โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มรณะแห่งประวัติศาสตร์ : แหล่งอารยธรรมมนุษย์ที่ถูกทำลายโดยโจรและกองทหารอเมริกัน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 05 ก.ย 2565 เวลา 03.28 น. • เผยแพร่ 04 ก.ย 2565 เวลา 00.41 น.

ปี ค.ศ. 2003 นับว่าเป็นปีวิกฤตของชาวอิรัก เมื่อประธานาธิบดีจอร์จ บุช ตัดสินใจส่งกองกำลังเข้าโจมตีอิรัก ทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศ ด้วยข้อหาสะสมอาวุธนิวเคลียร์และกำจัดผู้นำเผด็จการอย่างซัดดัม ฮุสเซน

แม้ว่าการโจมตีของอเมริกาจะอ้างว่านำมาเพื่อสันติภาพ แต่พวกเขากลับคร่าชีวิตผู้คน ทำลายทรัพย์สินไปมากมาย กลุ่มหัวขโมยถือโอกาสตอนที่บ้านเมืองกำลังวุ่นวาย ฉกฉวยสิ่งมีค่าเพื่อส่งต่อสู่ตลาดมืด และซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น อาจจะด้วยความตั้งใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทั้งหัวขโมยและกองทัพอเมริกันได้ทำลายประวัติศาสตร์มนุษยชาติลงไปไม่เหลือชิ้นดี

ประเทศอิรักนับว่ามีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน จากความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติส จึงก่อเกิดอารยธรรมโบราณมากมาย เช่น อาณาจักรบาบิโลน อัสซีเรีย สุเมเรียน ฯลฯ อารยธรรมเหล่านี้หลงเหลือเป็นแหล่งโบราณคดีอีกหลายพันแห่งที่ยังรอการขุดค้น

เมื่อครั้งสิ้นสุดสงครามอ่าวเปอร์เซียปี ค.ศ. 1991 พิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ในอิรักถูกโจรกรรมไป 13 แห่ง ไม่นับโบราณสถานที่ถูกทำลายจากการเคลื่อนกองกำลังทหาร แต่ปัจจุบันหลังจากการโจมตีอิรักในปี ค.ศ. 2003 ผ่านมาเกือบ 5 ปี เฉพาะที่เมืองนาสสาริยาห์ (Nassariyah) เพียงที่เดียวซึ่งมีแหล่งโบราณคดีไม่น้อยกว่า 840 แห่ง กำลังถูกพวกหัวขโมยขุดทำลายหาของโบราณที่พอจะขายได้ส่งให้พ่อค้าในตลาดมืด เพื่อขายให้กับนักสะสมผู้มั่งคั่งซึ่งไม่เคยสนใจว่าจะต้องขุดทำลายโบราณสถานเท่าใดจึงจะได้สิ่งเหล่านี้มา

โจแอนน์ ฟาร์ชัค (Joanne Farchakh) นักโบราณคดีชาวเลบานอนกล่าวว่า นอกจากการโจรกรรมสมบัติตามพิพิธภัณฑ์แล้วหัวขโมยเหล่านี้ไม่ปล่อยให้พื้นที่แม้เพียง 1 เมตรที่พวกเขาเชื่อว่ามีเมืองของชาวสุเมเรียนฝังอยู่ใต้ดินหลุดรอดไปได้ พวกเขาทำการขุดค้นอย่างเป็นระบบนำโดยชาวอิรักผู้ชำนาญในการขุดค้นทางโบราณคดี ซึ่งเคยศึกษาหรือทำงานด้านนี้ในยุคที่ซัดดัมเรืองอำนาจ และหันมาเป็นโจรเพราะความยากแค้นจากภาวะสงครามและความละโมบ ซึ่งกินเนื้อที่การทำลายล้างไม่ต่ำกว่า 20 ตารางกิโลเมตร

ไม่เพียงเท่านี้ ฐานทัพของอเมริกาในอิรักก็สร้างปัญหาเช่นกัน การทิ้งระเบิดในตัวเมืองทำให้พิพิธภัณฑ์และสถานที่ทางประวัติศาสตร์หลายแห่งได้รับความเสียหาย พวกเขาใช้แหล่งโบราณคดี หรือสถานที่ทางประวัติศาสตร์ไม่ต่ำกว่า ๗ แห่ง เป็นที่ตั้งฐานทัพ เช่น เมืองโบราณบาบิโลน โดยอ้างว่าเพื่อปกป้องเมืองจากกลุ่มหัวขโมย แต่กลับทำให้โบราณสถานได้รับความบอบช้ำมากขึ้น ยวดยานพาหนะขนาดยักษ์ของกองทัพที่วิ่งไปมาบนถนน ทำให้กำแพงร้าวและแหล่งโบราณสถานใต้พื้นดินได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ไม่ต่างจากการเกิดแผ่นดินไหว

มรดกของอิรักที่กำลังถูกทำลายด้วยน้ำมือกองทหารและหัวขโมย (ดูแผนที่ประกอบ)

เฮตรา (Hatra) ก่อตั้งโดยชาวอัสซีเรีย ป้อมปราการแห่งเฮตราที่งดงามกำลังกลายเป็นเหยื่อของพวกหัวขโมย พวกนั้นตัดก้อนหิน เคลื่อนย้ายลวดลายแกะสลักและภาพนูนออกจากตัวป้อมปราการ

บาบิโลน (Babylon) แม้ว่าจะมีการป้องกันเมืองนี้เป็นอย่างดี แต่ก็ได้รับความเสียหายเป็นบริเวณกว้างจากกองทัพอเมริกันและยวดยานพาหนะของกองทัพ รวมถึงรถถังที่วิ่งไปมาทำให้อิฐปูพื้นทางเดินอายุ 2,500 ปี ถูกทำลาย ยังไม่นับรวมความเสียหายที่เกิดกับประตูอิชตาร์(Ishtar Gate)

ลาร์ซา (Larsa) (ในพระคัมภีร์ไบเบิลเป็นที่รู้จักในชื่อ เอลเลสซาร์) ลาร์ซาเป็นเมืองที่มีคนรู้จักน้อยที่สุด และไม่มีการขุดค้นทางโบราณคดีมากนัก ในขณะเดียวกันเมืองนี้ก็ได้รับการดูแลน้อยกว่าเมืองบาบิโลนเช่นกัน จึงได้รับความเสียหายจากการที่พวกหัวขโมยเที่ยวขุดเจาะหลุมไม่ต่ำกว่า 100 แห่ง เพื่อค้นหาสมบัติ

เออร์ (Ur) (เป็นที่รู้จักในชื่ออูริน จากบันทึกของชาวสุเมเรียน และกาเมียร์นาห์ (Qamirnah)) เป็นที่ทราบกันว่าแหล่งอารยธรรมขนาดใหญ่ที่เพิ่งเป็นที่รู้จักในประวัติศาสตร์โลกแห่งนี้มีอายุไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว แม้จะได้รับการปกป้องจากการที่อเมริกาใช้เป็นฐานทัพ แต่วิหารซิกกูแรต และโบราณสถานต่างๆ ในเมืองเออร์ต่างได้รับความเสียหายจนยากที่จะซ่อมแซมได้

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กรุงแบกแดด (Bagdad Historical Museum) การโจมตีแบกแดดของกองทัพอเมริกันในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2003 ทำให้พิพิธภัณฑ์หลายแห่งถูกโจรกรรม มีคำสั่งให้ฟื้นฟูพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ แต่ก็สายเกินไปเพราะโบราณวัตุต่างๆ กว่าพันชิ้นได้สูญหายไปแล้ว

ไอซิน (Isin) มีการขโมยแผ่นจารึกอักษรคูนิฟอร์มและโบราณวัตถุต่างๆ จากวิหารกูลา(Temple of Gula) และโบราณสถานอีกนับไม่ถ้วนในเมืองนี้ ราวกับทะเลทรายเต็มไปด้วยหลุมของตัวแบดเจอร์หลายร้อยหลุม

อย่างไรก็ตามทั้งผู้ปกครองส่วนท้องถิ่น นักโบราณคดี หรือนักวิชาการชาวอิรักก็ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหานี้ ในปี ค.ศ. 2006 ดร. อับดุลาเมียร์ ฮัมดานิ (Abdulamir Hamdani) ผู้อำนวยการการอนุรักษ์สิ่งโบราณของเมืองดี คาร์ (DI Qar) ทางตอนใต้ของอิรัก กล่าว่า พวกเขาพยายามปกป้องโบราณสถานด้วยกำลังเท่าที่มี แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากมีรถ ปืน และจำนวนคนแค่หยิบมือ เมื่อเทียบกับพวกหัวขโมยที่มีนายทุนหนุนหลังและโบราณสถานอีก 800 แห่ง ในจังหวัดนี้ที่ต้องดูแล ถ้ารัฐบาลยังไม่เห็นความสำคัญของ

ปัญหานี้ปัจจุบันโบราณวัตถุจากอิรักถูกส่งออกไปทั่วโลก ในเว็บไซต์ทางอินเตอร์เน็ตมีการเสนอซื้อโบราณวัตถุที่มีอายุหลายพันปีเหล่านี้ ทั้งจาก ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ เมื่อมีอุปสงค์เข้ามามากมาย ทำให้การขุดค้นของพวกหัวขโมยไม่เพียงจำกัดอยู่ในแบกแดดเท่านั้น พวกเขาขยายพื้นที่การขุดไปถึงเมืองเฮตรา (Hatra) ทางตอนเหนือ และเมืองเออร์(Ur) ทางตอนใต้ของอิรัก

หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปชาวอิรักจะไม่หลงเหลือประวัติศาสตร์ และอารยธรรมของมนุษยชาติก็คงถูกทำลาย ไม่เหลือสิ่งใดไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานอีกต่อไปข้อมูล

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!!สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

Robert Fisk. Special Investigation,Ž in The Independent. September 2007.

โอสเนอร์ แซร์สตัด เขียน, โสภาพรรณ รัตนัย แปล. The Hundred and One Days-101 วันนรกในแบกแดด. มติชน, 2551

เว็บไซต์ www.wikipedia.com

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 ธันวาคม 2560

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...