื่อนำวัสดุหลักดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการแกะแยก เช่น โทรศัพท์มือถือ หลังการแกะแยกจะทำการบรรจุวัสดุตามแต่ละประเภท”

“ดังนั้น วัสดุทั้งหมดจะถูกนำส่งออกไปยังโรงงานของเทสที่สิงคโปร์ เพื่อทำลายหน่วยความจำในเครื่อง และสกัดเป็นโลหะมีค่า ได้แก่ ทองคำ, ทองแดง, พาราเดี้ยม, เหล็ก, อะลูมิเนียม, ลิเทียม และวัสดุประเภทพลาสติก เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าใหม่ต่อไป”

กล่าวได้ว่า 96-98% ของขยะทั้งหมดที่ดีแทคเก็บได้ จะนำเข้าสู่กระบวนกำจัดที่ถูกต้อง ทั้งยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด, ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดคาร์บอนฟุตพรินต์ รวมถึงการไม่ทิ้งเศษซากขยะเพื่อให้เกิดขยะฝังกลบอีกด้วย

ดังนั้นนับตั้งแต่ปี 2558 ดีแทคจึงเก็บขยะมือถือได้ถึง 1,774,338 เครื่อง เพื่อนำเข้าสู่ระบบรีไซเคิล ทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ 22,330,044 กิโลคาร์บอน หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 2,481,116 ต้น

นอกจากนั้น “อรอุมา” ยังเล่าถึงผลกระทบของการทิ้งขยะมือถือรวมกับขยะทั่วไป หรือขายให้กับผู้รับซื้อของเก่าที่กำจัดขยะมือถืออย่างไม่ถูกวิธีว่า ที่ ต.บ้านเป้า อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ เป็นแหล่งประกอบกิจการรับซื้อของเก่า โดยเฉพาะขยะอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ในประเทศ มีผู้ประกอบการคัดแยกรายย่อย 72 ราย ใน 10 หมู่บ้าน เป็นบริเวณที่ชาวบ้านใช้คัดแยกทองแดงออกจากจออิเล็กทรอนิกส์ และมีปริมาณขยะที่คัดแยก 249 ตันต่อสัปดาห์

“โดยผู้เชี่ยวชาญจากกรมควบคุมมลพิษ และสำนักงานสิ่งแวดล้อมที่ 11 เก็บตัวอย่างน้ำผิวดิน และตัวอย่างดิน 4 จุด พบสารหนู และตะกั่วเกินค่ามาตรฐานของดินที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัย และเกษตรกรรมอยู่ 1 จุดที่สาธารณะ (โคกขอนแก่น) ดังนั้น ถ้าประชาชนทิ้งขยะมือถือรวมกับขยะทั่วไป หรือขายให้กับผู้รับซื้อของเก่าที่กำจัดขยะมือถืออย่างไม่ถูกวิธี จะส่งผลต่อพื้นที่โดยรวมของประเทศไทยที่จะต้องเผชิญอันตรายจากสิ่งเหล่านี้

“ดิฉันจึงอยากส่งเสริมให้ลูกค้า และผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้อง โดยมุ่งหวังว่าจะช่วยลดปัญหาเรื่องสารเคมีปนเปื้อนที่รั่วไหลจากซากอุปกรณ์เหล่านี้อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น จนเกิดเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...