โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

ครบรอบ 16 ปีอัลบั้ม ‘Believe’ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ยืนยันในพลัง ‘ความเชื่อ’ ของ Bodyslam

BT Beartai

อัพเดต 22 เม.ย. 2564 เวลา 11.57 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 00.54 น.
ครบรอบ 16 ปีอัลบั้ม ‘Believe’ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ยืนยันในพลัง ‘ความเชื่อ’ ของ Bodyslam

วันที่ 22 เมษายนนี้เป็นวันครบรอบ 16 ปีอัลบั้ม ‘Believe’ อัลบั้มเต็มชุดที่ 3 ของ บอดี้สแลม (Bodyslam) วงร็อกขวัญใจมหาชนชาวไทย ที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงกับภาพปกที่มาพร้อมสมาชิกทั้ง 4 ในชุดดำแบบชาวร็อกยืนหันหลังให้กับเราและหันหน้ามองไปยังแสงทองของตะวันที่กำลังโผล่พ้นออกมาตรงเส้นขอบฟ้าไกล แสงทองย้อมจับไปทั่วปกของอัลบั้ม ด้านบนมีโลโก้ที่วาดตวัดเป็นรูปตัว b ด้วยเส้นสีขาวแบบเรียบง่ายแต่ให้อารมณ์ของการเคลื่อนไหว เพียงภาพปกของอัลบั้มก็สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างของบอดี้สแลม

Bodyslam จาก 3 มาเป็น 4

หนึ่งเลยคือสมาชิกวงที่เปลี่ยนจาก 3 คนมาเป็น 4 คนเมื่อ ‘เภา’ รัฐพล พรรณเชษฐ์ มือกีตาร์คนเก่าได้ขอออกจาวงไปด้วยเหตุของทัศนคติการทำงานที่ไม่ตรงกัน และได้ 2 สมาชิกใหม่ ‘ชัช’ สุชัฒติ จั่นอี๊ด และ ‘ยอด’ ธนชัย ตันตระกูล มาเติมเต็มวงในตำแหน่งกลองและกีตาร์ให้มีความเป็นวงร็อกที่สมบูรณ์ ชัชเองเคยตีกลองให้กับบอดี้สแลมมาก่อนจึงคุ้นเคยกันดีอยู่ ส่วนยอดคือสมาชิกหน้าใหม่ที่ชัชชักชวนเข้ามาให้ลองเล่นกับวงดู ก่อนที่ต่อมาทั้งคู่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในลายเซ็นของวงที่ไม่สามารถแยกออกจากความเป็นบอดี้สแลมไปได้เลย บอดี้สแลมทั้ง 4 ต่างมีความเป็นซุปตาร์’ในเครื่องดนตรีที่ตัวเองเล่น และเป็นไอดอลให้กับพี่ ๆ น้อง ๆ ที่มีใจรักในเสียงดนตรี (และหลังจากนี้ถึงจะมีส่วนผสมที่ 5 คือ ‘โอม’ เปล่งขำ ที่เข้ามาสร้างสีสันใหม่ให้กับวงในตำแหน่งมือคีย์บอร์ด)

ก้าวแรกใน ‘จีนี่’

การเปลี่ยนแปลงต่อมาก็คือการย้ายสังกัดจากค่ายอินดี้ ‘มิวสิค บั๊กส์’ มาสู่ค่ายใหญ่เบอร์หนึ่งของไทยคือ ‘จีนี่เรคอร์ดส’ ในเครือของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ที่วงพี่อย่าง ‘บิ๊กแอส’ (Big Ass) ได้นำร่องย้ายมาปูทางไว้ก่อนหน้านี้และออกอัลบั้ม ‘Seven’ ออกมาในปี 2547 กับจีนี่หนึ่งปีก่อนที่อัลบั้ม ‘Believe’ จะถูกปล่อยออกมา เพราะฉะนั้นถึงจะย้ายค่ายแต่ทีมที่ทำเพลงร่วมกันก็ยังสานต่อจากจุดเดิมได้ไม่มีสะดุด อัลบั้มนี้จึงมี ‘อ๊อฟ’ และ ‘กบ’ บิ๊กแอสเป็นโปรดิวเซอร์ และได้ทีม Mango มาช่วยกันเกลาเพลงให้มีความกลมกล่อม

ในด้านของดนตรี อัลบั้มนี้มีความเป็นโมเดิร์นร็อกที่เท่และเข้มข้น แนวดนตรีเหมือนถูกบอกใบ้ผ่านเสื้อยืดวงดนตรีที่สมาชิกแต่ละคนใส่ เช่น Unearth, Funeral for a Friend ซึ่งต่างเป็นวงดนตรีที่กำลังได้รับความนิยมในแนวทางที่เรียกว่า ‘Emo’ และเราก็สามารถสัมผัสได้ถึงอิทธิพลของดนตรีในทิศทางนี้จากงานเพลงในอัลบั้ม Believe เช่นในเพลง “คนที่ถูกรัก” และ “ห้ามใจ” แต่บอดี้สแลมก็ได้ใส่ความเป็นตัวเองลงไป จนมันมีเอกลักษณ์ในแบบฉบับของพวกเขาที่ปรากฏอยู่ในทุกลวดลายทางดนตรี ไม่ว่าจะเป็นกลองของชัชที่มีลูกเล่นจัดจ้าน หนักแน่น ครบเครื่อง ชอบมีเล่นพวกลูกเครื่องทองเหลืองแพรวพราว ซับซ้อนแต่ฟังแล้วเข้าถึงง่าย เบสอุ่น ๆ หนึบแน่นเปี่ยมสีสันจาก ‘ปิ๊ด’ ธนดล ช้างเสวก สมาชิกคนสำคัญที่ร่วมเดินทางด้วยกันมาตั้งแต่ยุควง ‘ละอ่อน’ กีตาร์ริฟฟ์เท่ ๆ และไลน์ลิกสวย ๆ ชวนจดจำที่มาพร้อมกับไลน์โซโล่ที่เราฮัมตามได้จากยอด และเสียงร้องอันหล่อเหลาจริงใจเปี่ยมเสน่ห์ของ ‘ตูน’ อาทิวราห์ คงมาลัย ที่สื่ออารมณ์เพลงออกมาได้ถึงใจคนฟัง ปลุกพลังในใจของชาวไทยให้พร้อมโบยบินไปในทุกบทเพลงของบอดี้สแลม ซึ่งไม่เพียงแต่ในท่วงทำนองดนตรีเท่านั้นที่มีความเป็นบอดี้สแลม ในเนื้อเพลงก็มีการใส่ความเป็นตัวเองลงไปอย่างเต็มที่เรียกได้ว่าอัลบั้มนี้เป็นการเซ็ตแนวทางเพลงและเนื้อหาเพลงในแบบบอดี้สแลมอย่างชัดเจน

บทเพลงแห่ง ‘ความเชื่อ’

หนึ่งในลายเซ็นของเนื้อเพลงบอดี้สแลมคือการเป็นบทเพลงที่พูดเรื่อง ‘ความเชื่อ’ การเชื่อในตัวเอง การใช้ชีวิตในแบบที่เราเชื่อ (เช่นในเพลง “บอดี้สแลม” จากอัลบั้ม ‘Drive’ ที่เหมือนเป็นการบอกถึงความหมายของชื่อวง) ซึ่งเนื้อหานี้ถูกพูดตั้งแต่แทร็กแรกของอัลบั้ม “ชีวิตเป็นของเรา” บทเพลงร็อกที่เป็นเสมือนกับ anthem ของปรัชญาอัตถิภาวนิยม ที่บอกให้เราเชื่อในตัวของเราเอง เชื่อในชีวิตที่มันเป็นของเรา เพราะฉะนั้นจงใช้มันซะในแบบที่ใจเราต้องการ แค่ฟังเพลงแรกก็เลือดลมสูบฉีดแล้ว ต่อมาคือ “ขอบฟ้า” แทร็กที่ 2 ของอัลบั้มแต่เป็นซิงเกิลเปิดตัวอัลบั้มที่สร้างความว้าวและเซอร์ไพรส์ให้กับแฟน ๆ ของบอดี้สแลมด้วยภาพลักษณ์ใหม่ สมาชิกใหม่ และแนวทางของดนตรีที่พัฒนาขึ้นมาในแนวทางใหม่ กับเพลงรักอกหักแบบเข้มข้นที่เติมความหล่อด้วยเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงการยอมรับความจริงว่าระหว่างเธอกับฉันเราคงมากันได้แค่นี้ ฉันเลยจะส่งเธอให้กับเขาเพื่อที่เขาจะได้พาเธอไปยังเส้นขอบฟ้า โดยตอกย้ำอย่างหนักแน่นว่า “จะเจ็บเท่าไหร่ฉันก็จะทน” เพลงนี้หากดูใน MV จะเห็นว่าพี่ตูนใส่เฝือกที่มือและมีผ้าปิดแผลที่คางด้วยนั่นไม่ใช่เพราะต้องการเติมความเจ็บปวดให้พระเอก MV แต่ว่าพี่ตูนนั้นล้มจริง ๆ ตอนที่วิ่งในฉากช่วงต้นเพลงก็เลยกลายเป็นอะไรที่ดูเข้ากับเพลงไปเลย เพลงต่อมาคือ “คนที่ถูกรัก” เพลงรักหวานหูที่ทำงานกับคนฟังในแบบเดียวกับ “หวั่นไหว” จากอัลบั้ม ‘Drive’ ที่มาพร้อมท่อนอันเร้าใจชวนกระโดดให้หัวใจมันสั่นไหว ต่อมาก็ถึงคราวเพลงช้ากันบ้างกับ “ความรักทำให้คนตาบอด” เพลงช้าเพลงแรกจากอัลบั้มที่เจ็บปวด งดงามและคมคาย ท่อนกีตาร์อินโทรของเพลงนี้เป็นที่น่าจดจำมาก ๆ มาง่าย ๆ แต่ได้ใจสุด ๆ

และก็ถึงคราวของเพลง “ความเชื่อ” ที่จะเรียกว่าเป็นไตเติลแทร็กก็คงไม่ผิดนัก กับบทเพลงที่เป็นเสมือนหัวใจของอัลบั้มนี้ (และเป็นหัวใจของความเป็นบอดี้สแลมเลยก็ว่าได้) กรู๊ฟและสัดส่วนดนตรีที่เกิดจากลูกเล่นลีลาของกีตาร์-เบส-กลองมันจึ๊กจั๊กได้ใจจริง ๆ สะท้อนอารมณ์ของการไป ๆ หยุด ๆ เหมือนคนที่กำลังลังเลหรือทดท้อใจเวลาที่ทำอะไรสักอย่างแล้วยังไม่เชื่อมั่นไม่เชื่อใจในตัวเอง ก่อนที่ท่อนฮุคจะเป็นตัวแทนของพลังที่ถูกปลุกขึ้นมาให้เราเดินหน้าด้วยความเชื่อที่มีในหัวใจ ปลุกพลังความเชื่อที่เกือบมอดดับให้ลุกไหม้ขึ้นมาด้วยไฟแห่งฝัน ซึ่งได้ ‘น้าแอ๊ด คาราบาว’ ราชาเพลงเพื่อชีวิตผู้มีศักดิ์เป็นอาแท้ ๆ ของพี่ตูน มาร่วมปลุกพลังแห่งความเชื่อไปด้วยกัน เสียงของน้าแอ๊ดทรงพลังมากทำให้ความเชื่อในหัวใจเรามันลุกโชนขึ้นมาได้ในทันทีเลย นี่เป็นฟีเจอริ่งเพลงแรกของบอดี้สแลม และเหมือนจะเป็นเพลงแรก ๆ ของวงการเพลงร็อกไทยที่มีการฟีเจอริ่งกัน สร้างกระแสการฟีเจอริ่งให้เป็นที่นิยมในเวลาต่อมา  

นอกจากนี้ก็ยังมี “พูดในใจ” อีกหนึ่งเพลงช้าที่งดงามกับการต้องเก็บงำความรู้สึกไว้ในใจ เสียงหวานเศร้าของพี่ตูนเคล้าไปกับไลน์กีตาร์หวาน ๆ ของพี่ยอด เพลงรักช้ำ ๆ ซื่อ ๆ แต่พุ่งตรงเข้าถึงหัวใจ “รักก็เป็นอย่างนี้” เพลงสนุก ๆ ที่ซาวด์ดนตรีมีกลิ่นอายของงานเพลงในอัลบั้มก่อน ๆ “ห้ามใจ” เพลงนี้มีความเป็น emo สุด ๆ อารมณ์เข้มจากท่อนร้องตัดด้วยความหวานสว่างในท่อนฮุคกลมกล่อมลงตัวมาก “ไม่รู้เมื่อไหร่” บทเพลงที่อาจไม่ฮิตแต่กลมกล่อมลงตัวและมีห้วงอารมณ์ดนตรีที่งดงาม เพลงนี้พี่ตูนเป็นคนเขียนเนื้อร้องเอง ซึ่งเราจะเห็นถึงลายเซ็นบางอย่างที่จะมาปรากฏอีกในเพลงจากอัลบั้มต่อ ๆ มา เช่นการใช้คำว่า ‘แสงไฟ’ เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงวันใหม่ ความหวัง เป้าหมาย “พรุ่งนี้ยังมีอีกแสงไฟ แต่ร่างกายไม่ยอมให้ใจมันสั่ง ทุกคืนยังหลับฝัน ถึงเธอ” ถึงเนื้อเพลงจะดูเศร้า ๆ แต่พอได้สัมผัสกับอารมณ์สว่างใสในบทเพลงนี้ก็รู้สึกชุ่มฉ่ำหัวใจขึ้นมา ปิดท้ายด้วย “เจ็บจนวันนี้” อะคูสติกบัลลาดเศร้า ๆ เพราะ ๆ ปิดอัลบั้มอย่างช้ำ ๆ แต่ชุ่มฉ่ำใจไปด้วยความไพเราะ

ในแง่หนึ่งอัลบั้ม ‘Believe’ เองก็เป็นเหมือนกับหลักฐานชิ้นสำคัญของบอดี้สแลมที่แสดงให้เห็นถึงพลังของความเชื่อ แม้กระทั่งตัวสมาชิกวงเองก็ต่างกระโจนออกจากจุดที่เคยเป็นและก้าวมาสู่จุดที่อาจจะเป็นโลกที่ตัวเองยังไม่รู้จัก เป็นจุดเสี่ยง จุดกดดันที่ต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างหนักเพื่อทำตามความฝันและทำในสิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่น ซึ่งพวกเขาก็ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วถึงพลังความเชื่อที่พวกเขามี ทำให้สารในบทเพลงนั้นไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำเท่ ๆ หากแต่เป็นพลังแห่งความจริงที่ถ่ายทอดออกมาจากข้างในอย่างจริงแท้ และได้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อมั่นในใจเราทุกครั้งที่ได้สัมผัส

‘Believe’ จึงเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของวงการเพลงไทย เป็นหนึ่งในย่างก้าวครั้งสำคัญของวงร็อกไทยที่ยังคงหยัดยืนอย่างมั่นคง เป็นแบบอย่างที่ดีทั้งทางดนตรีและการใช้ชีวิต เป็นการตอกย้ำเราอย่างหนักแน่นว่า ความเชื่ออันบริสุทธิ์นั้นมีพลังมากมายแค่ไหน.

ครบรอบ 16 ปีอัลบั้ม ‘Believe’ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ยืนยันในพลัง ‘ความเชื่อ’ ของ Bodyslam
ครบรอบ 16 ปีอัลบั้ม ‘Believe’ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ยืนยันในพลัง ‘ความเชื่อ’ ของ Bodyslam
ครบรอบ 16 ปีอัลบั้ม ‘Believe’ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ยืนยันในพลัง ‘ความเชื่อ’ ของ Bodyslam
ครบรอบ 16 ปีอัลบั้ม ‘Believe’ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ยืนยันในพลัง ‘ความเชื่อ’ ของ Bodyslam
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...