โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

10 ข้อน่ารู้ก่อนศึกแดงเดือด ลิเวอร์พูล vs แมนฯยูฯ ดวลแข้งแย่งจ่าฝูง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 มี.ค. 2566 เวลา 18.10 น. • เผยแพร่ 16 ม.ค. 2564 เวลา 17.30 น.

การแข่งขันฟุตบอลในยุคโควิดกร่อยไปเยอะ เพราะแฟน ๆ ไม่สามารถเข้าชมในสนามได้ อีกทั้งเหตุผลเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่สโมสรฟุตบอลประสบปัญหาทางการเงินสืบเนื่องมาจากโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถทุ่มเงินซื้อนักเตะราคาสูงได้เหมือนเคย ทำให้ตลาดซื้อ-ขายนักเตะไม่มีการซื้อ-ขาย โยกย้ายทีมที่หวือหวาฮือฮา

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีการแข่งขันนัดสำคัญที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอย นั่นก็คือ “ศึกแดงเดือด” การดวลแข้งระหว่างหงส์แดง-ลิเวอร์พูล กับปีศาจแดง-แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งจะลงสนามแข่งขันกันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกนัดที่ 18 กันในวันที่ 17 มกราคมนี้ โดยลิเวอร์พูล ซึ่งอยู่อันดับ 2 เป็นทีมเหย้าเปิดสนามแอนฟิลด์ต้อนรับแมนฯยูไนเต็ด จ่าฝูง

ศึกแดงเดือดครั้งนี้มีความพิเศษตรงที่เป็นการแข่งในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ และเป็นการแข่งในจังหวะเวลาที่ทั้งสองทีมกำลังขับเคี่ยวแย่งตำแหน่งจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีกกันอยู่ ด้วยคะแนนที่ห่างกัน 3 คะแนนเท่านั้น ผลการแข่งขันนัดนี้จึงสำคัญมาก

ก่อนจะได้ชมการแข่งขันในอีกไม่กี่ชั่วโมง “ประชาชาติธุรกิจ” ขอชวนอ่าน 10 ข้อที่น่ารู้เกี่ยวกับศึกการแข่งขันระหว่างหงส์แดงและปีศาจแดงที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอย

1.อังกฤษมีทีมฟุตบอลเก่ง ๆ มากมายห้ำหั่นแย่งแชมป์กัน น่าสงสัยมั้ยว่าทำไมสองทีมนี้ถึงเลือกกันและกันเป็นศัตรูคู่อาฆาต ที่จริงแล้วสาเหตุมันเป็นเรื่องความแค้นระหว่างคนสองเมืองตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ก่อนที่สองสโมสรนี้จะก่อตั้งซะอีก

เรื่องมีอยู่ว่า เมืองแมนเชสเตอร์ซึ่งเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมฝ้ายจำเป็นต้องขนสินค้าไปขายผ่านท่าเรือที่เมืองลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นท่าเรือใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก สองเมืองพึ่งพาอาศัยกันอย่างนั้นมานาน จนถึงจุดที่ชาวเมืองแมนเชสเตอร์ไม่อยากเสียค่าธรรมเนียมแพง ๆ ให้เมืองลิเวอร์พูลอีกต่อไปแล้ว บวกกับชาวเมืองแมนเชสเตอร์รู้สึกไม่พอใจที่โดนชาวเมืองลิเวอร์พูลเหยียดว่าแมนเชสเตอร์เป็นเมืองของชนชั้นแรงงานที่ต่ำต้อย

เมืองแมนเชสเตอร์จึงขุดคลองจากทะเลเชื่อมเข้าไปยังเมืองของตัวเองซะเลย เพื่อจะได้ขนสินค้าไปค้าขายส่งมอบให้ลูกค้าได้โดยไม่ต้องอาศัยท่าเรือของเมืองลิเวอร์พูล เมืองลิเวอร์พูลขาดรายได้มหาศาลที่เคยเก็บค่าธรรมเนียมจากเมืองแมนเชสเตอร์ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเมืองลิเวอร์พูลอย่างมาก ความแค้นของคนระหว่างเมืองจึงเริ่มต้นขึ้น

2.ปี ค.ศ. 1878 สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (ตอนแรกใช้ชื่อ นิวตันฮีต) ถูกก่อตั้งขึ้น และต่อมา ค.ศ. 1892 สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งขึ้น โดยแยกตัวออกมาจากสโมสรเอฟเวอร์ตันที่เป็นสโมสรฟุตบอลประจำเมืองลิเวอร์พูลมาก่อน

ในปี 1894 สโมสรลิเวอร์พูลได้สิทธิ์เตะเพลย์ออฟเพื่อเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นดิวิชั่น 1 โดยคู่แข่งคือนิวตันฮีตที่เป็นทีมท้ายตารางดิวิชั่น 1 ในตอนนั้น ซึ่งลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายชนะ 2-0 ได้เลื่อนชั้น ส่วนนิวตันฮีตตกชั้น นับเป็นศึกแดงเดือดครั้งแรก ตั้งแต่ที่สีประจำสโมสรนิวตันฮีตยังไม่ใช่สีแดง

3.ถึงแม้จะเกลียดจะแค้นกันขนาดไหนก็ตาม แต่คำว่า “น้ำใจนักกีฬา” มีอยู่จริง หลังโศกนาฏกรรมมิวนิคเมื่อปี 1958 ที่เครื่องบินของแมนฯยูไนเต็ด เกิดอุบัติเหตุ ทำให้นักเตะทั้งตัวจริง ตัวสำรอง และบุคลากรในทีมเสียชีวิตไปรวม 23 คน ตอนนั้นแมนฯยูไนเต็ดอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก มีนักเตะไม่พอสำหรับการแข่งขัน สโมสรลิเวอร์พูลจึงให้แมนฯยูไนเต็ดยืมตัวนักเตะจำนวน 5 คน ถือเป็นเหตุการณ์น่าประทับใจมากครั้งหนึ่ง

4.นับตั้งแต่ปี 1894 ที่เจอกันครั้งแรกมาถึงปัจจุบัน ลิเวอร์พูลกับแมนฯ ยูไนเต็ดเคยแข่งขันกันในทุกรายการรวมทั้งหมด 232 ครั้ง ผลการแข่งขัน แมนฯยูไนเต็ดชนะ 88 ครั้ง ลิเวอร์พูลชนะ 77 ครั้ง และเสมอ 67 ครั้ง

5.การเจอกัน 10 ครั้งล่าสุด (ในช่วงปี 2016-2020) จบลงด้วยผลเสมอ 6 ครั้ง ลิเวอร์พูลชนะ 3 ครั้ง และแมนฯยูไนเต็ดชนะ 1 ครั้ง

6.ครั้งล่าสุดที่แมนฯยูไนเต็ดชนะลิเวอร์พูลภายใต้การคุมทีมของเยอร์เก้น คล็อปป์ เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2016 ซึ่งเป็นการชนะในบ้านของลิเวอร์พูลด้วยสกอร์ 1-0

7.ในเดือนนี้จะมีศึกแดงเดือด 2 นัดเกิดขึ้นในสัปดาห์ติดกัน หลังจากเจอกันในรายการพรีเมียร์ลีกวันที่ 17 มกราคมแล้ว สองทีมนี้จะดวลกันอีกครั้งในศึกบอลถ้วยเอฟเอคัพ ในคืนวันที่ 24 มกราคม ซึ่งจะแข่งที่โอลด์แทรฟฟอร์ด สนามเหย้าของแมนฯยูไนเต็ด

ทั้งนี้สถิติการเจอกันในเอฟเอคัพ คู่นี้เคยเจอกันมาแล้วทั้งหมด 17 ครั้ง ผลการแข่งขัน แมนฯยูไนเต็ดชนะ 9 ครั้ง ลิเวอร์พูลชนะ 4 ครั้ง และเสมอ 4 ครั้ง

8.เกมนี้แม้ลิเวอร์พูลเป็นเจ้าบ้าน แต่การแข่งขันในยุคโควิดที่ไม่มีคนดูในสนาม ความเป็นทีมเหย้า-ทีมเยือนจึงไม่สำคัญเท่าไหร่ เพราะไม่มีเสียงกองเชียร์ที่สร้างความหวาดหวั่นให้นักเตะทีมเยือน ทีมเหย้าจึงแทบจะไม่ได้เปรียบเทียบเยือน อีกทั้งแมนฯยูไนเต็ดยังเป็นทีมที่ทำผลงานในเกมเยือนได้ดีด้วย ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ยังไม่แพ้นอกบ้านเลยสักนัด แต่กลับแพ้ในบ้านไป 3 นัด

9.มาร์ก ลอว์เรนสัน นักวิเคราะห์ของ BBC Sport ซึ่งเป็นอดีตนักเตะลิเวอร์พูล วิเคราะห์ว่าผลการแข่งขันในวันที่ 17 มกราคมนี้จะออกมาเสมอ 1-1 ขณะที่ไมเคิล โอเว่น อดีตนักเตะของทั้งสองทีมวิเคราะห์ว่าจะเสมอ 0-0 ซึ่งถ้าผลออกมาเสมอจริง ก็จะทำให้แมนฯยูไนเต็ดได้ครองตำแหน่งจ่าฝูงต่อไป

10.สยามกีฬา สื่อดังบ้านเราวิเคราะห์ว่า แมนฯยูไนเต็ดมีโอกาสชนะมากกว่า ด้วย 4 เหตุผลคือ ลิเวอร์พูลมีเกมรับที่เปราะบาง, ลิเวอร์พูลขาดความคงเส้นคงวา, แมนฯยูไนเต็ดเป็นตัวพ่อทีมเยือน และแมนฯยูไนเต็ดอยู่ในสถานการณ์ที่ดี-นักเตะกำลังฮึกเฮิม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...