โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ไม่ได้ขโมย” แต่ “ยืมไปโชว์” ตามรอยนักสำรวจฝรั่งเศสสมัยร.5 ขนสมบัตินครวัด ไปปารีส

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 11 ส.ค. 2568 เวลา 03.46 น. • เผยแพร่ 08 ส.ค. 2568 เวลา 23.53 น.
ม. เดอลาปอต ควบคุมลูกหาบครึ่งร้อยคนขนย้ายเทวรูปขนาดใหญ่ข้ามลำธารกว้าง (ภาพจาก L’ ILLUSTRATION, 22 Aout 1874) ภาพต้นฉบับจาก ไกรฤกษ์ นานา เผยแพร่ใน ศิลปวัฒนธรรม, มีนาคม 2562.

“ไม่ได้ขโมย” แต่ “ยืมไปโชว์” ตามรอยนักสำรวจฝรั่งเศสสมัยรัชกาลที่ 5 ขนสมบัตินครวัด ข้ามน้ำข้ามทะเลไปปารีส!

“นครวัด” ตามทัศนะของรัฐบาลสยาม

วัตถุโบราณจากนครวัดถูกขนย้ายออกนอกพื้นที่มาเป็นเวลากว่า 150 ปีแล้ว จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถประเมินว่ามีจำนวนมากน้อยเท่าไร

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย และเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยสมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จไปเยือน “นครวัด-นครธม” ระหว่างวันที่ 16 พฤศจิกายน-14 ธันวาคม 2467 (ค.ศ. 1924)

ทัศนะต่างๆ หลากหลายประเด็นของพระองค์ถูกบันทึกไว้ในนิราศนครวัด ช่วยเปิดโลกทรรศน์ให้เราเห็นถึงบทบาทและความคิดของชาวสยามในการปกปักรักษาและดูแลพื้นที่เมืองพระนครในช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจ ที่น่าสนใจยิ่งแม้นว่าจะเป็นการยอมรับอยู่กลายๆ ว่าฝรั่งเศสมีผู้ชำนาญการมากกว่าที่จะเปิดเผยเรื่องของนครวัด ดังพระปรารภต่อไปนี้ (จัดย่อหน้าใหม่ – กองบก.ออนไลน์)

“แต่เมืองนครธมร้างมาช้านานกว่าห้าร้อยปี บ้านเมืองราษฎรตลอดจนราชมนเทียรที่พระมหากษัตริย์เสด็จอยู่สูญเสียหมดแล้ว ยังเหลือแต่สิ่งซึ่งสร้างด้วยอิฐและศิลาเป็นถาวรวัตถุ แม้สิ่งเหล่านั้นก็หักพังทำลายเสียโดยมาก ในบรรดาโบราณสถานแถวนี้ยังนับว่าคงดี (คือหักพังน้อย) มีแต่นครวัด ส่วนนครธมนั้นทั่วตัวเมืองและวัดวาปราสาทกลายเป็นเหมือนซ่อนอยู่ในป่าสูงอันรกชัฏ

แต่ก่อนนี้ใครจะไปดูของโบราณในนครธมก็ต้องขี่ช้างบุกป่า หาคนไปช่วยเฉพาะถางทางจึงไปดูได้ พึ่งเที่ยวดูได้สะดวกเมื่อฝรั่งเศสจัดการรักษาของโบราณในที่นี้ วิธีการที่จัดนั้น รัฐบาลมอบหน้าที่ให้สมาคมเอคโคลฝรั่งเศสเอกสตรีมออเรียนต์ ซึ่งศาสตราจารย์ฟีโนต์เป็นนายกอยู่ในบัดนี้ อำนวยการรักษาของโบราณ สมาคมจัดให้มีนายช่างฝรั่งเศสเป็นผู้จัดการรักษาของโบราณ ตั้งทำการประจำอยู่ที่เมืองเสียมราษฐ์คนหนึ่ง มีที่พักสำนักงานและคลังเป็นสาขาอยู่ที่ในนครธมอีกแห่งหนึ่ง ใช้เขมรเป็นนายงานและจ้างราษฎรเป็นคนรองงานประจำทำการราว 300 คน จ่ายเงินอยู่เดี๋ยวนี้ประมาณปีละ 50,000 บาท เป็นเงินของรัฐบาลกรุงกัมพูชาจ่ายส่วนหนึ่ง

สมาคมแบ่งเงินที่รัฐบาลฝรั่งเศสอุดหนุนสมาคมมาช่วยด้วยอีกส่วนหนึ่ง วิธีที่ตรวจรักษาของโบราณสถานนั้น เริ่มต้นเขาลงมือทำทะเบียนให้รู้จำนวนและตำแหน่งแห่งที่ของโบราณว่ามีอยู่ที่แห่งใดๆ บ้าง ข้อนี้ได้ยินว่าโบราณสถานที่เขาจดทะเบียนไว้แล้วในเขตแดนกรุงกัมพูชามีถึง 600 แห่ง

การค้นพบโบราณสถานที่ยังไม่พบนั้นตั้งสินบนไว้ ถ้าคนในพื้นเมืองใครไปพบปะมาบอกผู้จัดการ และเขาไปตรวจพบได้ความจริงแล้วก็ให้สินบนเป็นเหน็จรางวัลแก่ผู้มาบอกเป็นเครื่องล่อให้คนอื่นช่วยค้นหาด้วย

ส่วนโบราณสถานที่พบแล้วนั้นชั้นแรกเขาไปตรวจดูให้รู้ชนิดว่าเป็นฝีมือก่อสร้างอย่างดีหรือเป็นแต่ปานกลางและอย่างเลว เลือกรักษาแต่สิ่งที่ดีมิให้เป็นอันตรายหายสูญหรือหักพังเสียชั้นหนึ่งก่อน ของดีที่ยกขนได้เก็บส่งไปรักษาไว้ยังพิพิธภัณฑสถาน สิ่งที่จะยกย้ายไม่ได้แห่งใด ควรก่อคอนกรีตค้ำหรือเอาเหล็กรัดรักษามิให้พังก็ทำการรักษาไว้เสียชั้นหนึ่งก่อน ยังไม่แผ้วถางบริเวณสถานนั้นๆ การแผ้วถางค่อยทำไปทีละแห่งๆ แห่งใดที่แผ้วถางแล้วก็มิให้กลับรก บางแห่งก็ถึงพยายามขุดค้นชิ้นศิลาที่หักพังกระจายอยู่ เอากลับขึ้นเรียบเรียงให้ดีอย่างเดิม แต่ทำเช่นนั้นเฉพาะที่เป็นของงามแปลกประหลาด ถ้าเป็นของสามัญก็เป็นแต่ถางไว้ให้เตียน” [4]

กล่าวโดยสรุปอีกครั้งว่านอกจากข้าหลวงไทยจากเมืองพระตะบอง และเสียมราฐ จะปกครองดูแลนครวัด-นครธมแบบหลวมๆ แล้ว รัฐบาลสยามยังไม่มีศักยภาพหรือความรอบรู้ทางโบราณคดีโดยสิ้นเชิง อีกทั้งรัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ ก็ยังขาดความสนใจในอนาคตของพื้นที่ทับซ้อนแห่งนี้ [1]

นักสำรวจยัน “ไม่ได้ขโมย” แต่เอาของไปโชว์ที่ปารีส

นักสำรวจยุคแรกผู้เดินทางไปถึงนครวัด (ม. อองรี มูโอต์ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 – ผู้เขียน) กล่าวถึงเขมรว่า “กัมพูชาเป็นแผ่นดินที่ร่ำรวยมหาศาล แต่มีกษัตริย์ (สมเด็จพระนโรดม) ผู้อ่อนแอและกำลังละเลยราชสมบัติของพระองค์” [9]

ทรงชื่นชมกับของบรรณาการที่ฝ่ายฝรั่งเศสนำมาถวาย และข้อเสนอที่จะอุปถัมภ์ราชอาณาจักรของพระองค์ด้วยการแลกเปลี่ยนกับสัมปทานการทำป่าไม้และสิทธิ์ในการสำรวจแหล่งแร่ธาตุ เป้าหมายของฝรั่งเศสมีแรงจูงใจคือการค้าขาย เนื่องจากพนมเปญเป็นเมืองใหญ่ที่ติดต่อใกล้ชิดกับหลวงพระบาง เวียงจันทน์ ตังเกี๋ย หรือนครเว้ อีกทั้งมีทางออกทะเล (จีนใต้) อยู่ไม่ไกล จึงเป็นที่ตั้งเมืองที่เหมาะสมทางยุทธศาสตร์

ช่วงทศวรรษ 1866-76 จึงนับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับฝรั่งเศส เพราะอาณานิคมใหม่อย่างเขมรตกอยู่ในกำมือของข้าราชการหนุ่มไฟแรงและมีหัวก้าวหน้า เขาเหล่านี้กระหายชื่อเสียง ตำแหน่ง และหลงใหลในความแปลกใหม่ของดินแดนที่ค้นพบใหม่ ซึ่งแตกต่างจากโลกอันป่าเถื่อนอย่างทวีปแอฟริกา โบราณสถานอย่างนครวัดในเขมรจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายความอยากรู้อยากเห็นที่น่าตื่นเต้นกว่าทุกสิ่งที่ผ่านมาสำหรับชาวฝรั่งเศส [9]

หัวหน้าทีมผู้ขนย้ายสมบัตินครวัดออกนอกประเทศสำเร็จมีนามว่า หลุยส์ เดอลาปอต (Louis Delaporte) เขาประทับใจในความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมเขมร และต้องการอวดคนทั้งโลกในสิ่งที่เขาค้นพบเพื่อแสดงสัญลักษณ์แห่งชัยชนะและความปราดเปรื่องของนักวิชาการฝรั่งเศสให้ประจักษ์[10]

เขาได้รับมอบหมายให้นำทีมนักสำรวจจากไซ่ง่อนเดินทางสู่ตังเกี๋ย ระหว่างทางปักธงไว้ล่วงหน้าที่จะศึกษาและสำรวจนครวัดอย่างจริงจังกว่าทุกคณะที่ผ่านมา เป้าหมายสำคัญคือการรวบรวมข้อมูลทุกอย่างจากที่นั่น และนำ “ตัวอย่างโบราณวัตถุกลับไปปารีสเพื่อศึกษา แต่เดอลาปอตได้ทำมากกว่านั้น

ม. เดอลาปอตมีลูกหาบและลูกมือทีมใหญ่ที่สุดติดตามไปด้วยถึง 50 คน ที่เมืองพระนครเขาได้วาดภาพพิมพ์เขียวฉบับสมบูรณ์ขึ้นพร้อมกับแผนงานที่จะถ่ายสำเนาแผนภูมิทุกอย่างของนครวัด-นครธมอย่างที่ไม่เคยมีทีมงานชุดใดทุ่มเทมาก่อน

เขาสามารถนำโบราณวัตถุชิ้นงามๆ มากกว่า 70 ชิ้น โดยมากเป็นรูปแกะสลักขนาดใหญ่และขนาดกลางกลับไปปารีส ซึ่งเดอลาปอตอ้างว่าได้ซื้อหรือแลกเปลี่ยนกับของมีค่าที่ติดตัวไป เช่น รูปปั้นเทพเจ้ากรีกและภาพวาดภาพเขียนโดยจิตรกรยุโรป อันเป็นที่โปรดปรานของพระนโรดม เขาได้ชักจูงกษัตริย์เขมรให้เชื่อในชื่อเสียงเกียรติยศที่พระองค์จะได้รับแลกกับรูปปั้นที่ทิ้งร้างอยู่ในป่า [10]

ทั้งนี้ ม. เดอลาปอตได้ยืนยันกับพระนโรดมอย่างแข็งขันว่า

“ทางการฝรั่งเศสจะได้มอบของขวัญอันมีค่าจากกรุงปารีสเป็นสินน้ำใจเพื่อตอบแทนไมตรีจิตที่พระองค์มอบให้”

ทีมนักล่าสมบัติคาดหวังว่าจะได้นำวัตถุโบราณอันน่าตื่นเต้นจากเขมรไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ แต่ของทั้งหมดกลับถูกส่งไปพักไว้ ณ พระราชวังกองเปียญ…เพื่อการนำไปโชว์ภายในงานมหกรรมโลก หรือ Universal Exposition ของปารีสในปี 1878

ตราบถึงวันนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าวัตถุโบราณจากเมืองมรดกโลกจำนวนมากน้อยเพียงใดที่ถูกนำออกนอกประเทศโดยชาวฝรั่งเศส

แต่ก็เป็นที่รับรู้กันอย่างแพร่หลายว่าของทั้งหมดตกค้างอยู่ ณ กรุงปารีสมานานกว่า 140 ปีแล้วภายในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ แต่จัดแสดงอยู่มากมายก่ายกองที่พิพิธภัณฑ์กีเมต์ (Guimet Museum) อย่างถูกต้องตามกฎหมายโดย ไม่มีใครกล้าแตะต้อง [10]

ชมไกรฤกษ์ นานา เล่าบริบทเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสยาม กัมพูชา และฝรั่งเศสจากคลิปด้านล่างนี้

youtube

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] ไกรฤกษ์ นานา. “นักสำรวจฝรั่งเศสยุครัชกาลที่ 5 ผู้ขนย้ายสมบัตินครวัด แจง ‘ไม่ได้ขโมย’ แต่ ‘แลกเปลี่ยนเรียนรู้’ (ตอนที่ 1),” ใน ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 40 ฉบับที่ 4 (กุมภาพันธ์ 2562), น. 62-82.

[4] ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. นิราศนครวัด. สำนักพิมพ์มติชน, 2545.

[9] Chandler, David. ประวัติศาสตร์กัมพูชา. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2543.

[10] Dagens, Bruno. Angkor Heart of an Asian Empire. London : Thames & Hudson, 1989.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “นักสำรวจฝรั่งเศสยุครัชกาลที่ 5 ผู้ขนย้ายสมบัตินครวัด แจง ‘ไม่ได้ขโมย’ แต่ ‘ยืมเอาไปโชว์ที่ปารีส’ (ตอนจบ)” เขียนโดย ไกรฤกษ์ นานา ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม 2562

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 พฤษภาคม 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ไม่ได้ขโมย” แต่ “ยืมไปโชว์” ตามรอยนักสำรวจฝรั่งเศสสมัยร.5 ขนสมบัตินครวัด ไปปารีส

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...