โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดชีวิต "อดีตนิสิตพิการเรียนดี" กับความฝันที่เป็นไปไม่ได้ สู่เป้าหมายเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 04 เม.ย. 2563 เวลา 03.33 น. • เผยแพร่ 04 เม.ย. 2563 เวลา 03.33 น.

มติชนสุดสัปดาห์เคยมีโอกาสสนทนากับ“แนน-ทิพภาวรรณ พลล่องช้าง” นิสิตพิการเรียนดี แถมมีหัวใจแกร่งไปเมื่อ 2 ปีก่อน

มาถึงวันนี้ “น้องแนน” ได้แปรเปลี่ยนสถานะสู่ “ครูพี่แนน” เป็นที่เรียบร้อย หลังเรียนจบหลังรับปริญญาตรี ก็ได้เริ่มเข้าทำงานที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร เมื่อกลางปี 2562

เราเรียนจบด้วยเกรดเฉลี่ย 3.76 สาเหตุที่ตั้งใจเรียนมาก เพราะตั้งแต่เด็กเรารู้สึกว่าพื้นฐานเราไม่เท่ากับคนอื่นแล้ว สิ่งที่จะทำให้ช่วยเราได้ ก็คือความรู้ เราก็เลยมองว่าการศึกษามีความสำคัญมาก เราก็เลยสร้างมาตรฐานให้ตัวเอง

บางคนเล่นๆ เรียนไปงั้นๆ แต่เรามองกลับกันว่า ถ้าเราเลือกเกิดไม่ได้ แล้วไม่ตั้งใจ-ทำตัวดีไม่ดี มันก็จะไม่สามารถไปชดเชยส่วนอื่นที่ไม่เหมือนคนอื่นได้

ในทางกลับกันเราอาจมีความสามารถทางด้านวิชาการได้ดี แต่ด้านกิจกรรมหรือการเรียนพลศึกษา ในสมัยเรียนบางครั้งอาจารย์ผู้สอนอาจจะให้คะแนนเราเท่าเพื่อนไม่ได้ เราก็เลยต้องถนัดและชัดเจนในสิ่งที่เราทำได้ จึงต้องตั้งใจทำในส่วนอื่นให้ดีที่สุด

ขณะเดียวกันก็สนใจศึกษาด้านจิตวิทยามาพอสมควร เช่น ตอนที่ไม่มีงานหรือใกล้เรียนจบก็มีความเครียด เราก็พยายามศึกษาธรรมะ ศึกษาจิตวิทยาเพื่อจะรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง ว่าเราจะต้องรักษาอะไรไว้

อย่างเรื่องของความรู้ไม่มีทางที่ใครจะมาพรากไปจากเราหรือขโมยไปได้ คนเราท้อได้แต่อย่าถอย อย่าหยุดเดิน อย่าเดินถอยหลัง เราต้องเดินหน้า ก็ตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่เสมอมา

อ.แนนเล่าถึงการเข้ามาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ตอนแรกเข้ามายังไม่ได้รับผิดชอบการสอนอย่างเต็มตัวเพราะว่าวุฒิการศึกษาเราเพียงแค่ปริญญาตรี ก่อนที่เราจะได้รับโอกาสเป็นทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ก็จะมีขั้นตอน มีเวลา ระหว่างนั้นเลยช่วยเป็นที่ปรึกษาธีสิสระดับปริญญาตรีให้น้องๆ ปี 3-4 ของคณะนวัตกรรม โดยที่เราก็เพิ่มพูนความรู้ของตัวเองให้พื้นฐานแน่น ก่อนไปศึกษาต่อต่างประเทศด้านดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง สายตรงของสาขาที่ตั้งใจจะกลับมาสอน cyber business management ที่เราจบมา

ส่วนตัวเป็นคนสนใจและชอบดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งอยู่แล้ว และเชื่อว่าเป็นสายที่กำลังเติบโตในช่วงนี้ และในอนาคตจะมีความสำคัญมากขึ้น

ซึ่งก็แพลนไว้ว่าจะไปเรียนที่อังกฤษ

ต้องบอกว่าสาขาดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งมีเปิดค่อนข้างน้อย จะมีเปิดเฉพาะบางมหาวิทยาลัยเท่านั้น เราต้องเลือกดูว่าเราชอบวิชา และหลักสูตรของที่ไหน แล้วก็เลือกว่าเราจะไปทางไหน

ก็ยอมรับว่าตอนแรกไม่ได้ตั้งใจอยากจะเป็นอาจารย์ ตอนแรกวางแผนไว้ง่ายๆ ว่าจะเรียนต่อ แต่เมื่อเราวางแผนว่าอยากเรียนต่อ การเรียนนั้นก็ต้องต่อยอด และสิ่งที่เป็นได้คือการเป็นนักวิชาการ

ถ้าหากเราตั้งใจจะไปเป็นพนักงานบริษัทก็อาจจะต้องเดินอีกสายหนึ่ง ต้องการประสบการณ์เข้าทำงาน

ซึ่งพอได้คลุกคลีกับสายวิชาการ เป็นสิ่งที่เรารู้ตัวเองเลยว่าเราถนัด ก็เลยมาเป็นอาจารย์

พูดถึงการทำงานในมหาวิทยาลัย ก็ช่วยสนับสนุนเต็มที่ ไม่เคยมีการแบ่งแยก เขาให้เกียรติเรา เคารพเราในฐานะเพื่อนร่วมงาน ตอนแรกเราเป็นนิสิต พอมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยด้วยกัน เป็นอาจารย์ด้วยกัน ทุกคนก็ให้เกียรติเราในฐานะเพื่อนร่วมงาน

ที่บ้านก็จะเป็นห่วง พอมาใช้ชีวิตทำงานแล้วช่วงแรกก็มีการปรับตัวมาก

ตอนเราอยู่บ้านมีคนช่วย support เรา 100% ที่บ้านช่วยดูแลเรา แต่มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เอง สิ่งที่เราไม่เคยคิดจะต้องทำก็ต้องทำ เช่น การซักผ้า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับเรา ก็ไปจ้างซักเอาง่ายกว่า

ส่วนพูดถึงความฝันจริงๆ ของเรา ต้องบอกว่าคงเป็นไปไม่ได้ เพราะจริงๆ แล้วชอบเรื่องของเพลงดนตรี และแนวบันเทิง การแสดง แต่เราก็รู้ว่ากายภาพของเราคงไปทำอย่างนั้นเป็นอาชีพหลักไม่ได้ ก็เลยชอบทำเป็นอดิเรกคือการร้องเพลง เราอยากเป็นนักร้อง เราชอบร้องเพลง

ถ้าสมมุติว่าร่างกายเราปกติมากกว่านี้ เราคงไปร้องเพลงที่เกาหลี คงไปสมัครอยู่ smtown ไปเป็นเด็กออดิชั่นแล้วก็ได้

แนนเล่าให้ฟังถึงไอดอลและศิลปินที่ชื่นชอบมีหลายคน ถ้าเป็นศิลปินไทยจะชอบแสตมป์ เบล สุพล เพราะดนตรีช่วยให้เรารู้สึกสบายใจมากขึ้น เวลามีเรื่องเครียดๆ พอเราได้ฟังดนตรี ได้ฟังเพลง กลับพาเราได้ไปอยู่อีกโลกหนึ่ง ทำให้เราลืมเหตุการณ์ไม่ดีในโลกปัจจุบันได้พักหนึ่ง ช่วยในเรื่องของความผ่อนคลาย แต่ถึงกระนั้นบางครั้งถ้าเราอินกับเพลงมากเกินไปก็จะมีอาการซึมเศร้าได้ (ฮา)

ขณะเดียวกันมีความคิดอยากจะทำช่อง YouTube ของตัวเอง พอลองทำแล้วก็รู้ว่าเราไม่สามารถทำได้ทั้งหมดในตัวคนเดียว

ต่อคำถามที่ว่า มีเรื่องอะไรที่ทำให้เราเป็นทุกข์บ้างไหม

แนนเล่าว่า ไม่ว่ามีเรื่องอะไรเข้ามาในชีวิตก็รู้สึกว่ามันยากทุกเรื่อง ทั้งความเครียดส่วนตัว/งาน/ครอบครัว แต่ถ้ามันมาพร้อมกันเมื่อไหร่ก็จะทำตัวไม่ถูก แต่เรามีวิธีจัดการความเครียดของเราอยู่ ถ้ามันอยู่ในจุดที่ไม่ไหวแล้ว แล้วก็จะทิ้งทุกอย่าง อยู่คนเดียว อยู่กับธรรมชาติ แล้วค่อยกลับมาคิดพิจารณาว่าปัญหาไหนแก้ได้ ปัญหาไหนควรปล่อยวาง งานไหนที่เราสามารถควบคุมจัดการได้ ก็ค่อยๆ แก้กันไปทีละสเต็ป

สำหรับการใช้ชีวิตของคนพิการใน กทม.นี้ มองว่ายังมีหลายอย่างที่ขาด เช่น เรื่องของห้องน้ำอาจจะไม่สะดวก ไม่มีสายชำระ ส่วนการเดินทางบางที่ลิฟต์ บันไดเลื่อนมีไม่ครบหรือมีแล้วชำรุดใช้การไม่ได้ โชคดีที่เรายังพอเดินได้บ้าง แค่มันจะลำบากกว่าปกตินิดหน่อย จึงมองว่าถ้ามีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ก็อยากจะส่งเสียงสะท้อนไปถึงผู้ว่าฯ คนต่อไป ว่าในฐานะคนที่มีความต้องการพิเศษทางเดินในเมืองหลวงยังคงเป็นปัญหาอยู่กับคนตาบอด เรามองถึงเพื่อนที่เป็นผู้พิการด้านอื่น ฟุตปาธบ้านเราบางทีพื้นชำรุดและบางที่ไม่มีทางลาดลงก็เป็นอุปสรรคสำหรับคนเข็นวีลแชร์ในการเปลี่ยนที่

นี่เอาแค่ใจกลางในเมือง หากออกจากบางจุดไป ก็ไปไหนลำบากแล้ว มีเพื่อนที่เคยนั่งวีลแชร์และเรียนด้วยกัน บางทีต้องอ้อมไปหลายๆ จุดเพื่อให้วีลแชร์สามารถเข็นลงไปไหนมาไหนได้ ถือว่าเป็นปัญหาที่ยังขาดอยู่มาก

ส่วนตัวปัญหาที่ประสบมากับตัวเลยโดยตรงคือที่ทางชำรุด เราเคยล้มลงไป มันเสียสมดุลเพราะว่าพื้นอิฐบล็อก มันวูบลงไป เหมือนเป็นกับดัก เราก็ล้มลงไปนอนเลย หัวกระแทกพื้น คนก็ตกใจว่าเป็นอะไรหรือเปล่า

ดีที่ว่าเรายังมีขาที่ปกติอยู่ข้างหนึ่ง พอที่จะถ่วงน้ำหนักได้บ้าง จึงอยากให้มีการปรับปรุงในเรื่องเหล่านี้

ในฐานะผู้พิการมองว่า คนพิการต้องการให้มองเราเป็นคนปกติ จะถามว่าต้องการความช่วยเหลืออยู่ไหม ในบางเรื่องก็ใช่ ถ้าเกิดมีการปฏิเสธแสดงว่าบางเรื่องเขาสามารถทำเองได้ก็จะพยายามทำด้วยตัวเอง แล้วจากการที่เคยทำวิจัยสำรวจคนทั่วไปเขาจะมีความรู้สึกว่า เมื่อเราจะปฏิเสธคนที่เขาอยากจะช่วยเหลือ เขาบอกว่าเขาอาจจะไม่อยากทำอีก ส่วนตัวคิดว่าการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว อยากให้ทำต่อๆ ไป ไม่จำเป็นว่าครั้งนี้ทำแล้วไม่ได้ทำ ครั้งหน้าจะไม่ทำอีก เพราะยังมีคนที่ต้องการความช่วยเหลืออีกก็ได้ คิดว่าสังคมเรายังตื้นตัน 50-50 อยู่

ส่วนกิจกรรมหรือสถานที่ที่ในชีวิตนี้จะไม่ทำอีกแล้ว คือ การขึ้นเรือคลองแสนแสบ (มศว เป็นมหาวิทยาลัยที่สามารถขึ้นเรือแสนแสบได้) เพราะเคยมีประสบการณ์ขึ้นครั้งหนึ่งแล้วรู้สึกมันเสี่ยงตายมากๆ ทั้งการเทียบท่า การออกเรือ ไปนั่งก็มีน้ำเข้ามา การใช้ความเร็ว หลายอย่างรู้สึกว่าไม่มีความปลอดภัย ไม่มีมาตรฐานในการจอดเทียบท่า ยิ่งในช่วงเวลา Peak Time

จึงเป็นอะไรที่จะไม่ขึ้นอีก ไม่ไหวจริงๆ

ชมคลิปสัมภาษณ์ 2 ตอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...