โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ทำไมถึงมี "วงรัศมี" รอบศีรษะบุคคลสำคัญทางศาสนาทั้งฝั่งตะวันตก-ตะวันออก?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 04 ก.ย 2566 เวลา 10.48 น. • เผยแพร่ 04 ก.ย 2566 เวลา 10.32 น.

ศาสนา หรือลัทธิความเชื่อต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ คริสต์ ฮินดู โซโรคัสเตอร์ หรือแม้แต่เทพปกรณัมของกรีก มักถูกมองว่าล้วนมีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป แต่เมื่อดูงานศิลปะอันเกี่ยวเนื่องกับศาสนาต่างๆ เหล่านี้แล้วกลับพบว่า ยังมีบางสิ่งที่พอจะเชื่อมโยงความเชื่อทางศาสนาเหล่านั้นเข้าด้วยกัน สิ่งนั้นก็คือ สัญลักษณ์ วงรัศมี

หากสังเกตในงานศิลปะทาง ศาสนา หลายคนน่าจะพอจำสัญลักษณ์วงรัศมีซึ่งปรากฏอยู่รอบศีรษะของบุคคลซึ่งถูกมองว่ามีสถานะความศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของแต่ละกลุ่ม

วงรัศมี ในงานศิลปะมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นประกายแบบที่ปรากฏในเทพีเสรีภาพ หรือแบบที่เป็นลักษณะเปลวในงานศิลปะแบบอิสลาม ทั้งในจักรวรรดิออตโตมัน จักรวรรดิโมกุล กระทั่งจักรวรรดิเปอร์เซีย

เหตุผลในการประดิษฐ์สัญลักษณ์วงรัศมีนี้ มีผู้สันนิษฐานไปในทิศทางต่างๆ นานา โดยแหล่งข้อมูลบางแห่งอ้างว่า เดิมทีวงรัศมีนี้เป็นรูปแบบของมงกุฎ หรือบ้างก็ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งโรจน์ที่แผ่ออกมาจากจิตใจของผู้มีความศักดิ์สิทธิ์ หรืออาจเป็นข้อเสนอที่เรียบง่ายกว่านั้น โดยอ้างว่าเป็นเพียงการประดับตกแต่ง

นอกจากนี้ยังมีข้อสันนิษฐานที่แหวกแนวออกไปอีกว่า วงรัศมีนี้พัฒนามาจากแผ่นที่ติดอยู่กับรูปปั้นเพื่อป้องกันมูลนกตกใส่ศีรษะของรูปปั้นทวยเทพ

แมทธิว วิลสัน (Matthew Wilson) ผู้เขียนบทความเรื่อง “สัญลักษณ์วงรัศมีซึ่งแพร่กระจายไปทั่วโลก” ในเว็บไซต์ BBC อธิบายว่า การค้นคว้าศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดเชิง “หน้าที่” ของสัญลักษณ์วงรัศมีในงานศิลปะทางศาสนาที่ผ่านมาพบว่า สามารถสืบข้อมูลย้อนกลับไปได้ไกลถึงแค่ช่วงระหว่าง 100 ปีก่อนคริสตกาลถึงช่วง 1 ปีก่อนคริสตกาล และแม้ว่าวงรัศมีนี้จะไม่มีปรากฏอย่างโดดเด่นในศาสนาใดๆ มาก่อนหน้านี้ แต่เพียงไม่กี่ศตวรรษถัดมา มันได้กลายส่วนหนึ่งของศาสนาต่างๆ ไปทั่วยูเรเซีย

ตามมุมมองของแมทธิว วิลสัน เขาอธิบายว่า สัญลักษณ์วงรัศมีนี้มีแนวโน้มว่าวิวัฒนาการมาจากศิลปะในยุคแรกๆ ของอียิปต์โบราณ ซึ่งมีเทพรา (Ra) ผู้เป็นสุริยเทพที่มักจะมีรูปทรงกลมอันเป็นตัวแทนแห่งดวงอาทิตย์ปรากฎอยู่บริเวณเหรือศีรษะ

โดยลักษณะในทำนองเดียวกันนี้ยังพบที่เมือง Mohejo-daro (ในหุบเขา Indus ปากีสถาน) ช่วงทศวรรษ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งรัศมีเหล่านี้ปรากฏลักษณะประกายแบบเปล่งออร่าทั่วร่างกาย ไม่ได้เป็นแค่เพียงบริเวณศีรษะเท่านั้น

หรือแม้แต่ในศิลปะของกรีกโบราณยังสามารถพบมงกุฎที่แผ่รัศมีออกมาจากบริเวณศีรษะของวีรบุรุษในตำนาน ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นพลังอันศักดิ์สิทธิ์ แต่วงรัศมีที่พบเห็นในปัจจุบันนี้ แมทธิว มองว่าเป็นผลมาจากการประดิษฐ์ในยุคหลัง ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากแนวคิดทางศาสนาที่เฉพาะตัว

ตัวอย่างแรกสุดของวงรัศมียุคแรกๆ ที่เป็นลักษณะจานทรงกลมมาจากในงานศิลปะทางศาสนาของอิหร่านโบราณเมื่อทศวรรษ 300 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งมักจะถูกรับรู้ว่าเป็นลักษณะเด่นของ Mithra ผู้เป็นเทพแห่งแสงในศาสนาโซโรคัสเตอร์

มีข้อเสนอแนะว่า แนวคิดเรื่องความรุ่งโรจน์อันศักดิ์สิทธิ์ในโซโรคัสเตอร์เกี่ยวพันเชื่อมโยงกับแนวคิดการแผ่รัศมีของดวงอาทิตย์ ซึ่งการใช้วงรัศมีในบริบทนี้เป็นการสื่อสารเชิงภาพในแง่ที่พยายามเชื่อมโยงคุณลักษณะของวงรัศมี (เชิงดวงอาทิตย์) มาผูกเข้ากับลักษณะของ Mithra แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นกับเทพรา (Ra)

เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 100 เริ่มพบสัญลักษณ์วงรัศมีในสถานที่ที่กว้างไกลออกไป เช่น เมือง El Djem ในตูนิเซีย เมือง Samosata ในตุรกี หรือเมือง Sahri-Bahlol ของปากีสถาน เรื่อยมาจนถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 400 สัญลักษณ์วงรัศมีถูกผนวกเข้ากับศิลปะแบบคริสเตียนในกรุงโรม รวมถึงศิลปะทางพุทธศาสนาในประเทศจีน ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ศตวรรษ สัญลักษณ์วงรัศมีก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์ในหลายศาสนาแถบยูเรเซียไป

Matthew Wilson อธิบายอีกว่า อิทธิพลของสัญลักษณ์วงรัศมีที่แพร่กระจายไปทั่วโลก เริ่มจากการเคลื่อนตัวออกจากอิหร่าน ซึ่งอาจถือว่าเป็นถิ่นกำเนิดของมันออกไปสู่ทั้งแถบตะวันออกและตะวันตก ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1 เมื่อชาวอินโด-ไซเธียน (ชนเผ่าเร่ร่อนจากอิหร่าน) และคูชาน (จากบักเตรียในอัฟกานิสถาน) รุกรานพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ดินแดนที่ปัจจุบันคือพื้นที่ของปากีสถาน อัฟกานิสถาน และอินเดียตอนเหนือในปัจจุบัน ทั้งสองอาณาจักรซึ่งอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมอิหร่านโบราณ นำระบบเหรียญซึ่งสื่อถึงเทพ Mithra อันมีวงรัศมีปรากฏอยู่เข้ามาด้วย

เทพซึ่งมีลักษณะน่าสนใจและมีรัศมีแห่งเทพเจ้าเป็นสิ่งที่ชวนดึงดูดความสนใจผู้คนในแถบเทือกเขาฮินดูกูช (Hindu Kush) แมทธิว ชี้ว่า แม้แต่ภาพของพระพุทธองค์ที่เชื่อกันว่าเป็นงานภาพยุคแรกๆ ที่นำเสนอภาพของพระพุทธองค์อย่างภาพภายนอกที่เก็บพระธาตุ Bimaran (ซึ่งอาจมีขึ้นตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1) ยังแสดงให้เห็นพระพุทธเจ้าพร้อมวงรัศมี แบบที่พบในความเชื่อของกลุ่ม Mithra

เวลาต่อมา Mithras ยังมีอิทธิพลต่อการเขียนรูปลักษณ์ของของเทพโรมันอีกองค์หนึ่ง คือ Sol Invictus เทพเจ้าทั้งสององค์ล้วนผนวกเอาร่างกายที่สง่างามเข้ากับพลังศักดิ์สิทธิ์ โดยเชื่อมโยงกับการแผ่รัศมีและอำนาจของดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชนชั้นนำในสังคมเคารพบูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจักรพรรดิแห่งโรมันอย่างคอนสแตนติน (จักรพรรดิในปี ค.ศ. 306-337) ซึ่งยอมรับสัญลักษณ์ของวงรัศมีในเชิงอำนาจของมัน คอนสแตนตินกับทายาทจึงใช้วงรัศมีนี้ในงานศิลปะที่แสดงให้เห็นภาพของพวกเขา

จากนั้น เมื่อศาสนาคริสต์ในจักรวรรดิโรมันเริ่มได้การยอมรับมากขึ้น ศิลปินจึงเริ่มสร้างงานศิลปะแบบที่นำเสนอภาพของพระเยซูพร้อมวงรัศมี การประยุกต์ใหม่ในทางสัญลักษณ์ในหมู่คริสเตียนนี้ปรากฏขึ้นในช่วงราวทศวรรษที่ 300 หลังจากมันปรากฏในศาสนาพุทธมากกว่า 200 ปี

สัญลักษณ์วงรัศมีนั้นคงอยู่ในงานศิลปะของคริสเตียนนับแต่นั้นมา แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนดัดแปลงบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สำหรับศาสนาพุทธ เชน และฮินดู ทั้งสามศาสนาปรากฏที่ทางอยู่ในอินเดียร่วมกันได้ในช่วงพันปีแรกของคริสต์ศตวรรษ ทั้งสามความเชื่อแชร์ไอเดียและการเขียนรูปลักษณ์ในงานศิลปะรวมถึงสัญลักษณ์วงรัศมีด้วย

งานแกะสลักยุคแรกๆ ที่ปรากฏรูปวงรัศมีจากศาสนาในอินเดียมาจากศูนย์กลางการผลิตงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่สองแห่ง ได้แก่ Gandhara (ที่ชายแดนของปากีสถานและอัฟกานิสถาน) และ Mathura (ห่างจากทางตอนใต้ของเมืองเดลี 90 ไมล์)

ในยุคโบราณตอนปลายและยุคกลาง Gandhara อยู่ในบริเวณศูนย์กลางของเครือข่ายเส้นทางการค้าขนาดใหญ่ที่ทอดยาวไปถึงจีนทางตะวันออกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตะวันตก

วัดทางพุทธศาสนาจึงปรากฏขึ้นตามจุดเชื่อมต่อหลักของเส้นทางการค้า และวัดทางพุทธศาสนานี้เอง เป็นสถานที่ให้เหล่าพ่อค้าได้พักผ่อน สวดมนต์ และพักฟื้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พระพุทธศาสนาแผ่ขยายวงกว้างไปทั่วจีน รวมทั้งการเขียนรูปลักษณ์ทางศาสนาในงานศิลปะ เมื่อเวลาผ่านไป สัญลักษณ์วงรัศมีก็ปรากฏในงานศิลปะในแถบเกาหลีและญี่ปุ่น ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 500

การเผยแพร่แบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับศาสนาฮินดูเช่นกัน โดยแพร่กระจายไปทั่วเอเชียผ่านเส้นทางการค้าทางบกและทางทะเล รวมถึงได้นำแนวคิดความเชื่อทางศาสนาและรูปแบบศิลปะมาสู่อินโดนีเซีย มาเลเซีย และดินแดนอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

Wilson, Matthew. The halo: A symbol that spread around the world. BBC. Published 24 JUN 2021. Access 28 JUN 2021.

Halo. Britannica. Access. 28 JUN 2021.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 มิถุนายน 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...