3 หุ้นร่วมวงผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า รับเทรนด์พลังงานใหม่ในอนาคต
กระแสยานยนต์ไฟฟ้ามีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยหลายๆบริษัททั้งผู้เล่นรายใหญ่ รายเล็กก็กระโดดเข้าร่วมวงในธุรกิจนี้ ไม่ว่าจะเป็นสิ้นส่วนของยานยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งล่าสุดศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกมาประเมินว่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้า กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ดังนั้นครั้งนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาสำรวจดูว่ามีหุ้นตัวไหนบ้าง เข้าร่วมวงในรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
NDR ภายใต้แบรนด์ ETRAN
เริ่มจาก NDR ที่ก่อนหน้านี้นายชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ดี.รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NDR เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินธุรกิจของบริษัท อีทราน (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ ETRAN ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนถือหุ้นในสัดส่วน 35%ว่า ขณะนี้สามารถเริ่มจดทะเบียน รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า กับกรมการขนส่งทางบกได้แล้ว หลังจากที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด ทำให้การจดทะเบียนรถต้องหยุดชะงักไป
ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถส่งมอบ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ได้ภายในเดือนตุลาคมนี้จำนวนกว่า 20 คัน และอีกกว่า 60 คันภายในเดือนพฤศจิกายน โดยคาดว่ารวมทั้งปีจะสามารถส่งมอบรถได้ทั้งสิ้น 1,000 คัน ตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ ETRAN มีคุณสมบัติทรงประสิทธิภาพที่ประหยัดกว่า มีระยะทางต่อการชาร์จถึง 180 กิโลเมตร รวดเร็วด้วยการ Swap แบตเตอรี่ลิเที่ยม ไม่ต้องรอชาร์จ ทำความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีดีไซน์ที่โดดเด่นทันสมัย คล่องตัว นอกจากนี้ ETRAN มีแผนจะเปิด ETRAN Power Station จำนวน 7 สถานีในกรุงเทพฯ ภายในปี 2564 นี้ และขยายให้ครบ 100 สถานีภายในช่วงปี 2565-2566
AJA เปิดขาย และผนึกกับ CHO
ถัดมา AJA หรือ บริษัท เอเจ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ที่ได้วางจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจากการสำรวจข้อมูลผ่าน www.ajthai.com มีการจำหน่าย รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จำนวน 4 รุ่น คือ AJ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า AJ EV BIKE รุ่น Q5, AJ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า AJ EV BIKE รุ่น C-LIKE, AJ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า AJ EV BIKE รุ่น C-LIONและAJ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า AJ EV BIKE รุ่น Z3
นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมา AJA ยังได้ลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) หรือ CHOทำการศึกษาโครงสร้างชิ้นส่วนประกอบและราคาของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อความเป็นไปได้ที่จะผลิต ประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าทั้งคันหรือบางส่วน และตัวแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
โดยในช่วงที่ผ่านมานายพิชัย ปัญจสังข์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AJA เปิดเผยว่าได้ลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับ CHO ทำการศึกษาโครงสร้างชิ้นส่วนประกอบและราคาของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อความเป็นไปได้ที่จะผลิต ประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าทั้งคันหรือบางส่วน และตัวแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะลดต้นทุนของการจัดสร้างรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในการจำหน่ายและให้ลูกค้าได้ใช้บริการหลังการขาย
ทั้งนี้ AJA มั่นใจในศักยภาพของ CHO ซึ่งเป็นบริษัทฯที่มีประสบการณ์ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์มายาวนาน เพื่อเป็นพันธมิตรในการศึกษาและพัฒนาการประกอบและผลิตชิ้นส่วนของรถ EV Bike และตัวแบตเตอรี่ โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้ ก่อนที่จะเปิดตัว EV Bike สายพันธุ์ไทย ภายในต้นปี 65 และก้าวสู่ความเป็นผู้นำตลาดในอนาคต
ปัจจุบัน มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า "AJ พระเอกตัวจริงไปได้ไกล…คู่ใจคุณ" นำเข้าจากประเทศจีน มีให้เลือกทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ หลากสไตล์ หลายความแรง มีสินค้า 4 รุ่น ประกอบด้วย มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า AJ EV BIKE รุ่น Q5 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า AJ EV BIKE รุ่น C-LIKE มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า AJ EV BIKE รุ่น C-LION มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า AJ EV BIKE รุ่น Z3 ราคาเริ่มต้นที่ 39,900-49,900 บาท
เปิดมุมมองนักวิเคราะห์เกี่ยวกันตลาดยานยนต์ไฟฟ้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ตลาดจักรยานยนต์ไทยในปีนี้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่กดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยเฉพาะในกลุ่มฐานรากซึ่งเป็นกลุ่มผู้ซื้อหลัก อย่างไรก็ตาม ในบรรดารถจักรยานยนต์ประเภทต่างๆ พบ 2 กลุ่มที่กลับขยายตัวได้ดีสวนกระแสตลาด โดยกลุ่ม แรกคือ จักรยานยนต์บิ๊กไบค์รุ่นขนาด 251 ถึงไม่เกิน 400 ซีซี
ส่วนอีกกลุ่มคือ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เนื่องจาก การสนับสนุนของภาครัฐภายใต้แผน นโยบาย 30/30 (ส่งเสริมให้ในปี 2573 มีการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ 675,000 คัน คิดเป็น 30% ของการผลิต) และบีโอไอยังสนับสนุนให้ผู้ลงทุนผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปีด้วย ก่อให้เกิดการขยับการลงทุนจากทางฝั่งนักลงทุนเพิ่มขึ้น
ประกอบกับหากเทียบต้นทุนในการถือครองที่ต่ำกว่ารถจักรยานยนต์ใช้น้ำมัน (หากใช้งานเพื่อการเดินทางทั่วไปในชีวิตประจำวันด้วยระยะทางและอัตราเร่งไม่สูง) รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจึง กลายมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีการทำตลาดในปัจจุบันยังเป็นเพียงกลุ่มที่ทำตลาด รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ากระแสใหม่ ทั้งรูปแบบการนำเข้ามา และที่ผลิตโดยคนไทยเอง ประกอบด้วย 2 กลุ่ม คือ กลุ่มธุรกิจพลังงานที่ต้องการเข้ามารุกตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อโอกาสในการสร้างรายได้จากพลังงานทางเลือกอื่น ทดแทนน้ำมันที่จะลดบทบาทลงเรื่อยๆ ในอนาคต และกลุ่มผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าหรือที่ร่วมทุนกับนักลงทุนต่างประเทศซึ่งเป็นหน้าใหม่ในวงการรถจักรยานยนต์
ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้รวมกันสามารถสร้างส่วนแบ่งการตลาดให้กับ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้เพียง 0.2% ของตลาดรถจักรยานยนต์รวมในปัจจุบัน สาเหตุหลักที่การเติบโตของตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ายังมีอยู่จำกัดน่าจะมาจากจุดอ่อนสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1.ระดับราคาแบตเตอรี่ที่ยังอยู่ในระดับสูง 2.ความสะดวกและระยะเวลาในการชาร์จพลังงานไฟฟ้ายังไม่ตอบโจทย์ผู้ซื้อหลัก ซึ่งรถจักรยานยนต์แต่ละยี่ห้อ ต่างก็มีโจทย์ที่แตกต่างกันโดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ชาร์จไฟแบตเตอรี่เอง ณ ที่พักอาศัย และ กลุ่มที่ใช้วิธีเปลี่ยนแบต
ในมุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงเห็นว่า ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการอาศัยจังหวะนี้รุกชิงส่วนแบ่งตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในลักษณะที่มั่นคงระยะยาว อาจต้องแสวงหาความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น ในการพัฒนารูปแบบการใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้าซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญและมีผลมากที่สุดต่อการตัดสินใจซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจพลังงานที่มีโอกาสสูญเสียรายได้เมื่อน้ำมันเป็นที่ต้องการน้อยลงเรื่อยๆ และค่ายรถจักรยานยนต์กระแสหลักเองก็หันมาพัฒนาแบตเตอรี่ใช้เอง
ทั้งนี้หากการพัฒนาตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศสามารถเติบโตขึ้นได้ ซึ่งอาจต้องอาศัยทั้งการให้การ ส่งเสริมจากภาครัฐ การลงทุนพัฒนารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบสนองต่อความต้องการใช้ของผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการ กระจายจุดชาร์จไฟฟ้าหรือให้บริการเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่เหมาะสม ก็อาจทำให้ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเติบโตขึ้นได้อย่าง ต่อเนื่องในประเทศ
โดยปีที่เป็นคาดว่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะกลายเป็นสินค้าระดับ Mass คือ ช่วงหลังจากปี 2567 เป็นต้นไป ที่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นตลาด Mass ของค่ายรถจักรยานยนต์กระแสหลักคาดว่าน่าจะมีการทยอยเปิดตัวออกมาสู่ตลาด ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองแนวโน้มตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของไทยว่ามีโอกาสที่จะเติบโตในปี 2564 และ 2565 ดังตาราง
อย่างไรก็ตามแม้ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะมีโอกาสเติบโตได้ในอนาคตทั้งจากการสนับสนุนของภาครัฐ และ จากแผนการพัฒนาก้าวเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต แต่การขยายตลาดในช่วงแรกนั้นไม่ง่ายเนื่องจากแบตเตอรี่ซึ่ง เป็นต้นทุนหลักยังมีราคาแพงและใช้เวลานานในการชาร์จ ส่วนถ้าหากจะใช้การสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ซึ่งสะดวกและรวดเร็ว กว่าก็ยังมีประเด็นเรื่องการกระจายตัวของจุดเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่มีไม่มาก ทั้งนี้เนื่องจากการที่แบตเตอรี่ของแต่ละยี่ห้อยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงทำให้การลงทุนตั้งจุดเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้ทั่วถึงนั้นยังมีต้นทุนที่สูง ซึ่งอาจต้องอาศัยการพัฒนา ทั้งเทคโนโลยีแบตเตอรี่และรถจักรยานยนต์ร่วมกันในประเทศจึงจะทำให้เกิดการขยายตัวได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น