สืบหาบรรพบุรุษต้นราชวงศ์จักรี ฤๅสืบเชื้อสายมอญ หรือ ราชวงศ์พระร่วง?
ตามรอยสืบหาบรรพบุรุษ ต้นราชวงศ์จักรี
ตามขนบธรรมเนียมประเพณีราชสำนักสยามแต่โบราณจะไม่นิยมกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าแผ่นดินแต่ละพระองค์ไว้เป็นหลักฐานอ้างอิง ส่วนใหญ่มักปกปิดเป็นความลับ หรืออย่างดีก็แค่เพียงกล่าวไว้เป็นนัย ๆ พอเป็นที่รับรู้กันแต่วงใน ส่งผลให้พระราชประวัติของพระเจ้าแผ่นดินสยามแต่ละพระองค์มีความลึกลับและมืดมนอนธการยิ่งนัก
แต่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(ครองราชย์ พ.ศ. 2394-2411) นับเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยามพระองค์แรกที่ทรงยอมเปิดเผยถึงประวัติบรรพบุรุษ ต้นราชวงศ์จักรี ไว้ในพระราชหัตถเลขาสำหรับพระราชทานแก่เซอร์จอห์น เบาริง(Sir John Bowring) ราชทูตอังกฤษที่เดินทางเข้ามายังประเทศสยาม เพื่อขอแก้สนธิสัญญาทางพระราชไมตรีระหว่างสยามกับอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2398
โดยเซอร์จอห์น เบาริง ได้นำพระราชหัตถเลขาฉบับดังกล่าวมาตีพิมพ์ลงในหนังสือเรื่องราชอาณาจักรและราษฎรสยาม(The Kingdom and People of Siam) ของตน ความว่า
“กล่าวกันว่า ต้นตระกูลทางฝ่ายท่านบิดาของเราเป็นชาวเมืองหันสวัตตี… อันเป็นเมืองหลวงของพะโค ที่สังฆราชปัลเลอกัวซ์ได้เขียนเลียนเสียงไปอย่างผิด ๆ หรือออกเสียงชื่อภาษาสันสกฤตว่า ‘หงสาวดี’ ในสมัยนั้นกษัตริย์ที่ปกครองเมืองพะโคมีพระนามในภาษามอญว่าJamna ti cho[1] และเรียกเป็นภาษาสันสกฤตว่า ‘ดุษฎีสาวิชัย’… คนในตระกูลเป็นเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง รับราชการเป็นทหารของกษัตริย์ผู้ทำสงครามชนะอยุธยาเมื่อประมาณคริสต์ศักราช1552/พ.ศ. 2095 แล้วตั้งให้กษัตริย์ชาวสยามผู้ปกครองสยามตอนเหนือที่เป็นพันธมิตรของพระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดินของสยามทั้งหมดที่อยุธยา มีพระนามว่า ‘พระมหาธรรมราชาธิราช’…ได้นำพระราชบุตรของพระเจ้ากรุงสยาม… ไปเป็นตัวประกันที่เมืองพะโค
พระเจ้ากรุงสยามในขณะนั้นทรงยินยอมจะเป็นเมืองขึ้นของพะโค พระโอรสที่ได้ติดตาม… มีพระนามว่า พระนเรศร… ผู้ประทับหรือเสด็จอยู่ในเมืองพะโคตลอดพระชนม์ชีพหรือตลอดรัชกาลของกษัตริย์มอญผู้พิชิต[2]เมื่อกษัตริย์ได้เสด็จสวรรคต พระนเรศรทรงพบเห็นบ้านเมืองพะโคตกอยู่ในความยุ่งยากที่จะเลือกผู้สืบทอดราชสมบัตินานถึงครึ่งเดือน จึงทรงชักชวนบรรดาครัวมอญที่จงรักภักดีต่อพระองค์ให้ติดตามมา ทรงหนีกลับมาสู่แผ่นดินเกิดของพระองค์ในสยามด้วยเหตุนั้น และทรงประกาศตนเป็นอิสระไม่ขึ้นกับกรุงหงสาวดีอีกต่อไป ในตอนนี้คนในตระกูลที่รับราชการเป็นทหารของพระเจ้ากรุงหงสาวดีได้ติดตามมากับสมเด็จพระนเรศรด้วย แล้วตั้งหลักแหล่งอยู่ในอยุธยา ในพื้นที่ที่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้นได้พระราชทานให้…
หลังจากรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศร… เรื่องราวของตระกูลนี้ได้ขาดหายไปจากการรับรู้ของพวกเรา จนกระทั่งถึงแผ่นดินสมเด็จพระนารายู[3]… ทรงปกครองอยุธยาและละโว้ เมื่อประมาณคริสต์ศักราช1656-82/พ.ศ. 2199-2225 ในรัชสมัยของกษัตริย์พระองค์นี้ สองพี่น้องผู้เป็นอภิชาตบุตรที่ได้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลดังกล่าว เป็นที่โปรดปรานที่สุดของพระเจ้าแผ่นดิน จึงได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้คนผู้พี่เป็นที่ ‘เจ้าพระยาคลัง'[4]เป็นใหญ่ในเรื่องการต่างประเทศ ผู้ต้อนรับคณะทูตฝรั่งเศสซึ่งเดินทางมายังสยามในช่วงเวลานั้น
และโปรดเกล้าฯ ให้น้องชายของท่านเจ้าพระยาพระคลังชื่อว่า ปาล[5]ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะทูตสยามไปเยือนฝรั่งเศส เพื่อตอบแทนมิตรภาพของรัฐบาลฝรั่งเศส แต่ว่าเรือได้แตกที่แหลมกู๊ดโฮป ที่ซึ่งราชทูตและคณะติดค้างอยู่เป็นเวลานานพอสมควร และต่อมาภายหลังได้เดินทางต่อไปจนถึงฝรั่งเศส ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากรัฐบาลฝรั่งเศสขณะนั้น และได้เดินทางกลับสู่ประเทศสยาม พอดีกับผู้เป็นพี่ได้ถึงแก่อนิจกรรม สมเด็จพระนารายูจึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเขา(นายปาล) เป็นหัวหน้าคณะทูตในที่ทำการของท่านผู้เป็นพี่ชาย คือ ‘เจ้าพระยาคลัง’ เสนาบดีการต่างประเทศ
กล่าวกันว่าบุพการีของพวกเราสืบสายเลือดต่อลงมาจากท่านผู้เป็นอภิชาตบุตรนี้เอง แต่ว่าที่ทำการและงานราชการของพวกเขามิได้สืบทอดกันในชั่วอายุคนอยู่2-3 รัชสมัยของกษัตริย์สยามที่ครองราชย์สืบต่อจากสมเด็จพระนารายู จนกระทั่งถึงแผ่นดินของพระภูมินทราชาธิราช[6]… ผู้ได้ปกครองแผ่นดินสยามตั้งแต่คริสต์ศักราช1706-32/พ.ศ. 2249-75 ในสมัยนั้น ต้นตระกูลผู้เป็นบิดา[7]ของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์แรก[8]และเป็นปู่ของพระราชบิดา[9]ในพระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบัน(ตัวข้าพเจ้า)[10] กับพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อน(พระเชษฐาผู้ทรงล่วงไปแล้วของข้าพเจ้า)[11] แห่งสยาม เป็นอภิชาตบุตรของตระกูลที่สืบเชื้อสายมาจากเสนาบดีต่างประเทศที่ได้กล่าวมาแล้ว
ท่านได้ย้ายหลักแหล่งจากอยุธยามาเพื่อความสุขของชีวิต และตั้งบ้านเรือนที่ ‘สะกุตรัง’(Sakutrang) เป็นท่าเรือบนลำน้ำสายเล็กอันเป็นสาขาของแม่น้ำใหญ่ ตรงรอยต่อของราชอาณาจักรสยามตอนเหนือกับตอนใต้ ที่ประมาณละติจูด13 องศา15 ลิปดา30 พิลิปดา เหนือขึ้นไปเล็กน้อย กับลองติจูดที่90 องศา90 ลิปดาตะวันออก ท่านผู้เป็นอภิชาตบุตรคนดังกล่าวได้ถือกำเนิดขึ้นที่นั่น และได้กลายเป็นผู้มีความชำนาญและมีความรู้ความสามารถในทางราชการ
ท่านได้ออกจาก ‘สะเกตรัง’(Saketrang) ไปยังอยุธยา ที่ซึ่งได้รับคำแนะนำให้เข้ารับราชการและได้สมรสกับธิดารูปงามของครอบครัวคหบดีจีนที่ร่ำรวยที่สุดในย่านที่อยู่อาศัยของชาวจีน ภายในกำแพงเมืองตรงมุมด้านตะวันออกเฉียงใต้ของอยุธยา และได้กลายเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าแผ่นดิน… และได้รับแต่งตั้งให้เป็นอาลักษณ์ทำหน้าที่ออกหนังสือโต้ตอบสื่อสารถึงเมืองปากเหนือ(คือทุกเมืองหรือแคว้นในภาคเหนือ ทั้งที่เป็นอิสระและเป็นเมืองขึ้นของสยาม) และเป็นผู้รักษาพระราชลัญจกร เฉพาะในประการหลัง ทำให้มีราชทินนามเป็น ‘พระอักษรสุนทรเสมียนตรา'”[12]
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสถึงเรื่องบรรพบุรุษ ต้นราชวงศ์จักรี ว่าสืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนางมอญเมืองหงสาวดี(พะโค) ซึ่งตามเสด็จสมเด็จพระนเรศ(ครองราชย์ พ.ศ. 2133-2148) เข้ามารับราชการอยู่ยังกรุงพระมหานครศรีอยุทธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระองค์ที่1 (ขุนพิเรนทรเทพ ครองราชย์ พ.ศ. 2112-2133)
เมื่อนำเค้าโครงเรื่องขุนนางมอญผู้เป็นบรรพบุรุษ ต้นราชวงศ์จักรี มาสอบกับพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาแล้ว เข้าใจว่าเป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งระหว่างพระญาเกียรติและพระญาพระราม พระราชพงศาวดารฯ ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์(จาด) ซึ่งเป็นต้นแบบพิมพ์เขียวของพระราชพงศาวดารฯ ฉบับความพิสดาร ซึ่งสอบชำระในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อคราวพระญาเกียรติกับพระญาพระรามตัดสินใจอพยพหนีราชภัยจากพระเจ้าหงสาวดีเซงพยูงาซีเชง(พระเจ้านันดาบาเยง ครองราชย์ พ.ศ. 2124-42) โดยเสด็จสมเด็จพระนเรศเข้ามารับราชการอยู่ยังพระนครศรีอยุทธยา หลังจากที่พระองค์ทรงประกาศอิสรภาพตัดขาดทางพระราชไมตรีกับกรุงหงสาวดีเมื่อ พ.ศ. 2127 ว่า
“ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเสด็จยกพยุหแสนยากรไปถึงเมืองแครง ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น10 ค่ำ เดือน6 ขณะนั้นรู้ข่าวไปถึงซักแซกยอถ่างเจ้าเมืองแครงให้ปลัดเมืองออกมาทูลว่า ขอเชิญเสด็จพักพลอยู่แต่นอกเมืองแครงก่อน สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าก็ให้พักพลอยู่ใกล้พระอารามพระมหาเถรคันฉ่อง แล้วตรัสให้ข่าวขึ้นไปถึงพระเจ้าหงสาวดีว่า ยกทัพมาถึงเมืองแล้ว พระเจ้าหงสาวดีทราบดังนั้นก็มีความยินดีว่า ครั้งนี้จะสมคิดแล้ว จึงให้จัดกองทัพหมื่นหนึ่งออกไปซุ่มไว้ต่อทางพระนเรศวรจะขึ้นมานั้นไกลเมืองหงสาวดีวันหนึ่ง แล้วตรัสให้พญาเกียรติพญารามลงไปรับ ถ้าพระนเรศวรยกล่วงขึ้นมาแล้ว เราจะยกทัพหลวงออกตีหน้า ให้พญาเกียรติพญารามเอากองทัพทั้งนี้ตีกระหนาบหลัง จับเอาตัวพระนเรศวรประหารชีวิตเสียให้จงได้ เมืองหงสาวดีจึงจะเป็นอิสรภาพไพศาลกว่าพระนครทั้งปวง
พญารามพญาเกียรติกราบถวายบังคมลายกไปถึงเมืองแครง ก็ทูลสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าว่า พระเจ้าหงสาวดีให้ข้าพระพุทธิเจ้าทั้งสองนี้มารับเสด็จขึ้นไป ทูลเท่าดังนั้นแล้ว ก็ถวายบังคมลาไปนมัสการพระมหาเถรคันฉ่องผู้เป็นอาจารย์ แจ้งความซึ่งพระเจ้าหงสาวดีคิดทำการทั้งปวงนั้นให้พระมหาเถรคันฉ่องฟังทุกประการ พระมหาเถรคันฉ่องแจ้งดังนั้นมีใจกรุณาแก่สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า เพื่อว่าหาความผิดมิได้ อนึ่งด้วยพระราชกฤษดาอภินิหารบารมีสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าจะได้บำรุงพระบวรพุทธศาสนาอาณาประชาราษฎร์ให้ถาวรวัฒนาการสืบไป
ครั้นเพลาค่ำก็พาพญารามพญาเกียรติเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า แล้วถวายพระพรว่าพญารามพญาเกียรตินี้เป็นสานุศิษย์รูป มาบอกว่า พระเจ้าหงสาวดีคิดประทุษร้ายต่อพระองค์ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าแจ้งดังนั้นก็ตรัสถามพญารามพญาเกียรติว่า เหตุผลประการใดพระเจ้าหงสาวดีจึงคิดจะทำร้ายเรา พญารามพญาเกียรติก็กราบทูลตามความซึ่งพระเจ้าหงสาวดีคิดแล้วสั่งนั้นถวายทุกประการ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าได้ทรงทราบก็น้อยพระทัย คิดอาฆาตแก่พระเจ้าหงสาวดี จึงตรัสแก่พระมหาเถรคันฉ่องว่า ซึ่งพระองค์เมตตาบอกเหตุการณ์แก่ข้าพเจ้า ทั้งนี้พระคุณนั้นหาที่สุดมิได้ อันพระองค์จะอยู่ในเมืองมอญนี้ พระเจ้าหงสาวดีแจ้ง อันตรายก็จะมีเป็นมั่นคง ข้าพเจ้าจะนำพระองค์กับพญาเกียรติ พญารามแลญาติโยมทั้งปวงลงไปอยู่ ณ กรุงพระมหานครศรีอยุธยา จะได้ปฏิการสนองคุณพระองค์ แลปลูกเลี้ยงพญาเกียรติพญารามโดยกตเวทิธรรมประเวณี พระมหาเถรคันฉ่องแลพญาเกียรติ พญารามก็พร้อมด้วยพระราชบริหาร
สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าก็ตรัสแก่มุขมาตยาโยธาหาญทั้งปวงว่า เราหาความผิดมิได้ ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีคิดร้ายต่อเราก่อนนั้น อันแผ่นดินพระมหานครกับแผ่นดินหงสาวดี ขาดจากทางพระราชไมตรีกัน เพราะเป็นอกุศลกรรมนิยมสำหรับที่จะให้สมณพราหมณาอาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อนแล้ว พระหัตถ์ก็ทรงสุวรรณภิงคารหลั่งอุธกธาราลงเหนือพื้นพสุธาดล จึงออกพระโอษฐ์ตรัสประกาศแก่เทพเจ้าทั้งหลายอันมีมหิทธิฤทธิแลทิพจักษุทิพโสต ซึ่งสถิตทุกทิศานุทิศ จงเป็นทิพพยาน ด้วยพระเจ้าหงสาวดีมิได้ตั้งอยู่ในคลองสุจริตมิตรภาพขัตติยประเพณีเสียสามัคคีรสธรรม ประพฤติพาลทุจริตคิดจะทำภยันตรายแก่เรา ตั้งแต่วันนี้ไปกรุงเทพพระมหานครศรีอยุธยากับเมืองหงสาวดีมิได้เป็นสุวรรณปัถพีดุจแต่ก่อน ขาดกันแต่วันนี้ไปตราบเท่ากัลปาวสาน
ครั้นพระราชบริหารประกาศเป็นฉินทภาคอุภัยนัคราเสร็จแล้ว ก็มีพระราชโองการตรัสสั่งท้าวพญามุขมนตรีทั้งปวงว่า เราจะยกกลับหลังไปพระนคร จะพาพระมหาเถรคันฉ่องแลญาติโยมกับพญาพระรามกับพญาเกียรติไปแล้ว จะตีกวาดครอบครัวรามัญหัวเมืองรายทางไปด้วย
ครั้น ณ วันศุกร์ แรม2 ค่ำ เดือน6 เพลา11 ทุ่ม ให้เอาพระคชาธารเข้าเทียบเกย ทอดพระเนตรเห็นพระสารีริกบรมธาตุเสด็จปาฏิหาริย์แต่ประจิมทิศผ่านพระคชาธารไปโดยบุรพทิศ จึงเสด็จพยุหยาตราทัพออกจากเมืองแครง พระมหาเถรคันฉ่องพญาพระรามพญาเกียรติแลญาติโยมก็มาโดยเสด็จ ฝ่ายนายทัพนายกองทั้งปวงก็แยกย้ายกันตีครัวต้อนครัวรายทางมาได้ประมาณหมื่นเศษ ครั้นถึงฝั่งแม่น้ำสโตงก็ให้เที่ยวเก็บเรือหาไม้ผูกพ่วงแพเร่งข้ามครอบครัวรี้พลช้างม้าทั้งปวง ถึงฟากสิ้นแล้วก็ให้เผาเรือทำลายเสีย…
สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าก็เสด็จยกมาโดยทางเมืองกาญจนบุรี ครั้นถึงพระนครศรีอยุธยา ก็กราบทูลสุรายเรื่องยุบลคดีทั้งปวงถวายให้ทราบทุกประการ สมเด็จพระราชบิดาแจ้งดังนั้น ตรัสว่า เรามิได้มีสิ่งผิด พระเจ้าหงสาวดีมิได้ตั้งอยู่ในคลองธรรม เสียสัตยานุสัตย์ ประพฤติพาลทุจริตอิจฉาจารเป็นวิสมโลภต่อเราฉะนี้ ก็เพราะผลวิบากแห่งสัตว์เป็นสำหรับกระลียุค ตั้งแต่นี้ไปมอญกับไทยจะเป็นปรปักษ์แก่กัน สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าก็กราบทูลว่า ถึงมาตรว่าพระเจ้าหงสาวดีจะยกพยุหแสนยากรมาสักเท่าใดๆ ก็ดีมิได้เกรง ข้าพเจ้ามีแต่ชีวิตจะสนองพระคุณมิให้เคืองฝ่าพระบาท
สมเด็จพระราชบิดากับสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าตรัสดำริการกันเสร็จแล้ว จึงโปรดให้พระมหาเถรคันฉ่องอยู่วัดพระมหาธาตุ พระราชทานสัปทนกันชิงคานหามคนหามจันหันนิตยภัตร เครื่องสมณบริขารต่างๆ ฝ่ายพญาเกียรติพญาพระรามนั้น ก็พระราชทานเจียดทอง เต้าน้ำทอง กระบี่บั้งทอง เงินตรา เสื้อผ้าพรรณนุ่งห่มแลเครื่องอุปโภคบริโภคเป็นอันมาก แลครอบครัวมอญซึ่งกวาดลงมานั้น ก็พระราชทานให้พญาพระรามพญาเกียรติควบคุมว่ากล่าวด้วย แลพญาพระรามพญาเกียรตินั้นให้อยู่ตำบลบ้านหลังวัดนก แล้วสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าก็กราบถวายบังคมลากลับมายังเมืองพระพิษณุโลก…”[13]
แม้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะมิได้ทรงกล่าวไว้ในพระราชหัตถเลขาว่า ขุนนางมอญท่านใดระหว่างพระญาเกียรติกับพระญาพระรามที่เป็นบรรพบุรุษ ต้นราชวงศ์จักรี แต่หม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย ได้ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในหนังสือเรื่องประวัติโกษาปานและบันทึกการเดินทางไปฝรั่งเศส โดยอ้างอิงมาจากสมุดจดบันทึกประจำวันของบรรพบุรุษที่ตกทอดมาถึงตัวท่านว่า (จัดย่อหน้าใหม่ – กองบรรณาธิการ)
“พวกสกุลชุมสายสืบเชื้อสายมาจากพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว บรรพบุรุษคนแรก คือ พระยาเกียรติ แม่ทัพมอญ ได้ติดตามสมเด็จพระนเรศวรมารับราชการอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา ลูกหลานคนหนึ่งของพระยาเกียรติได้แต่งงานกับเจ้าแม่ดุสิต สตรีผู้สูงศักดิ์แห่งราชสำนัก เจ้าแม่ดุสิตเคยเป็นแม่เลี้ยงและแม่นมของสมเด็จพระนารายณ์มาก่อน
ทั้งนี้ เพราะพระราชมารดาของพระองค์เองสิ้นพระชนม์ตั้งแต่พระนารายณ์มีพระชันษาได้เพียง7 เดือน เจ้าแม่ดุสิตจึงถวายการเลี้ยงดูพระองค์มาพร้อมกับบุตรของนางเอง สมเด็จพระนารายณ์ทรงเรียกนางว่า เจ้าแม่ดุสิต ชื่อจริงของนาง คือ บัว เดิมอาศัยอยู่ใกล้วัดดุสิต ตรงคลองข้าวสาร จึงได้เรียกกันมาว่า เจ้าแม่ดุสิต”
ข้าพเจ้าเข้าใจว่า นอกจากพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมุดจดบันทึกประจำวันของบรรพบุรุษของหม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย จะอาศัยข้อมูลจากการบอกเล่าภายในราชสำนักทำนองพงศาวดารกระซิบแล้ว สันนิษฐานว่า ข้อมูลบางเรื่องอ้างอิงมาจากหนังสือเรื่อง ปฐมวงศ์ ฉบับของ ก.ศ.ร.กุหลาบ สันนิษฐานว่าเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส วัดพระเชตุพนฯ ได้ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับพระประวัติของเจ้าแม่วัดดุสิตว่า
“เริ่มความในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระศรีสรรเพชญ บรมราชาธิราชปราสาททอง ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่25 พระองค์ ในกรุงเทพมหานคร บวรทวาราวดีศรีอยุทธยา ปรากฏเป็นข้อต้น พระเจ้าปราสาททองมีพระราชโอรสกับพระราชเทพีพระองค์หนึ่ง เป็นพระราชกุมารทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านารายณ์ราชกุมาร ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นพระราชบิดา จึ่งพระราชทานพระนมนางองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นหม่อมเจ้าหญิงในราชนิกูลพระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้เป็นพระนมของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านารายณ์ราชกุมาร เป็นพระนมเอกนั้น ไว้ทรงอภิบาลทะนุบำรุงเจ้าฟ้านารายณ์มาแต่ทรงพระเยาว์จนทรงพระเจริญ เป็นทั้งพระพี่เลี้ยงแลพระนมด้วย พระราชชนนีของพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านารายณ์ราชกุมารนั้น ทิวงคตแต่เมื่อประสูติได้เก้าวัน เพราะเหตุนั้นสมเด็จพระนารายณ์จึ่งได้ทรงรักใคร่นับถือเหมือนพระราชมารดา
ครั้นเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้านารายณ์ได้เสด็จขึ้นเถลิงสิริราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินในที่28 พระองค์ ในกรุงศรีอยุทธยา ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระบรมราชา รามาธิบดีศรีสรรเพชญ พระนารายณ์เป็นเจ้าๆ จึ่งทรงตั้งหม่อมเจ้าพระนมนางขึ้นเป็นพระองค์เจ้า แล้วทรงสร้างวังมีตำหนักตึกที่ริมวัดดุสิดาราม นอกกำแพงพระนคร ถวายพระองค์เจ้าพระนมนางให้เสด็จประทับเป็นที่สำราญพระทัย ครั้งนั้นคนเรียกว่า เจ้าแม่วัดดุสิต ตามที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงเรียกว่า เจ้าแม่วัดดุสิตๆ มีบุตรมาแต่เดิมนั้น2 คนเป็นชาย คนใหญ่ชื่อคุณเหล็ก คนที่2 ชื่อคุณปาล
ครั้งนั้นสมเด็จพระนารายณ์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งคุณเหล็กให้เป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดีที่พระคลัง เสนาบดีผู้ว่าราชการในกรมท่า แล้วได้ว่าที่สมุหพระกระลาโหมด้วย เมื่อเจ้าพระยาโกษาเหล็กถึงแก่อสัญกรรมแล้ว พระเจ้าแผ่นดินจึ่งโปรดฯ ตั้งคุณปาลผู้น้องเป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดีที่พระคลัง ท่านเจ้าพระยาโกษาทั้ง2 นั้นเป็นเชื้อสายสืบเนื่องมาจากราชนิกูล เจ้าพระยาโกษาปาลถึงแก่อสัญกรรมในแผ่นดินพระนารายณ์จวนจะสวรรคตอยู่แล้ว”[14]
ข้าพเจ้าเข้าใจว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส คงทรงพระนิพนธ์หนังสือเรื่อง ปฐมวงศ์ตามรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สำหรับใช้เป็นข้อมูลในการพระราชนิพนธ์เรื่องบรรพบุรุษ ต้นราชวงศ์จักรี เพื่อพระราชทานแก่เซอร์จอห์น เบาริง
สมุดจดบันทึกประจำวันของบรรพบุรุษของหม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย จดพระนามเดิมของเจ้าแม่วัดดุสิตไว้ว่า หม่อมเจ้าบัว แต่หนังสือเรื่อง อิศรางกูร พิมพ์ในงานฌาปนกิจ หม่อมหลวงปุย อิศรางกูร เมื่อ พ.ศ. 2517 ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า
“เจ้าแม่วัดดุสิตจะมีนามว่ากระไรแน่นั้น หลักฐานกล่าวไว้ไม่ตรงกัน บางแห่งกล่าวว่าชื่อ หม่อมเจ้าหญิงบัวมีเชื้อสายพระร่วงสุโขทัย บางหลักฐานก็กล่าวว่าชื่อหม่อมเจ้าหญิงอำไพ ราชธิดาของสมเด็จพระเอกาทศรถ”[15]
หนังสือเรื่องอิศรางกูรได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า เจ้าแม่วัดดุสิตทรงเป็นพระธิดาในสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร พระองค์ที่1 (พระราเมศวร ครองราชย์ พ.ศ. 2148-53) สอดคล้องกับหนังสือเรื่อง ปฐมวงศ์ ฉบับของ ก.ศ.ร.กุหลาบ ที่ว่า เจ้าแม่วัดดุสิตทรงเป็น “หม่อมเจ้าหญิงในราชนิกูลพระเจ้าแผ่นดิน” อันเป็นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร พระองค์ที่3 พระเจ้าปราสาททอง(พระองค์ศรีธรรมราชาธิราช ครองราชย์2172-99) เจ้าแม่วัดดุสิตได้วิวาหมงคลกับลูกหลานคนหนึ่งของพระยาเกียรติขุนนางมอญ โดยบันทึกต้องสงสัยอย่างพงศาวดารไทย จดหมายเหตุเจ้าแม่วัดดุสิต ในสมัยกรุงศรีอยุทธยา ระบุว่า “พระเจ้าแม่วัดดุสิต” หรือ “หม่อมเจ้าบัว” ทรงอภิเษกสมรสกับ “หม่อมเจ้าอำไพ”[16]ซึ่งไม่ทราบว่าพระองค์ทรงเป็นพระราชวงศ์สายใด
ต่อมาเจ้าแม่วัดดุสิตได้ถวายตัวเป็น พระนมเอก ในสมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์ที่6 (สมเด็จพระนารายณ์) สอดคล้องกับข้อเท็จจริงจากหนังสือเรื่อง โครงกระดูกในตู้ ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ปราโมช ซึ่งคัดมาจากหนังสือเรื่อง ราชินิกุลบางช้าง ซึ่งพิมพ์แจกในงานฉลองพระราชสมภพครบ200 ปี ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ความว่า
“แรกเริ่มเดิมที ท่าน(พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ) เกิดมาในตระกูลขุนนางในกรุงศรีอยุธยา ตระกูลของท่านเป็นตระกูลขุนนางสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน นับแต่เจ้าพระยาโกศาปาน นักรบและนักการทูต ผู้มีชื่อเสียงในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เจ้าพระยาโกศาปานเป็นบุตรเจ้าแม่วัดดุสิต ซึ่งเป็นพระนมของสมเด็จพระนารายณ์ เจ้าแม่วัดดุสิตมีศักดิ์เป็นหม่อมเจ้าในราชวงศ์พระมหาธรรมราชา ซึ่งสืบเชื้อสายมาแต่ราชวงศ์พระร่วงสุโขทัย”[17]
ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า หนังสือเรื่อง ราชินิกุลบางช้างอิศรางกูร และโครงกระดูกในตู้ ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกว่า เจ้าแม่วัดดุสิตทรงสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์สุโขทัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระองค์ที่1 (ขุนพิเรนทรเทพ) โดยพระบิดาของพระองค์ทรงเป็นพระราชวงศ์พระร่วงเมืองสุโขทัย
สำหรับข้าพเจ้าเห็นว่า ข้อเท็จจริงเรื่องเจ้าแม่วัดดุสิตทรงสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ราชวงศ์สุโขทัยนั้นดูมีเงื่อนเค้าความจริงอยู่บ้าง ไม่ว่าพระองค์จะทรงเป็นพระธิดาในพระบาทสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร พระองค์ที่1 (พระราเมศวร) หรือเจ้าราชนิกุลในพระบาทสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร พระองค์ที่3 (พระเจ้าปราสาททอง) เพราะแท้ที่จริงพระบาทสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร พระองค์ที่3 (พระเจ้าปราสาททอง) ทรงเป็น “โอรสลับ” ของสมเด็จพระนเรศ อันประสูติแต่ “นางอิน” หญิงชาวบ้าน
ด้วยเหตุผลข้างต้นนี้ เจ้าแม่วัดดุสิตจึงนับเนื่องอยู่ในราชวงศ์สุโขทัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระองค์ที่1 ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์พระร่วงเมืองสุโขทัยอีกทีหนึ่ง แม้ว่าหนังสือเรื่อง อิศรางกูร จะให้ข้อมูลสำคัญว่า เจ้าแม่วัดดุสิตทรงเป็นพระธิดาในพระบาทสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร พระองค์ที่1 (พระราเมศวร) แต่ก็เป็นเพียงคำบอกเล่าสืบต่อกันมาภายในวงศ์ตระกูลเยี่ยงนิทานปรัมปรา หาได้มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรยืนยันถึงความถูกต้องในเรื่องนี้
ข้าพเจ้าจึงทำได้แค่เพียงตั้งสมมุติฐานว่า เจ้าแม่วัดดุสิตอาจเป็นพระราชนัดดาหรือพระธิดา อันประสูติแต่พระสนมของพระเจ้าแผ่นดินศรีอยุทธยาองค์ใดองค์หนึ่งในสมัยศรีอยุทธยาตอนต้น(พ.ศ. 2112-2310) จึงมีพระอิสริยศักดิ์เป็นเพียง “หม่อมเจ้า” เท่านั้น แม้ข้าพเจ้าจะยังไม่อาจสืบหาความจริงในเรื่องนี้ได้ แต่ด้วยความที่เจ้าแม่วัดดุสิตทรงเป็นเจ้าราชนิกุลชั้นปลายแถว ก็ไม่น่าแปลกอะไรที่พระองค์จะทรงวิวาหมงคลกับลูกหลานของพระญาเกียรติขุนนางเชื้อสายมอญ
พระราชพงศาวดารฯ ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์(จาด) ระบุว่า เมื่อพระราชเทวีสิ้นพระชนม์หลังจากมีพระประสูติกาลพระนารายณ์ราชกุมารแล้ว พระบาทสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร พระองค์ที่3 (พระเจ้าปราสาททอง) ก็โปรดให้เจ้าแม่วัดดุสิตเป็น “พระนมเอก”คอยอภิบาลเลี้ยงดูพระนารายณ์ราชกุมารตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา แต่พึงสังเกตว่า สมุดจดบันทึกประจำวันของบรรพบุรุษของหม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า เจ้าแม่วัดดุสิตทรงเป็น “แม่เลี้ยง” และ “พระนม” ของสมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์ที่6 (สมเด็จพระนารายณ์)
ข้าพเจ้ารู้สึกติดใจในเรื่องที่เจ้าแม่วัดดุสิตทรงเป็น “แม่เลี้ยง” ของสมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์ที่6 (สมเด็จพระนารายณ์) ซึ่งพระราชพงศาวดารฯฉบับพระจักรพรรดิพงศ์(จาด) กล่าวถึงเรื่องที่พระองค์ตรัสเรียกเจ้าแม่วัดดุสิตว่า “พระมารดา” ไว้ในเหตุการณ์เมื่อคราวออกหลวงสรศักดิ์(เดื่อ) ซึ่งเป็น
โอรสลับ” ของสมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์ที่6 (สมเด็จพระนารายณ์) อันประสูติแต่เจ้าหญิงเชียงใหม่ ลุแก่โทษะชกปากออกญาวิไชเยนทร์(คอนสแตนติน ฟอลคอน) อัครมหาเสนาบดีสมุนายกจนฟันหัก ขณะกำลังนั่งว่าราชการในพระราชวังเมืองลพบุรี แล้วหลบหนีลงมายังพระนครศรีอยุทธยา เพื่อทูลเชิญเจ้าแม่วัดดุสิตเสด็จขึ้นไปช่วยทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้กับตน พระราชพงศาวดารฯ ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์(แก้ว) บันทึกว่า
“ฝ่ายหลวงสรศักดิ์ ครั้นเห็นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์สึกเอาภิกษุสามเณรออกมากระทำราชการเป็นอันมาก ให้ร้อนในพระพุทธศาสนาดังนั้น ก็เอาเหตุนั้นขึ้นกราบทูลพระกรุณา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสทรงทราบเหตุดังนั้น ก็มิได้เอาโทษแก่เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ และมิได้ตรัสเป็นประการใด และหลวงสรศักดิ์จึงคิดว่าอ้ายฝรั่งคนนี้มันโปรดปรานยิ่งนัก จะกระทำผิดสักเท่าใด ๆ ทรงพระกรุณามิได้เอาโทษ และกูจะทำโทษมันเองสักครั้งหนึ่ง จึงเข้าไปคอยเจ้าพระยาวิชาเยนทร์อยู่ที่เคยนั่งว่าราชการในพระราชวังนั้น ครั้นเช้าเจ้าพระยาสมุหนายกฝรั่งเข้าไปในพระราชวัง แล้วก็นั่งว่าราชการในที่นั้น และหลวงสรศักดิ์เห็นได้ทีก็เข้าชกเอาปากเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ฟันหักสองซี่ แล้วก็หนีออกไปยังบ้าน และลงเรือเร็วรีบล่องลงไปยังกรุงเทพมหานคร
ส่วนเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เมื่อหลวงสรศักดิ์ชกเอานั้นล้มลงอยู่ ครั้นได้สติแล็วก็ลุกขึ้นและบ้วนฟันออกเสียแล้ว ก็เข้าไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีโลหิตไหลออกจากปากพลางกราบทูลว่า อาชญาเป็นล้นเกล้าฯ บัดนี้หลวงสรศักดิ์ชกเอาปากข้าพระพุทธเจ้าฟันหักสองซี่ ข้าพระพุทธเจ้าสิ้นสมปฤๅดีล้มสลบลงอยู่ปิ้มประหนึ่งจะถึงแก่สิ้นชีวิต ข้าพระพุทธเจ้าได้ความเจ็บอาย แก่ข้าราชการทั้งหลายเป็นอันมาก ขอทรงพระกรุณาโปรดลงพระราชอาญาแก่หลวงสรศักดิ์จงหนัก แล้วข้าพระพุทธเจ้าจึงจะสิ้นความเจ็บอาย
สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงพระพิโรธแก่หลวงสรศักดิ์ จึงดำรัสแก่เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ว่า ท่านทะเลาะวิวาทกับมันหรือประการใด จึงเจ้าพระยาวิชาเยนทร์กราบทูลพระกรุณาว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะได้ทะเลาะวิวาททุ่มเถียงกับหลวงสรสักดิ์สิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นหามิได้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังดังนั้น ก็ยิ่งทรงพระพิโรธนัก จึงดำรัสสั่งตำรวจให้ไปเอาตัวหลวงสรศักดิ์เข้ามา ขุนหมื่นตำรวจรับพระราชโองการแล้วก็รีบออกไปเอาตัวหลวงสรศักดิ์ ณ บ้าน ครั้นไม่ได้ตัวแล้ว ก็กลับเข้ามากราบทูลพระกรุณาให้ทราบ จึงมีพระราชดำรัสให้ตำรวจทั้งหลายไปเที่ยวหาตัวหลวงสรศักดิ์มาให้จงได้ แล้วมีพระราชโองการตรัสแก่เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ว่า ท่านจงยับยั้งอยู่ เราจะหาตัวมันมาให้ได้ก่อน
และเจ้าพระยาวิชาเยนทร์เข้ามาเฝ้าขณะใด ก็กราบทูลกล่าวโทษหลวงสรศักดิ์เพิ่มเติมขึ้นทุกครั้ง จึงสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงพระวิจารณ์ในคดีนั้น และทรงพระราชดำริระลึกถึงถ้อยคำอันหลวงสรศักดิ์กราบทูลกล่าวโทษเจ้าพระยาวิชาเยนทร์แต่ครั้งก่อนนั้น ก็เห็นว่าเจ้าพระยาวิชาเยนทร์กระทำผิดจริง จึงดำรัสว่าอ้ายเดื่อมันเห็นโทษท่านทำผิด จึงชกให้ได้ทุกข์เวทนา และเราจะมีโขนโรงใหญ่ทำขวัญให้แก่ท่าน ส่วนเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ก็มิได้เต็มใจโดยพระราชดำรัสนั้น และกราบทูลพระกรุณาขอแต่ให้ทำโทษหลวงสรศักดิ์ถ่ายเดียว
ฝ่ายหลวงสรศักดิ์ก็ไปเฝ้าเจ้าแม่วัดดุสิต ซึ่งเป็นมารดาเจ้าพระยาโกษาเหล็ก เจ้าพระยาโกษาปาน และเป็นพระนมผู้ใหญ่ของสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวนั้น และถวายบังคมแล้ว ก็กราบทูลแถลงการณ์อันเจ้าพระยาวิชาเยนทร์กระทำให้ร้อนในพระพุทธศาสนาเหมือนดังนั้น และได้กราบทูลพระกรุณา แล้วก็มิได้เอาโทษ ข้าพระพุทธเจ้ามีความโทมนัสถึงพระพุทธศาสนา อันเจ้าพระยาวิชาเยนทร์จะทำพระพุทธศาสนาให้พินาศเสื่อมสูญดังนั้น จึงชกเอาปากเจ้าพระยาสมุหนายก แล้วหนีลงมา และบัดนี้สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระพิโรธจะลงพระราชอาญาแก่ข้าพระพุทธเจ้า ขอจงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมอัญเชิญเสด็จขึ้นไปขอพระราชทานโทษข้าพระพุทธเจ้าครั้งหนึ่งเถิด
จึงเจ้าแม่ผู้เฒ่าได้ทรงฟังดังนั้น ก็เห็นโทษอันเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ทำผิด จึงเสด็จด้วยเรือพระที่นั่งขึ้นไปยังเมืองลพบุรี และเสด็จถึงฉนวนน้ำประจำที่ ก็พาหลวงสรศักดิ์ขึ้นไปยังพระราชวัง และให้ยับยั้งอยู่นอกลับแลก่อน แล้วก็เสด็จเข้าข้างใน และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสทอดพระเนตรเห็นแล้ว ก็กระทำปัจจุคมนาการเชิญเสด็จให้สถิตร่วมราชอาสน์ และยกพระหัตถ์อัญชลีแล้ว ก็ดำรัสถามว่า พระมารดาขึ้นมาด้วยธุระสิ่งใด จึงเจ้าแม่ผู้เฒ่ากราบทูลโดยเหตุทั้งปวงนั้นให้ทราบสิ้นทุกประการ
สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสทราบเหตุดังนั้นแล้ว ก็มีพระราชโองการให้หาหลวงสรศักดิ์มาเฝ้า แล้วก็ดำรัสบริภาษเป็นอันมาก และเจ้าแม่ผู้เฒ่ากราบทูลขอพระราชทานโทษ ก็ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานให้ แล้วตรัสบอกประพฤติเหตุทั้งปวงอันหลวงสรศักดิ์ทำแก่เจ้าพระยาวิชาเยนทร์นั้น ให้แก่เจ้าแม่ผู้เฒ่าฟังทราบทุกประการ แล้วดำรัสให้ยับยั้งอยู่ ณ พระราชวังสองสามวัน และทรงปฏิบัติด้วยเคารพเป็นอันดี แล้วก็อัญเชิญเสด็จกลับลงไปยังกรุงเทพมหานคร”[18]
เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์ที่6 (สมเด็จพระนารายณ์) เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติใน พ.ศ. 2199 ก็โปรดให้สถาปนาพระอิสริยยศหม่อมเจ้าหญิงบัว(บางแห่งว่า หม่อมเจ้าหญิงอำไพ) พระนมเอกขึ้นเป็น “พระองค์เจ้าบัว” แล้วมีรับสั่งให้สร้างพระตำหนักตึกที่ริมวัดดุสิตารามทางฝั่งตะวันออกนอกกำแพงพระนครตรงคลองข้าวสาร เพื่อถวายให้เป็นที่ประทับสำราญพระทัย คนทั่วไปจึงนิยมเรียกพระองค์ว่า “เจ้าแม่วัดดุสิต” ตามคำตรัสเรียกของสมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์ที่6 (สมเด็จพระนารายณ์)
แม้การที่สมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์ที่6 (สมเด็จพระนารายณ์) ตรัสเรียกเจ้าแม่วัดดุสิตว่า “พระมารดา” จะดูเป็นเรื่องปรกติในสังคมไทยที่มักเรียก “แม่นม” ของตนว่า “แม่” ด้วยเช่นกัน ดังพบหลักฐานสนับสนุนเรื่องนี้ในจดหมายเหตุเอนเยลเบิร์ต แกมป์เฟอร์(Engelbert Kaempfer) นายแพทย์ชาวเยอรมันประจำคณะทูตของบริษัทอิสต์อินเดียของฮอลันดาที่เมืองปัตตาเวียเดินทางเข้ามาเจริญพระราชไมตรียังราชสำนักสยามใน พ.ศ. 2233 กล่าวว่า
“…ชาวสยามเรียกแม่นมของตนว่า แม่ ด้วยเหมือนกัน และผู้ที่ได้ร่วมนมกันก็นับถือกันเหมือนอย่างพี่น้อง…”[19]
พระราชพงศาวดารฯ ฉบับความพิสดาร ระบุว่า เจ้าแม่วัดดุสิตทรงมีบุตร2 คนด้วยกัน คือ ออกญาโกษาธิบดี(เหล็ก) และออกญาโกษาธิบดี(ปาน) จดหมายเหตุอังกฤษอย่างรายงานเรื่องการปฏิวัติครั้งใหญ่ที่ล่วงมาแล้วในกรุงสยามและการขับไล่ฝรั่งเศสออกนอกประเทศ เรียกออกญาโกษาธิบดี(ปาน) ว่า “หม่อมปาน”(Manpai)[20] เช่นเดียวกับ “หม่อมแก้ว” พระโอรสในสมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์ที่6 (สมเด็จพระนารายณ์) อันประสูติแต่ท้าวศรีจุฬาลักษณ์พระสนมเอก ซึ่งเป็นน้องสาวของออกพระเพทราชา เจ้ากรมคชบาล แสดงว่า พระอิสริยศักดิ์ “หม่อม” ในสมัยศรีอยุทธยามีฐานะเทียบเท่า “หม่อมเจ้า” ในปัจจุบัน ส่วน “หม่อมราชวงศ์” และ “หม่อมหลวง” เพิ่งบัญญัติขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมานี้เอง
ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า “หม่อมปาน” อาจมิได้เป็นเพียงแต่บุตรลูกหลานขุนนางมอญธรรมดาสามัญ แต่ท่านอาจเป็นถึงพระโอรสของพระเจ้าแผ่นดินศรีอยุทธยาองค์ใดองค์หนึ่ง จึงสันนิษฐานว่า เจ้าแม่วัดดุสิตอาจเคยถวายตัวเป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร พระองค์ที่3 (พระเจ้าปราสาททอง) มาก่อน ด้วยเหตุนี้ ออกญาโกษาธิบดี(เหล็ก) และออกญาโกษาธิบดี(ปาน) อาจเป็นพระโอรสในพระบาทสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร พระองค์ที่3 (พระเจ้าปราสาททอง) ด้วยก็เป็นได้ ท่านทั้งสองจึงนับเนื่องอยู่ในราชสกุลวงศ์กษัตริย์ศรีอยุทธยา
เจ้าแม่วัดดุสิตประทับอยู่ที่พระตำหนักข้างวัดดุสิตารามตราบจนกระทั่งถึงแก่พิราลัยในราวเดือนเมษายน พ.ศ. 2232 ก่อนสิ้นรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์ที่6 (สมเด็จพระนารายณ์) ประมาณ3 เดือน ดังจดหมายเหตุแกมป์เฟอร์กล่าวพาดพิงถึงเรื่องการพิราลัยของเจ้าแม่วัดดุสิตพระมารดาของออกญาโกษาธิบดี(ปาน) ไว้ในต้นรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์ที่7 (ออกพระเพทราชา) เมื่อ พ.ศ. 2233 ว่า
“วันที่12 มิถุนายน[พ.ศ. 2233-ผู้เขียน] เวลา16 นาฬิกา มีงานศพมารดาของพระยาพระคลังผู้เป็นอัครมหาเสนาบดีของประเทศสยาม และเป็นผู้ว่าการต่างประเทศด้วย… งานศพนี้เป็นแต่ศพแม่นมพระคลังเท่านั้น ด้วยว่ามารดาของท่านได้สิ้นชีวิต และได้ทำศพเสร็จไปเมื่อราว15 เดือนมานี้…”[21]
ส่วนจดหมายบาทหลวงโบด(Braud) ที่มีไปถึงคณะอำนวยการยังประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2243 ได้ให้ข้อมูลสำคัญว่า ออกญาโกษาธิบดี(ปาน) มีบุตรธิดารวม4 คน โดยบุตรคนโตเป็นผู้หญิง ส่วนอีก3 คนที่เหลือเป็นผู้ชาย[22]หนังสือเรื่อง อภินิหารบรรพบุรุษ ระบุว่า “ขุนทอง”(สมุดจดบันทึกประจำวันของบรรพบุรุษของหม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย ว่า “คุณทอง”) เป็นบุตรชายคนโตของออกญาโกษาธิบดี(ปาน) ได้ถวายตัวเข้ารับราชการในกรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระญาสุรศักดิ์[23]ในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์ที่7 (ออกพระเพทราชา) โดยมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาอัษฎาเรืองเดช จางวางกรมพระตำรวจ ส่วนออกญาโกษาธิบดี(ปาน) ผู้บิดาได้ถึงแก่อสัญกรรมในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2243[24]
ครั้นพระญาสุรศักดิ์เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นสมเด็จพระสุรศักดิ์(พระเจ้าเสือ ครองราชย์ พ.ศ. 2246-51) แล้ว ความที่พระยาอัษฎาเรืองเดช(ขุนทอง) มีฐานะเป็นเจ้าราชนิกุลและข้าหลวงเดิม จึงโปรดพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาวรวงศาธิราช เสนาบดีพระคลัง(สมุดจดบันทึกประจำวันของบรรพบุรุษของหม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย ระบุว่า ก่อนหน้านี้ท่านขุนทองมีตำแหน่งเป็นพระยากลาโหม ภายหลังจึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพระยาวรวงศาธิราช เสนาบดีการต่างประเทศ)
เจ้าพระยาวรวงศาธิราช(ขุนทอง) มีบุตรชายคนโตนามว่า “ทองคำ” ถวายตัวเข้ารับราชการเป็นพระนายจมื่นมหาสนิท หัวหมื่นมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าพร กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในแผ่นดินสมเด็จพระสุรศักดิ์(พระเจ้าเสือ)
ต่อมา พระนายจมื่นมหาสนิท(ทองคำ) อพยพครอบครัวย้ายไปทำราชการอยู่ที่บ้านสะแกกรัง แขวงเมืองอุทัยธานี ระหว่างที่พระนายจมื่นมหาสนิท(ทองคำ) รับราชการอยู่ที่แขวงเมืองอุทัยธานี ภริยาของท่านได้ให้กำเนิดบุตรชายคนโตนามว่า “ทองดี”
ครั้นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าพร กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร พระองค์ที่4 (พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ครองราชย์ พ.ศ. 2251-75) ด้วยเหตุที่พระนายจมื่นมหาสนิท(ทองคำ) เป็นเจ้าราชนิกุลและข้าหลวงเดิม จึงโปรดให้แต่งตั้งเป็นพระยาราชนิกูล ปลัดทูลฉลองในกรมมหาดไทย พระยาราชนิกูล(ทองคำ) จึงอพยพย้ายครอบครัวกลับมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลป่าตองใกล้กับวัดบรมพุทธาวาศน์(วัดกระเบื้องเคลือบ) อันเป็นนิวาสสถานเดิมของสมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์ที่7 (ออกพระเพทราชา)
เมื่อท่านทองดีมีอายุสมควรแก่การเข้ารับราชการแล้ว พระยาราชนิกูล(ทองคำ) นำบุตรชายเข้าถวายตัวให้รับราชการในแผ่นดินพระบาทสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร พระองค์ที่5 สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในพระบรมโกศ(เจ้าฟ้าเพชร ครองราชย์ พ.ศ. 2275-2301) โดยให้มาช่วยเหลืองานของตนอยู่ที่กรมมหาดไทย ภายหลังท่านทองดีได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหลวงพินิจอักษร เสมียนตราในกรมมหาดไทย
เมื่อหลวงพินิจอักษร(ทองดี) อายุครบ20 ปี พระยาราชนิกูล(ทองคำ) จึงทำการอุปสมบทหลวงพินิจอักษร(ทองดี) บุตรชายเป็นพระภิกษุตามประเพณีนิยม เมื่อลาสิกขาแล้ว พระยาราชนิกูล(ทองคำ) ได้สู่ขอ “คุณดาวเรือง” หลานสาวของเจ้าพระยาอภัยราชา อัครมหาเสนาบดีสมุหนายก ให้วิวาหมงคลกับหลวงพินิจอักษร(ทองดี) แล้วท่านทั้งสองก็ย้ายมาอยู่ยังนิวาสสถานของตระกูลคุณดาวเรือง ภายในกำแพงพระนครเหนือป้อมเพชร
อยู่มา หลวงพินิจอักษร(ทองดี) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอักษรสุนทรสาสน์ เจ้ากรมเสมียนตราในกรมมหาดไทย มีหน้าที่ร่างพระราชสาสน์ต่าง ๆ ของพระเจ้าแผ่นดิน และออกสารตราสั่งการไปยังหัวเมืองเหนือ รวมถึงเก็บรักษาพระราชลัญจกรอันเป็นตราประจำแผ่นดิน
ก่อนหน้ากรุงพระมหานครศรีอยุทธยาจะเสียให้แก่กองทัพพม่าใน พ.ศ. 2310 เพียงไม่นาน พระอักษรสุนทรสาสน์(ทองดี) ได้อพยพหนีภัยสงครามขึ้นไปรับราชการอยู่กับเจ้าพระยาพิษณุโลก(เรือง) ซึ่งตั้งตนเป็นเจ้าก๊กพิษณุโลก โดยพระอักษรสุนทร(ทองดี) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพระยาจักรี อัครมหาเสนาบดีสมุหนายกเมืองพิษณุโลก
ต่อมา พ.ศ. 2311 เจ้าพิษณุโลก(เรือง) ทำสงครามมีชัยชนะเหนือพระบาทสมเด็จพระเอกาทศรุทรอิศวร พระองค์ที่6 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี(พระเจ้าตากสิน ครองราชย์ พ.ศ. 2310-25) ก็มีใจกำเริบ จึงประกาศตั้งตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินรับราชโองการอยู่ได้7 วัน ก็ประชวรเป็นวัณโรคขึ้นในคอถึงแก่พิราลัย
ส่วนเจ้าพระยาจักรี(ทองดี) ซึ่งมิได้มีความมักใหญ่ใฝ่สูง ได้แอบอาศัยอยู่ ณ เมืองพิษณุโลก จนกระทั่งเมืองพิษณุโลกเสียให้แก่เจ้าพระฝาง(เรือน) เจ้าก๊กเมืองสวางคบุรี ต่อมาไม่นาน เจ้าพระยาจักรี(ทองดี) ก็ล้มป่วยด้วยพิษไข้จนถึงแก่อสัญกรรมในเมืองพิษณุโลกนั้นเอง
เจ้าพระยาจักรี(ทองดี) ผู้นี้ คือ “สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก” หรือ “สมเด็จพระชนกาธิบดี” ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์ ราชวงศ์จักรี
อันประวัติบรรพบุรุษต้นพระราชวงศ์จักรีนั้น ข้าพเจ้าเข้าใจว่าคงมีการบอกเล่าสืบต่อกันมาภายในราชสกุล ซึ่งเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางภายในราชสำนักสยาม ดังปรากฏว่า พระพนรัตน์(แก้ว) วัดพระเชตุพนฯ ได้ทำการชำระแต่งเติมเรื่องราวของออกญาโกษาธิบดี(ปาน) บรรพบุรุษ ต้นราชวงศ์จักรี ลงในพระราชพงศาวดารฯฉบับพระพนรัตน์(แก้ว) ไว้อย่างพิสดารและมีเนื้อเรื่องยืดยาวเป็นพิเศษ
ปัจจุบันนักพงศาวดารทราบแล้วว่า ข้อมูลเกี่ยวกับออกญาโกษาธิบดี(ปาน) ในพระราชพงศาวดารฯฉบับพระพนรัตน์(แก้ว) ส่วนใหญ่เป็นเท็จ ทั้งนี้อาจเกิดจากความไม่รู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในอดีตของตัวผู้ชำระพระราชพงศาวดาร กอปรกับการขาดแคลนเอกสารชั้นต้นในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทำให้ท่านจำต้องอาศัยข้อมูลจากคำบอกเล่าในรูปแบบพงศาวดารกระซิบเป็นหลักในการสอบชำระ ส่งผลให้ข้อมูลเกี่ยวกับออกญาโกษาธิบดี(ปาน) ในพระราชพงศาวดารฯฉบับพระพนรัตน์(แก้ว) ปราศจากซึ่งความจริงในทางประวัติศาสตร์
จนกระทั่งถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้อาราธนาสมเด็จพระสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส รจนาประวัติบรรพบุรุษ ต้นราชวงศ์จักรี ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกขึ้นมาฉบับหนึ่ง คือ หนังสือเรื่อง ปฐมวงศ์ ฉบับของ ก.ศ.ร.กุหลาบ สันนิษฐานว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคงอาศัยข้อมูลจากหนังสือเรื่อง ปฐมวงศ์ นี้ในการเรียบเรียงประวัติบรรพบุรุษต้นวงศ์ของพระองค์ สำหรับพระราชทานให้แก่เซอร์จอห์น เบาริง นั่นเอง
แม้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า บรรพบุรุษของพระองค์เป็นเพียง เสนาบดีต่างประเทศ คือเสนาบดีคลัง แต่สำหรับข้าพเจ้ากลับเห็นว่า ออกญาโกษาธิบดี(ปาน) อาจมีชาติกำเนิดที่สูงส่งกว่าเป็นเพียงบุตรของเจ้าแม่วัดดุสิต(หม่อมเจ้าบัว) อันเกิดกับลูกหลานคนหนึ่งของพระญาเกียรติขุนนางเชื้อสายมอญ แต่ท่านอาจมีชาติกำเนิดเป็นถึง “พระโอรส” ในพระบาทสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร พระองค์ที่3 (พระเจ้าปราสาททอง) ซึ่งพระองค์ทรงเป็น “โอรสลับ” ของสมเด็จพระนเรศ ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ความลับเรื่องนี้น่าจะเป็นที่รับรู้กันภายในราชสำนักสยามเป็นอย่างดี
ทฤษฎีเรื่องออกญาโกษาธิบดี(ปาน) เป็น “พระราชนัดดา” ในสมเด็จพระนเรศของข้าพเจ้านั้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันเลื่อนลอยไปเสียทีเดียว เพราะหลังจากเจ้าพระยาจักรี(ทองด้วง) ยกทัพกลับจากปราบขบถเมืองจำปาศักดิ์เมื่อ พ.ศ. 2320 (หนังสือเรื่องปฐมวงศ์ ฉบับที่2 ว่า พ.ศ. 2322) พระบาทสมเด็จพระเอกาทศรุทรอิศวร พระองค์ที่6 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มีพระราชดำริว่า
“เจ้าพระยาจักรี(ทองด้วง) ทำความชอบต่อแผ่นดินมามาก แต่ยศศักดิ์ยังหาสมกับความชอบไม่ จึงโปรดพระราชทานนามบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พิลึกมหิมา ทุกนัคราระอาเดช นเรศรราชสุริยวงศ์ องค์อัครบาทมุลิกากร บวรรัตนบรินายก”[25]
ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระนามรัชกาลปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรีเสียใหม่ ในหนังสือเรื่อง กำหนดพระนามสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร มหินทรายุทธยา ทั้ง4 รัชกาล แลพระนามกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แลพระนามกรมพระราชโอรสธิดาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว4 รัชกาล จดพระนามว่า“พระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนาถ นเรศวรราชวิวัฒนวงศ์ ประถมพงศ์ธิราชรามาธิบดินทร์ สยามวิชิตินทรวโรดม บรมนาถบพิตร พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์”[26]
การที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้รับพระราชทานสร้อยนามบรรดาศักดิ์ว่า นเรศรราชสุริยวงศ์ และได้รับการถวายสร้อยพระนามว่า นเรศวรราชวิวัฒนวงศ์ ย่อมเป็นการแสดงว่า พระองค์ทรงเป็นพระราชวงศ์ในสมเด็จพระนเรศ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันเป็นอย่างดีในราชสำนักสยามยุคนั้นว่า พระองค์ทรงสืบเชื้อสายมาจากสมเด็จพระนเรศกษัตริย์สมัยศรีอยุทธยา
หากออกญาโกษาธิบดี(ปาน) เป็น “พระราชนัดดา” ในสมเด็จพระนเรศจริงตามที่ข้าพเจ้าตั้งข้อสันนิษฐานไว้ ราชวงศ์จักรีก็อาจจะสืบสาวสายสัมพันธ์ทางเครือญาติย้อนกลับไปจนถึงราชวงศ์พระร่วงเมืองสุโขทัยเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ ราชวงศ์จักรี จึงนับเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย
อ่านเพิ่มเติม :
- ปิดบันทึกพระราชพงศาวดารฯ ถึงที่มาออกหลวงสุรศักดิ์ “โอรสลับ” ในสมเด็จพระนารายณ์?
- ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???
เชิงอรรถ :
[1] สำหรับพระเจ้ากรุงหงสาวดีพระนามว่าJamna ti cho ในภาษามอญอ่านว่า จอมแนยะห์เทห์จอห์ แปลว่า ผู้ชนะสิบทิศ อันหมายถึงพระเจ้าหงสาวดีเซงพยูมยาเชง(พระเจ้าบาเยงนอง ครองราชย์ พ.ศ. 2094-2124)
[2] ความจริงพระเจ้าหงสาวดีเซงพยูมยาเชง(พระเจ้าบาเยงนอง) ทรงเป็นกษัตริย์พม่าผู้เสวยราชสมบัติในกรุงหงสาวดี(พะโค) ของมอญ พระองค์นับเนื่องอยู่ในราชวงศ์ตองอู แต่ราชสำนักสยามสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงว่า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์มอญ
[3] สมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์ที่6 (สมเด็จพระนารายณ์ ครองราชย์ พ.ศ. 2199-2231)
[4] ออกญาโกษาธิบดี(เหล็ก) สมุหพระกลาโหมและพระคลัง
[5] ออกพระวิสุทธสุนทร(ปาน) ราชทูตสยามผู้เดินทางไปเจริญพระราชไมตรียังราชสำนักฝรั่งเศสใน พ.ศ. 2229 ภายหลังได้รับการแต่งตั้งจากออกพระเพทราชาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในปลายรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์ที่6 (สมเด็จพระนารายณ์) เป็นออกญาโกษาธิบดี(ปาน) เมื่อ พ.ศ. 2231
[6] พระบาทสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร พระองค์ที่4 พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ(เจ้าฟ้าเพชร ครองราชย์ พ.ศ. 2251-75)
[7] สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก หรือสมเด็จพระชนกาธิบดี(ทองดี) ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
[8] พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก(ครองราชย์ พ.ศ. 2325-52)
[9] พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย(ครองราชย์ พ.ศ. 2352-67)
[10] พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
[11] พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว(ครองราชย์ พ.ศ. 2367-94)
[12] เซอร์จอห์น เบาริ่ง. ราชอาณาจักรและราษฎรสยาม เล่ม1. (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, 2547), น. 87-89.
[13] พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยา ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์(จาด) เล่ม1, (กรุงเทพฯ: องค์การค้าคุรุสภา, 2504), น. 169-176.
[14] อภินิหารบรรพบุรุษและปฐมวงศ์, (กรุงเทพฯ: มติชน, 2545), น. 67-68.
[15] ปรามินทร์ เครือทอง. ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี เจ้า หรือ สามัญชน, ใน ศิลปวัฒนธรรม, (เมษายน2548), น. 84.
[16] ส. พลายน้อย. สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย. (กรุงเทพฯ: บำรุงสาส์น, 2535), น. 6. และ พลับพลึง มูลศิลป์. ความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส สมัยอยุธยา. (กรุงเทพฯ: บรรณกิจ, 2523), น. 110.
[17] ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช. โครงกระดูกในตู้. (กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า2000, 2548), น. 21.
[18] พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยา และพงศาวดารเหนือ เล่ม2, (กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2504), น. 97-101.
[19] เอนเยลเบิร์ต แกมป์เฟอร์ เขียน, อัมพร สายสุวรรณ แปล. ไทยในจดหมายเหตุแกมป์เฟอร์. (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2545), น. 29.
[20] แม้นมาส ชวลิต แปล. รายงานเรื่องการปฏิวัติครั้งใหญ่ที่ล่วงมาแล้วในกรุงสยาม และการขับไล่ฝรั่งเศสออกนอกประเทศ, ใน การปฏิวัติปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และการล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา. (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2548), น. 47.
[21] เอนเยลเบิร์ต แกมป์เฟอร์ เขียน, อัมพร สายสุวรรณ แปล. ไทยในจดหมายเหตุแกมป์เฟอร์. น. 29.
[22] ประชุมพงศาวดาร ภาคที่36 เล่ม21, (กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2511), น. 163.
[23] เอนเยลเบิร์ต แกมป์เฟอร์ เขียน, อัมพร สายสุวรรณ แปล. ไทยในจดหมายเหตุแกมป์เฟอร์. น. 51.
[24] ขจร สุขพานิช. ออกญาวิไชเยนทร์ และการต่างประเทศในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์. (พระนคร: ก้าวหน้า, 2506), น. 111.
[25] พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา, (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2548), น. 218.
[26] อภินิหารบรรพบุรุษและปฐมวงศ์, น. 173.
บรรณานุกรม :
แกมป์เฟอร์, เอนเยลเบิร์ต. ไทยในจดหมายเหตุแกมป์เฟอร์. แปลโดย อัมพร สายสุวรรณ. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2545.
ขจร สุขพานิช. ออกญาวิไชเยนทร์ และการต่างประเทศในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์. พระนคร: ก้าวหน้า, 2506.
คึกฤทธิ์ ปราโมช, ม.ร.ว. โครงกระดูกในตู้. กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า2000, 2548.
เบาริง, จอห์น, เซอร์. ราชอาณาจักรและราษฎรสยาม เล่ม1. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย, มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2547.
ประชุมพงศาวดาร ภาคที่36 เล่ม21. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2511.
ปรามินทร์ เครือทอง. ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี เจ้า หรือ สามัญชน. ใน ศิลปวัฒนธรรม, (เมษายน2548).
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยา ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์(จาด) เล่ม1, กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2504.
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยา และพงศาวดารเหนือ เล่ม2, กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2504.
พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม2, กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2548.
พลับพลึง มูลศิลป์. ความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส สมัยอยุธยา. กรุงเทพฯ: บรรณกิจ, 2523.
แม้นมาส ชวลิต แปล. รายงานเรื่องการปฏิวัติครั้งใหญ่ที่ล่วงมาแล้วในกรุงสยาม และการขับไล่ฝรั่งเศสออกนอกประเทศ, ใน การปฏิวัติปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และการล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2548.
ส. พลายน้อย. สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ: บำรุงสาส์น, 2535.
อภินิหารบรรพบุรุษและปฐมวงศ์. กรุงเทพฯ: มติชน, 2545.
หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “ตามรอยสืบหาบรรพบุรุษต้นราชวงศ์จักรี” เขียนโดย สุทธิศักดิ์ ระบอบ สุขสุวานนท์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน 2552
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 ตุลาคม 2562