โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Love, Death + Robots : เรื่องสั้น ความรัก สัจธรรม และจักรวาลไซไฟอันเหนือจินตนาการ

The MATTER

อัพเดต 29 พ.ค. 2564 เวลา 17.10 น. • เผยแพร่ 29 พ.ค. 2564 เวลา 17.07 น. • Thinkers

โลกใบนี้ของเรามีเรื่องสั้นยาวมากมายยิ่งกว่าจำนวนประชากรที่มีหลายพันล้าน เช่นเดียวกับหนัง 5 แสนกว่าเรื่องและซีรีส์เกินกว่า 500 เรื่องทั่วโลกที่ทั้งสร้างมาจากเรื่องจริงและเป็นเรื่องแต่งที่ต่างก็ถูกผลิตขึ้น เพื่อถ่ายทอดความคิด สะท้อนอะไรบางอย่าง และสร้างความบันเทิงให้กับประชากรเหล่านั้น ซึ่งหากจะบอกว่า เรื่องราวที่ควรค่าแก่การถูกนำมาบอกเล่านั้นต้องมีความน่าสนใจและมีแนวทางของตัวเองที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ซีรีส์ Love, Death + Robots ของ Netflix เป็นหนึ่งในซีรีส์ที่มีมีองค์ประกอบเหล่านั้นอยู่ครบถ้วนทีเดียว

Love Death + Robots (เลิฟ เดธ แอนด์ โรบอท) มาจากแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นจากการปะทะชนกันของ เดวิด ฟินเชอร์ (David Fincher) (ผู้กำกับ Fight Club,Gone Girl, Se7en) กับ Tim Miller (ผู้กำกับ Deadpool) สองผู้สร้างและผู้กำกับฝีมือฉกาจที่ทุกคนรู้จักกันดี

ผลลัพธ์ของแรงกระเพื่อมคืออนิเมชั่นซีรีส์ที่ขายดีที่สุดเรื่องหนึ่งของ Netflix บอกเล่าเรื่องราวไซไฟ/แฟนตาซีเกี่ยวกับความรักความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ, เลือด, ความหวาดกลัว, สัญชาติญาณการเอาชีวิตรอด ,ความตาย หุ่นยนต์, เทคโนโลยีกับความน่ากลัวของมัน, วิวัฒนาการ, โลกอนาคต, ความเสื่อมถอย (ทั้งวัตถุและใจคน) และอีกมากมาย ผ่านลายเส้นที่แตกต่าง เป็นตัวของตัวเอง อีกทั้งยังเล่ามันอย่างเปลือยชัด โจ่งแจ้งทั้งด้านภาพ ภาษา เนื้อหา ด้วยความเป็นเรต R โดยบางเรื่องของ Love Death + Robots เป็นเรื่องที่ดัดแปลงจากนิยายเรื่องสั้นมาสู่ภาพ ในขณะที่บางเรื่องเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาใหม่

ซีซั่นแรกมี 18 ตอน ซีซั่น 2 มี 8 ตอน และซีซั่น 3 ที่ถูกอนุมัติล่วงหน้าไว้แล้ว และจะกลับมาอีกครั้งภายในปีหน้า

จะพูดถึงซีรีส์เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปถึงต้นกำเนิดของมันก่อน เมื่อปี ค.ศ.2008 เดิมทีสองคนนี้มีความตั้งใจที่จะสร้างหนังไม่ก็ซีรีส์ภาคต่อภาพยนตร์อนิเมชั่นชื่อ Heavy Metal (ค.ศ.1981) หนังประเภท anthology ที่บอกเล่าเรื่องราวไซไฟแฟนตาซีหลากรส หลากอารมณ์ เป็นเรื่องสั้น เนื้อหาจบในตอน และประกอบไปด้วย 8 เรื่องราวกับ 1 ปัจฉิมบท และหลังจากที่ตามหาสตูดิโอที่สนใจให้ทุนสนับสนุนในการสร้างอยู่พักใหญ่ ในท้ายที่สุดก็มาลงเอยที่ Netflix

ทำให้หากจะบอกว่า Love Death + Robots เป็นภาคต่อทางจิตวิญญาณของ Heavy Metal ก็คงไม่ผิดนัก

"สาเหตุที่ผมชอบ Heavy Metal ก็เพราะว่าผมชอบเรื่องสั้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และการที่มันเป็น anthology (เนื้อหาแตกต่างกันใน 1 เรื่อง) ทำให้มันเป็นอะไรที่น่าหยิบไปทำมาก ผมกับ David พยายามอยู่เป็นปีๆ ก่อนที่สุดท้าย Netflix จะพูดกับเราว่า 'ฟังดูน่าสนใจดีนะ งั้นนี่คือเงินทุน พวกคุณรับไปและเอามันไปสร้างสิ่งที่ยอดเยี่ยมให้เราที' " Tim Miller บอกกับ IGN

อีกทั้งยังเล่าอีกด้วยว่า ที่ซีรีส์ออกมาได้แบบนี้ เพราะเป็นความใจป้ำ กล้าได้ กล้าเสีย กล้าเสี่ยงของ Netflix (อย่างที่เราเห็นๆ กัน) Netflix เป็นองค์กรที่ค่อนข้างเปิดกว้าง ในขณะที่เจ้าอื่นอาจมองว่านี่เป็นความเสี่ยง Netflix มองว่ามันเป็นโอกาสที่จะได้ทำอะไรใหม่ๆ ทั้งที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าจะเวิร์กหรือไม่ และใช้ทุนเยอะซะด้วย แต่เพราะพวกเขาฟังแล้วชอบ พวกเขาจึงอนุมัติให้ลุยให้รู้แล้วรู้รอดกันไป

จึงกำเนิดเกิดมาเป็น Love Death + Robots ซีรีส์ตัวชูโรงเรื่องนึงของ Netflix ที่เปิดมุมมองและดึงชวนผู้ชมจากทุกมุมโลก หันมาสนใจงานอนิเมชั่นมากขึ้น

ตามหลักการของการเล่าเรื่องทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ เรื่องเล่า นิยาย เรื่องสั้น เพลง ดนตรี ข่าว แม้กระทั่งภาพวาดหรือเซ็ตภาพถ่าย ต้องการสิ่งที่เรียกว่า 'ธีม' เพื่อกำหนดรูปแบบของงานสร้างสรรค์นั้นๆ แล้วสื่อสารมันออกมาให้ชัด ไม่หลุดประเด็น นั่นทำให้ Love, Death + Robots ที่แม้จะเป็นซีรีส์จบในตอน และแต่ละตอนนั้นมีความหลากหลายทั้งภาพและเนื้อหาราวลูกเด้งหรือลูกอมหลากสีในตู้กดตามห้างสรรพสินค้า เป็นซีรีส์ที่มีความชัดเจน จากการที่มีธีมใหญ่ครอบอยู่อีกที นั่นก็คือ ความรัก ความตาย และหุ่นยนต์

หลายคนคงรู้สึกหลงใหลสนใจในซีรีส์เรื่องนี้ตั้งแต่เห็นตัวอย่างและแม้จะยังไม่ได้ดู นั่นก็เพราะเพราะชื่อ 'Love, Death + Robots' ที่สรุปสิ่งที่จะนำเสนอต่อผู้ชมด้วยตัวมันเองอย่างสมบูรณ์แบบ

Love กับ Death ความรักกับความตาย เป็นสิ่งที่เป็นสัจธรรม และแสดงถึงความเป็น 'สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ชีวะ (bio species)' ที่มีเกิด มีเจริญเติบโต และมีดับ มีสูญสลาย ราวกับถูกกำหนดมาแล้วให้มีแค่นี้และสร้างวงจรใหม่ต่อได้ด้วยการสืบพันธุ์เท่านั้น ไม่สามารถยืดอายุจากตัวมันเองอย่างฝืนธรรมชาติได้ (อย่างน้อยๆ ก็ในปัจจุบัน อนาคตก็ไม่แน่)

ในขณะที่ Robots นั้น คือ 'จักรกล' แสดงถึงอีกขั้นของวิวัฒนาการและการถือกำเนิดของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ที่วงจรยาวกว่าของเรา พวกมันสามารถซ่อม ปรับอะไหล่ เปลี่ยนแหล่งพลังงาน ตั้งโปรแกรม ใส่ข้อมูล กระทั่งถ่ายเทตัวตน และทำอย่างอื่นได้อีกมากมายที่สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ธรรมชาติสร้างมาแบบเราทำไม่ได้

หรือก็คือ Robots แสดงถึงปลายสุดของสายพานวิวัฒนาการนั่นเอง ประวัติศาสตร์พวกเรามนุษย์ทำได้เพียงแค่เดินไปถึงจุดจุดหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นยุคนี้ที่นับเป็นปลายทางสุดท้ายของพวกเราแล้ว และยุคใหม่กำลังจะเริ่มต้นโดยหุ่นยนต์ แดนดรอยด์ กับปัญญาประดิษฐ์ และการตั้งคำถามว่าพวกมันจะพัฒนาไปได้ไกลขนาดไหน และโลกเราจะเป็นยังไงเมื่อหุ่นยนต์เดินทางไปไกลถึงจุดจุดหนึ่งแล้ว แต่เราอยู่ที่เดิม แย่กว่านั้นคือกำลังถอยหลังซะด้วย

ฉะนั้นหากให้สรุปชัดเจนถึง Love, Death + Robots อยากให้จินตนาการตามว่า มีเส้นเชือกยาวๆ หนึ่งเส้น ด้านซ้ายสุดมีคำว่า 'มนุษย์' อยู่ (ความรักกับความตายเองก็อยู่ในคำคำนี้เช่นกัน) ส่วนในอีกด้านหรือขวาสุด มีคำว่า 'หุ่นยนต์'

นั่นคือแนวทางของซีรีส์เรื่องนี้ และซีรีส์ก็เล่าเรื่องภายใต้กรอบที่ไม่มีกรอบของเส้นเชือกดังกล่าว ที่ไม่ได้จำกัดแค่ 3 คำ เพราะมันเป็นเพียงจักรวาลของสิ่งที่ย่อยกว่า เมื่อมองลึกลงไปจะเห็นได้ว่าสามารถต่อยอด จินตนาการ และสร้างเรื่องราวได้อีกเป็นจำนวนมาก ที่แม้แต่ละตอนจะพูดถึงเรื่องที่ดูจะไปไกลแค่ไหน หรืออาจดูไม่เกี่ยวข้อง สุดท้ายถ้าพิจารณาดีๆ ก็จะพบว่า ยังวกกลับมาชื่อเรื่องอยู่ดี และคำว่ารัก คำว่าความตาย และคำว่าหุ่นยนต์เองก็ไม่จำเป็นจะต้องมีความหมายตรงตัว 1 คำ 1 ความหมายตามดิกชันนารีเสมอไป

Love = ความรักในคนอื่น, ความรักในตัวเอง, รักในเพื่อน,รักพี่น้อง, รักในคนที่เรารัก และรักข้ามสายพันธุ์

เช่น 'Shape-Shifters' ที่เกี่ยวกับมนุษย์หมาป่าที่ถูกใช้เป็นอาวุธของกองทัพทหาร แต่ถูกรังเกียจ ไม่เห็นคุณค่า และถูกปฏิบัติราวกับไม่ใช่มนุษย์ (แม้จะมีคำว่าหมาป่าตามหลังก็ตาม), 'Good Hunting' ความรักของเด็กชายกับปีศาจจิ้งจอก, 'Pop Squad' ตำรวจในโลกอนาคตที่ทุกคนเป็นอมตะและการมีลูกเป็นสิ่งต้องห้าม ที่ได้เข้าใจความหมายของคำว่าการมีชีวิตที่แท้จริง หรือ 'Ice' ทริปดูปลาวาฬเรืองแสงของพี่ชายคนธรรมดากับน้องชายมนุษย์ดัดแปลงบนดาวน้ำแข็งที่มีสภาพอากาศโหดร้าย

Death = ชีวิต, ความตาย, ความเฉียดตาย, การดิ้นรนกับสัญชาติญาณการเอาชีวิตรอด, การหันไปมองชีวิตก่อนตาย, สัจธรรม และวงจรชีวิต

เช่น 'The Drowned Giant' การพรรณนาและเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อซากศพมนุษย์ยักษ์ที่ถูกคลื่นซัดมาเกยชายหาด, 'The Tall Grass' ชายที่หลงในหญ้าสูงมิดที่หัวถูกสัตว์ประหลาดจ้องเอาชีวิต เป็นตอนที่ใช้รถไฟและหญ้าสะท้อนถึงการเดินทางและอุปสรรคกับปัญหาระหว่างการมีชีวิตและเติบโตเดินทางไปข้างหน้า, 'Life Hutch' ชายผู้ติดกับอยู่กับหุ่นยนต์ระบบการทำงานผิดพลาดที่ฆ่าเขาได้ทุกเมื่อ, 'Snow in the Desert' มนุษย์อมตะฆ่าไม่ตาย และ 'The Witness' การเป็นพยาน การฆ่า และการผลัดการฆ่าแบบวนลูป หรือ 'Ice Age' วัฏจักรชีวิตและอารยธรรมนุษย์โลกแบบมินิในตู้เย็นห้องเช่า

and Robots = หุ่นยนต์, เทคโนโลยี, วิวัฒนาการ, ความก้าวหน้าล้ำสมัย, การปฏิวัติ, จิตวิญญาณ และอนาคต

เช่น 'Three Robots' อีพีแรกที่เล่าเรื่องถึงหุ่นยนต์สามตัวที่มาท่องเที่ยวในเมืองมนุษย์หลังโลกและเผ่าพันธุ์มนุษย์ล่มสลายแล้ว กับ 'Zima Blue' ที่ถูกยกให้เป็นตอนที่ดีที่สุดของซีรีส์เรื่องนี้ เล่าถึงศิลปินเอก Zima Blue ที่โด่งดังทั่วโลกจากภาพวาดที่มีการใช้สีฟ้าเสมอและไม่มีใครเคยรู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน การเปิดเผยที่มาของเขาทำให้คนดูและตัวละครในเรื่องต้องอึ้ง และอินกับความดีพไปตามๆ กัน

จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียวที่จะแบ่งแยกประเภทของแต่ละตอนของ Love, Death + Robots ให้ชัดเจน เพราะเนื้อหาใน 1 เรื่องราวนอกจากจะโยงไปยังคำใดคำหนึ่งในสามคำของชื่อเรื่องแล้ว มีสิทธิ์ที่จะมากกว่าหนึ่ง หรือกินควบทั้งสามคำเช่นกัน และในส่วนของความยาวก็ไม่ได้คงที่ตายตัว บางตอนยาวแค่ 6 นาทีไม่ทันอะไรก็จบแล้ว บางตอนเกือบ 20 นาที แต่ส่วนมากจะเฉลี่ยอยู่ที่ 10 เป็นส่วนใหญ่

การเล่าเรื่องด้วยเรต R เองก็มีผลต่อการถ่ายทอดเนื้อหาเป็นอย่างมาก จะมีบางเรื่องที่ใช้ความจัดจ้านของเรตที่มักว่ากันว่าเป็น 'เรตที่ไม่มีเรต' อย่างไม่คุ้มค่า หรือใช้เพียงแค่ให้เลือดสาด เซ็กซ์ หรือคำหยาบ แต่นั่นไม่ใช่กับเรื่องนี้

อีกส่วนที่ควรพูดถึงคือเนื้อหาของแต่ละตอน ที่แบ่งเป็นเรื่องราวประเภทตั้งแต่ดูเอามันดูเอาสนุกอย่างเดียว สั้นๆ แต่ได้ใจความ ดูแล้วได้ข้อคิดทันที ไปจนถึงมีความเป็นปรัชญา (philosophical) ให้เก็บมานั่งทำท่าเท้าคางขบคิดแบบรูปปั้น The Thinker ให้ตกตะกอนอยู่พักใหญ่ ซึ่งสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาประเภทไหน หรือขณะดูและดูจบทันทีรู้สึกว่าได้อะไรจากมันหรือไม่ เมื่อกลับมามองอีกรอบ (ไม่ว่าจะเพื่อเขียนรีวิวหรือบอกต่อให้เพื่อนฟัง) ก็จะเห็นประเด็นอะไรบางอย่างจากตอนนั้นๆ เสมอ

อีกหนึ่งลูกเล่นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ของ Love, Death + Robots คือการขึ้นไอคอน 3 ไอคอนหลังโชว์ชื่อเรื่อง เพื่อเป็นการบอกใบ้ว่า ในตอนนั้น เรากำลังดูอะไรประมาณไหน ทำให้เราเกิดกิจกรรมคาดเดาสนุกๆ ก่อนดู และรอดูว่าจะตรงกับที่เดาไว้หรือไม่ และเรื่องนั้นๆ จะเชื่อมโยงไปยังไอคอนพวกนั้นได้ยังไง

นอกจากนี้ยังมีการสลับลำดับตอน ทำให้พอดูจบแล้วอยากมาคุยกับเพื่อน จึงค่อนข้างงงเป็นไก่ตาแตกว่า ตกลงไอ่ตอน…ที่เรากำลังพูดถึงเนี่ย เป็นตอนเดียวกันเรื่องเดียวกันมั้ย ซึ่งถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ คือน่างงพอๆ กับผลสำรวจบางอย่างที่ผลออกมาราวกับอยู่คนละจักรวาลคู่ขนานกับเรานั่นเอง

ตรงนี้ไม่ว่าจุดประสงค์คืออะไร จะเป็นแค่การสลับเพื่อสร้างจุดเด่น หรือสลับเพราะความต้องการบางอย่างของโปรดิวเซอร์ ดูเหมือนว่ามันจะได้ผลในเวย์ที่คนดูเกิดการจำชื่อเรื่องและเนื้อหาได้ดี เนื่องจากไม่สามารถพูดเลขตอนกับเพื่อนๆ ของพวกเขาได้

ทั้งหมดที่ได้กล่าวไปคืออัตลักษณ์และการสร้างภาพจำของ Love, Death + Robots ที่ทำได้แบบเดียวกับซีรีส์แนวเดียวกัน The Twilight Zone หรือ Black Mirror การดูเรื่องนี้เราไม่ได้มองว่าหรือดูเพราะตอนใดตอนหนึ่งเป็นพิเศษ (นั่นเป็นเรื่องหลังดูแล้ว) แต่เราดูเพราะเรามองตัวซีรีส์เป็นกลุ่มก้อนของชุดอาหารที่ประกอบไปด้วยเมนูหลากหลาย รสชาติไม่ซ้ำ กินแล้วไม่เบื่อ

ความน่าสนุกของหนังหรือซีรีส์ประเภทที่พาคนดูหลุดโลกไปกับการจินตนาการอย่าง 'ไซไฟ' หรือ 'แฟนตาซี' คือการไม่รู้เลยว่าเราจะถูกนำพาไปพบเจอกับอะไรบ้าง และไม่ว่าเนื้อหาจะมีการอ้างอิงโลกแห่งความเป็นจริงแค่ไหน นั่นคือโลกอีกใบที่ต้องมีการสร้างเงื่อนไขและได้รับการอธิบายโลกนั้นๆ ใหม่ไม่มากก็น้อย ส่วนความน่าสนใจของเรื่องสั้นคืออิสระเสรีในการสร้างสรรค์ ที่ไม่ต้องคำนึงหรือผูกโยงมันกับเรื่องราวที่อยู่ก่อนอยู่หลังอยู่ซ้ายอยู่ขวา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตระกูลของไซไฟแล้ว เป็นอะไรที่ไร้กฎเกณฑ์อย่างยิ่ง

 

Love, Death + Robots เป็นซีรีส์ที่ใช้ข้อดีของทั้งสององค์ประกอบหลักได้คุ้มค่า คือไซไฟและความเป็น anthology กับตัวเรตที่ให้อิสระในการอยากพูดอะไรพูด อยากเล่าอะไรเล่า ได้อย่างคุ้มค่า นั่นเป็นเหตุผลที่แฟนๆ หนังซีรีส์แนวไซไฟไม่ (ควร) พลาดซีรีส์เรื่องนี้ และไม่ว่าจะถูกใจมากน้อย ชอบทุกตอน ชอบบางตอน เฉยๆ กับบางอีพี หรือไม่ชอบบางอีพีก็ตาม ทั้งหมดที่ได้กล่าวไปก็ยังทำให้ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์ must see สำหรับคนที่จ่าย Netflix อยู่เสมอ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...