“เฮลท์ลีด” หรือ HL หุ้นร้านขายยาแห่งแรก กำลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เดือน ธ.ค.นี้
นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท เฮลท์ลีด จำกัด (มหาชน) หรือ HL เปิดเผยว่า HL จะเป็นหุ้นธุรกิจร้านขายยาบริษัทแรกที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)
โดยมองว่าร้านขายยาเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้บริโภค ในช่วงที่ไม่สบายไม่ว่าจะระดับต่ำ ถึงปานกลาง ก็จะเข้าร้านขายยา เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเข้าโรงพยาบาล โดย HL ได้ตั้งปณิธานไว้ว่า “ร้านขายยา คือที่พึ่งของชุมชน”มีเภสัชกรที่คอยให้คำแนะนำที่ดีอยู่ตลอดเวลา
ทั้งนี้ธุรกิจร้านขายยา ถือเป็นธุรกิจที่มีข้อจำกัดอย่างมาก มีกฏเกณฑ์ที่เข้ามากำกับดูแลร้านขายยาเป็นกรณีพิเศษ โดยจะต้องมีเภสัชกรที่อยู่ประจำร้านตลอดเวลา มีการควบคุมอุณหภูมิ เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการที่จะเข้ามาในธุรกิจนี้ยากพอสมควร
สำหรับ HL เป็นบริษัทที่มีศักยภาพการเติบโตได้อีกมากในอนาคต เนื่องจากยังมีบริษัทบริษัท เฮลทิเนส จำกัด (Healthiness Company Limited) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้น 100% ซึ่งประกอบธุรกิจคิดค้น และพัฒนาร่วมกับทีมวิจัยภายนอก รวมทั้งว่าจ้างผู้ผลิต เพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ภายใต้ 2 แบรนด์ ได้แก่ PRIME เป็นแบรนด์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก มีผลิตภัณฑ์จำนวนทั้งหมด 25 SKU
ส่วนแบรนด์ Besuto เป็นแบรนด์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรม ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ ผลิตภัณฑ์สลายกลิ่น และผลิตภัณฑ์หน้ากาก ซึ่งมีจำหน่ายทั้งหมด 9 SKU และสินค้าส่วนใหญ่จำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกของกลุ่มบริษัท โดยปัจจุบัน เฮลทิเนส ยังมีแผนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง และที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์ใหม่จะได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม เนื่องจากเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็น ตลอดจนเป็นสินค้าที่มีความสามารถในการทำกำไรสูง ดังนั้นจะช่วยต่อยอดการเติบโตในอนาคตได้แบบก้าวกระโดด
ทั้งนี้ HL จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนครั้งแรก (IPO) จำนวน 72 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็น 26.47% โดยบริษัทฯ มีทุนจดทะเบียนจำนวน 136 ล้านบาท และมีทุนที่ออกและเรียกชำระแล้วจำนวน 100 ล้านบาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญจำนวน 200 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ภายหลังการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนในครั้งนี้ บริษัทฯ จะมีทุนที่ออกและเรียกชำระแล้วจำนวน 136 ล้านบาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญจำนวน 272 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท โดยจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายในช่วงกลางเดือน ธ.ค.2564
ล่าสุดในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ทีมผู้บริหาร HL และที่ปรึกษาทางการเงินได้ร่วมกันนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) โดยได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างดีเยี่ยม เนื่องจาก HL เป็นธุรกิจร้านขายยาค้าปลีกในรูปแบบ Chain Store รายแรกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ภายใต้แบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงทั้ง 4 แบรนด์หลัก ประกอบด้วย iCare - Pharmax- vitaminclub-Super Drug ซึ่งจะสามารถช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ขณะที่มีจำนวนสินค้ากว่า 10,000 รายการ และมีจำนวนสาขา 25 แห่ง โดยตั้งอยู่ในทำเลชุมชน ซึ่งแต่ละสาขาสามารถสร้างรายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่อง รวมทั้งการมีทีมผู้บริหารเป็นเภสัชกร พร้อมด้วยประสบการณ์ตรงในธุรกิจร้านขายยานานกว่า 28 ปี ทำให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะสนับสนุนการเติบโตได้อย่างยั่งยืน
นายธัชพล ชลวัฒนสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฮลท์ลีด จำกัด (มหาชน) หรือ HL เปิดเผยว่า จุดแข็งของบริษัทนั้น มียาที่ครบวงจร รวมทั้งยังมีอุปกรณ์การแพทย์ มีวิตามิน อาหารเสริม รวมทั้งยังมีเภสัชกรคอยแนะนำอยู่ประจำร้านขายยาตลอดเวลา นอกจากนี้ร้านขายยาของบริษัทอยู่ใกล้แหล่งชุมชน และมีขนาดใหญ่ รวมทั้งยังมีการพัฒนาระบบเทคโนโลยี วิเคราะห์ Data อย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงการบริหารคลังสินค้า
ด้านวัตถุประสงค์ในการระดมทุนในครั้งนี้บริษัทฯจะนำเงินไปขยายสาขาและปรับปรุงสาขา รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยได้ตั้งเป้าหมายที่จะขยายสาขาปีละ 4-5 แห่ง ซึ่งจะเน้นในทำเลที่เป็นแหล่งชุมชนและที่อยู่อาศัย โดยแต่ละแบรนด์ก็เจาะกลุ่มลูกค้าที่ต่างกัน ทำให้ปัจจุบันบริษัทฯมีฐานลูกค้าครอบคลุมทุกระดับ และการมีเภสัชกรประจำอยู่ตลอดเวลา ทำให้เป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากร้านขายยาในปัจจุบัน
"การขยายสาขาถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการผลักดันรายได้ของ HL และยังมีธุรกิจนวัตกรรม เป็นธุรกิจแห่งอนาคต ที่จะต่อยอดการเติบโต ซึ่งเชื่อว่า ยังมีโอกาสขยายธุรกิจได้อีกมาก เนื่องจากเทรนด์การดูแลสุขภาพที่กำลังมาแรง และเป็นสิ่งจำเป็นหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้คนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น รวมทั้งการที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ยิ่งเป็นอีกแรงกระตุ้นให้ธุรกิจยา ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และเครื่องสำอาง ตลอดจนอุปกรณ์ทางการแพทย์ จะเติบโตได้ดี โดยมูลค่ารวมของตลาดยาอยู่ที่ประมาณ 35,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายในปี 2563 ของ HL อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาทเท่านั้น ดังนั้นจึงมีโอกาสการเติบโตได้อีกมาก" นายธัชพลกล่าว
เมื่อมีคำถามว่า ผู้บริหารจะมีการขายหุ้นในวันเข้า mai หรือไม่ นายศุภกร พันธุกานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการHL เปิดเผยว่า มีคนถามมาเยอะพอสมควร คือครอบครัวเป็นเภสัชกร ทำร้านขายยามาตั้งแต่เรียนจบ ถามว่าอยากสร้างความมั่งคั่ง หรือไม่ ก็อยาก แต่ต้องมาจากการขยาย empireหรืออาณาจักร และต้องทำอย่างที่ไม่ให้มีคนมาด่าทีหลัง
สำหรับ HL ประกอบธุรกิจลงทุนในบริษัทอื่น (Holding Company) ปัจจุบันบริษัทได้ลงทุนในบริษัทย่อย 2 แห่งได้แก่ 1.บริษัท ไอแคร์ เฮลท์ จำกัด (Icare Health Company Limited) (ไอแคร์ เฮลท์) เป็นบริษัทย่อย ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 100 % โดยไอแคร์ เฮลท์ ประกอบธุรกิจหลักคือ ธุรกิจร้านขายยา จำหน่ายยา เวชภัณฑ์ เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อุปกรณ์การแพทย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต่างๆ รวมกว่า 10,000 รายการ เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย โดยจำหน่ายผ่านร้านขายยาทั้งหมด 4 แบรนด์ ปัจจุบันมี 25 สาขา ได้แก่ iCare 10 สาขา, PharmaX 11 สาขา, vitaminclub 3 สาขา และ Super Drug 1 สาขา
และ 2. บริษัท เฮลทิเนส จำกัด (Healthiness Company Limited)ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้น 100% โดยประกอบธุรกิจหลัก คือ คิดค้น และพัฒนาร่วมกับทีมวิจัยภายนอก รวมทั้งว่าจ้างผู้ผลิต เพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ภายใต้ 2 แบรนด์ ดังนี้ PRIME เป็นแบรนด์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก มีผลิตภัณฑ์จำนวนทั้งหมด 24 SKU และ Besuto เป็นแบรนด์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรม ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ ผลิตภัณฑ์สลายกลิ่น และผลิตภัณฑ์หน้ากาก ซึ่งมีจำหน่ายทั้งหมด 9 SKU โดยส่วนใหญ่จำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกของกลุ่มบริษัท