โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประยุทธ์ ระดมวัคซีน 200 ล้านโดส ไฟเซอร์มาแน่ ถึงไทยไตรมาส 3

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 พ.ค. 2564 เวลา 06.00 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. 2564 เวลา 05.55 น.
Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

นายกฯสั่งลุยเพิ่มวัคซีนโควิค มั่นใจไทยซื้อได้ 150 ล้านโดส “อนุทิน” ลั่นไฟเซอร์มาแน่ 20 ล้านโดส กรกฎาคมนี้ ด้านนายกสมาคม รพ.เอกชน แจงวัคซีนทางเลือก สั่ง “โมเดอร์นา” ผ่านองค์การเภสัชฯ 5 ล้านโดส เคาะโดสละ 2,000 บาท พร้อมประกัน ด้านหอการค้าฯร่อนจดหมายถึงซิโนฟาร์ม-สถานทูตจีน ทาบขอแบ่งวัคซีน ขณะที่ รพ.เอกชนสบช่องให้เจ้าหน้าที่จีบคนไข้ลงทะเบียนจองฉีดวัคซีนล่วงหน้า

ขณะนี้แม้ว่ากระแสความตื่นตัวและความต้องการวัคซีนโควิด-19 จะมีมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งกลับพบว่า จากกระแสข่าวและความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งการนำเข้าวัคซีนของภาครัฐเอง และการนำเข้าวัคซีนทางเลือกของเอกชน การโฆษณาและการเปิดจองวัคซีนผ่านสื่อออนไลน์ ฯลฯ กลายเป็นประเด็นที่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนยิ่งขึ้น

100 ล้านโดสบวกวัคซีนทางเลือก

นายแพทย์เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ในฐานะคณะทำงานพิจารณาการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ชี้แจงเรื่องนี้ว่า ที่ผ่านมาการประชุมร่วมเอกชน 3 สถาบัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย

โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีข้อสรุปชัดเจนว่า ภาครัฐจะหาวัคซีนมาให้ครบ 100 ล้านโดส จากเดิมที่วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า และซิโนแวก รวมกันประมาณ 65 ล้านโดส

โดยท่านนายกฯได้สั่งการให้เร่งเจรจาหาวัคซีนอื่น ๆ เพิ่้มเข้ามาให้ครบ 100 ล้านโดส ฉีดให้คนทั้งไทยและเทศที่อยู่ในประเทศไทย 50 ล้านคน เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ซึ่งที่อยู่ระหว่างการเจรจามีทั้ง จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย.แล้ว), ไฟเซอร์ (รอขึ้นทะเบียน) และสปุตนิก วี (รอขึ้นทะเบียน)

ส่วนที่นอกเหนือจาก 100 ล้านโดส รัฐบาลเปิดโอกาสให้สมาคมโรงพยาบาลเอกชน รวมถึงเอกชน หรือผู้ประกอบการอื่น ๆ ที่มีใบอนุญาตเป็นผู้นำเข้ายาหรือวัคซีน สามารถดำเนินการหาวัคซีนทางเลือกอื่น ๆ เข้ามาเพิ่มได้ สำหรับกรณีวัคซีนโมเดอร์นาที่จัดอยู่ในกลุ่มวัคซีนทางเลือกที่จะเป็นการนำเข้าโดยภาคเอกชน ตอนนี้ค่อนข้างมีความชัดเจนแล้ว

โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด อยู่ระหว่างการยื่นขอขึ้นทะเบียนวัคซีนโมเดอร์นา และคาดว่าน่าจะได้รับการอนุญาตภายในเดือนพฤษภาคมนี้

“กรณีโมเดอร์น่าจะเป็นการซื้อในนามของสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เป็นการสั่งซื้อผ่านองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับประชาชนที่มีความต้องการ นอกจากนี้ก็ภาคเอกชนยังมีความสนใจจะหาวัคซีนทางเลือกอื่น ๆ เข้ามาเพิ่ม เช่น ซิโนฟาร์ม วัคซีนเชื้อตายจากประเทศจีน (ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน) หรือในอนาคตอาจจะมีวัคซีนตัวอื่นเข้ามาเพิ่ม”

โดสละ 2,000 บาท+ประกัน

นายแพทย์เฉลิมยังกล่าวด้วยว่า สำหรับเรื่องของราคาวัคซีนทางเลือกที่ภาคเอกชนจัดหามาเพิ่มเติม เบื้องต้นเบ็ดเสร็จไม่น่าจะเกิน 2,000 บาท/โดส รวมค่าประกัน เพื่อลดความเสี่ยงจากกรณีที่เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์หลังฉีดในกรณีที่ต้องนอนโรงพยาบาลหรือเสียชีวิต สำหรับโมเดอร์น่าเบื้องต้นคาดว่าจะมีวัคซีนเข้ามาประมาณ 5 ล้านโดส แต่ยังไม่กำหนดเวลาการส่ง คาดว่าอาจจะเป็นช่วงไตรมาส 4

รพ.จีบคนไข้จองฉีดวัคซีน

พร้อมกันนี้ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชนยังกล่าวถึงกรณีที่มีโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งมีการโฆษณาและเปิดให้ผู้สนใจลงทะเบียนจองวัคซีนโควิด-19 ผ่านเว็บไซต์ว่า ตามหลักแล้วไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะในข้อเท็จจริง โรงพยาบาลนั้น ๆ ยังไม่มีวัคซีนอยู่ในมือเลย

แต่ไปโฆษณาประชาสัมพันธ์โดยไม่ได้ขออนุญาตจากหน่วยงานที่กำกับและดูแลในเรื่องนั้น ๆ ซึ่งเป็นความผิด ที่ผ่านมาได้ขอความร่วมมือไปยังทุกโรงพยาบาลให้ถอดเรื่องนี้ออกจากเว็บไซต์แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากความตื่นตัวในเรื่องของวัคซีนโควิดที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมานอกจากโรงพยาบาลเอกชนหลาย ๆ แห่งจะได้ทยอยทำการสำรวจปริมาณความต้องการฉีดวัคซีนโควิด-19 ด้วยการให้ผู้สนใจกรอกแบบสอบถามผ่านสื่อออนไลน์และเว็บไซต์ของตัวเองแล้ว ยังมีการส่งจดหมายไปยังบริษัท หน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย

เพื่อสอบถามถึงความต้องการวัคซีนด้วย ล่าสุดมีโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งใช้บุคลากรและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล เป็นผู้ให้ข้อมูลให้คำแนะนำวัคซีนโควิดแทนกับผู้ป่วย หรือคนไข้ที่เข้าไปรักษาพยาบาล เพื่อชักชวนจูงใจให้จองการฉีดวัคซีนโควิดกับโรงพยาบาลไว้ก่อน

ไฟเซอร์ 20 ล้านโดส มา ก.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุถึงความคืบหน้าในการจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ หลังการเจรจากับผู้แทนบริษัทไฟเซอร์ว่า ประเทศไทยจะได้รับวัคซีนไฟเซอร์ 10-20 ล้านโดส ตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป และ อย.จะอำนวยความสะดวกการขึ้นทะเบียนวัคซีนไฟเซอร์ให้เร็วที่สุด

นายกฯสั่งระดมวัคซีนเพิ่ม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ PM PODCAST นายกรัฐมนตรี เล่าเรื่องผ่านเพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้า โดยช่วงหนึ่งระบุว่า

“…การระบาดของโควิด-19 ไม่น่าจะหายไปจากโลกนี้ได้โดยเร็ว เราต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตั้งแต่ตอนนี้ สิ่งที่เราต้องทำเรื่องแรกคือเราต้องเพิ่มจำนวนวัคซีนในมือของเราให้มากกว่านี้ วันนี้ตนสั่งการไปแล้วว่าประเทศไทยควรหาวัคซีนเพิ่มเติมให้เรามีถึง 150 ล้านโดสให้ได้หรือมากกว่านั้น แม้ว่าบางส่วนอาจจะส่งมอบให้เราในปีหน้าก็ตาม”

“ปัจจุบันเราได้ตั้งเป้าไว้ เดิมจัดซื้อวัคซีน 100 ล้านโดส เพื่อให้เพียงพอสำหรับฉีดให้ประชาชน 50 ล้านคน โดยหวังว่าจะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ภายในประเทศได้ แต่ตนเองก็คิดว่าเท่านั้นยังไม่พอ นอกจากนั้นเราต้องมีวัคซีนเผื่อเอาไว้ให้เพียงพอเพื่อรองรับกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอน อาจจะต้องมีวัคซีนถึง 150 ล้านโดส หรือ 200 ล้านโดสในระยะต่อไป แต่ก็ต้องคำนึงถึงอายุการใช้งานและสถานการณ์ในปีหน้าด้วย”  

ขณะที่ นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลประชุมคณะทำงานพิจารณาการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ที่มี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร เป็นประธานคณะทำงานว่า ที่ประชุมเห็นควรกำหนดให้วัคซีนโควิด-19 เป็นสินค้าควบคุม และสถานพยาบาลเอกชนควรคัดเลือกวัคซีนโควิด-19 ทางเลือกที่มีคุณลักษณะหรือยี่ห้อ แตกต่างจากวัคซีนที่ภาครัฐนำเข้ามา และสามารถจัดส่งวัคซีนได้ทันภายในปี 2564 รวมทั้งในอนาคตกรณีที่มีการวิจัยและผลิตวัคซีนโควิด-19 เพิ่มเติม ก็สามารถนำเสนอวัคซีนทางเลือกรายการอื่นเพิ่มเติมต่อไปได้

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังสรุปการจัดหาวัคซีนโควิด-19 เพิ่มเติมสำหรับภาครัฐ ประกอบด้วย ไฟเซอร์, สปุตนิก วี และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน และในการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของสถานพยาบาลเอกชนนั้น ที่ประชุมมีความเห็นว่า ควรเป็นวัคซีนโควิด-19 ในรายการอื่น ๆ ที่ไม่ได้ให้บริการโดยภาครัฐ และสถานพยาบาลของรัฐ เพื่อให้เป็นวัคซีนทางเลือกอย่างแท้จริง และไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับภาครัฐ

เช่น โมเดอร์นา, ซิโนฟาร์ม หรือวัคซีนอื่นที่มีการขึ้นทะเบียนต่อไปในอนาคต โดยขอให้มีการควบคุมราคาการให้บริการในการฉีดวัคซีนทางเลือกให้กับประชาชนในสถานพยาบาลเอกชนให้สมเหตุสมผล มีราคาที่เหมาะสม รวมทั้งได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ช่วยผลักดันให้มีบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายวัคซีนเข้ามาขึ้นทะเบียนในประเทศไทยให้เพิ่มมากขึ้น

ทำหนังสือถึงซิโนฟาร์ม

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ล่าสุดหลังจากที่หารือและได้รับคำแนะนำจากทางสถานทูตจีน หอได้ทำจดหมายถึงผู้ผลิตวัคซีนซิโนฟาร์ม และสำเนาถึงสถานทูตจีนประจำประเทศไทยแล้ว สาระสำคัญ เป็นการประสานว่า พอมีโอกาสหรือไม่ที่จะอนุญาตวัคซีนซิโนฟาร์มให้กับไทย นอกจากประเทศจีนแล้ว ยังประสานสหรัฐ และกระทรวงการต่างประเทศด้วย

ทั้งนี้ หอการค้าไทยจะไม่ทำหน้าที่ซื้อขาย แต่จะเป็นตัวเชื่อมให้กับองค์กรที่มีหน้าที่และได้รับ licence นำเข้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...