โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อยุธยาขาย "ยางรัก" ส่งตลาดนอกฟันกำไรอย่างงาม แม้ผลิตเองไม่ได้

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 ก.ย 2568 เวลา 17.05 น. • เผยแพร่ 13 ก.ย 2568 เวลา 17.03 น.

ยางรักอยุธยา ส่งตลาดนอกฟันกำไรอย่างงาม แม้ผลิตเองไม่ได้

รัก” ที่คนไทยใช้เรียก“น้ำรัก” หรือ “ยางรัก” นั้น ไม่สามารถหาได้ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างเพราะสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ดังนั้น การได้ยางรักมาจึงมี 2 ทาง คือ ได้มาด้วยการซื้อขายแลกเปลี่ยนในฐานะสินค้า และได้มาในฐานะส่วยหรือบรรณาการที่ส่งมาจากรัฐตอนในของแผ่นดิน ซึ่งเป็นแหล่งที่เต็มไปด้วยของป่านานาชนิด เป็นสินค้าที่มีราคาแพง และเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ

แหล่งยางรัก

ยางรักเป็นหนึ่งในส่วยของป่าสำคัญจากหัวเมืองประเทศราชหรือรัฐตอนในของแผ่นดิน จากทางภาคเหนือ (ล้านนา) และจากทางภาคตะวันออก-ภาคอีสาน (ล้านช้าง) ยางรักจากทั้ง 2 เขตนั้นมีความแตกต่างกัน เพราะชนิดของสายพันธุ์รัก โดยมากแล้วต้นรักจะเติบโตได้ดีในสังคมของไม้ในป่าเต็งรังที่ระดับความสูงตั้งแต่ 100-600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง หรือในเขตภูเขา

ในสมัยอยุธยาไม่มีบันทึกที่แน่ชัดว่าอยุธยามีความต้องการใช้ยางรักปริมาณเท่าใด แต่ต้องมีความต้องการใช้เป็นปริมาณมหาศาล เพื่อใช้ลงรักในงานด้านพระพุทธศาสนา เช่น ลงรักพระพุทธรูปก่อนปิดทอง การทำตู้พระธรรม บานประตูหน้าต่างในวัด และงานประดับมุก รวมถึงยังใช้ในการสร้างพระราชวังและตำหนักอีกด้วย

นิโกลาส์ แชรแวส ชาวฝรั่งเศสผู้เดินทางเข้ามาในอยุธยาตรงกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม ว่ามียางไม้ชนิดหนึ่งได้จากป่าใกล้ ๆ เขตกัมพูชาถูกนำมาใช้ในงานด้านศิลปกรรม

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่ายางรักที่ใช้ในงานศิลปกรรมของอยุธยาส่วนใหญ่ได้มาจากทางภาคตะวันออก-ภาคอีสาน หรือเขมร เพราะเป็นเขตที่อยุธยาสามารถควบคุมได้ดีกว่าทางภาคเหนือหรือล้านนามาก

พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อธิบายว่า“ยางรักที่ใช้ในอยุธยาคงมีทั้งได้มาในฐานะที่เป็นส่วย และสินค้าที่ซื้อขายแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะการซื้อขายแลกเปลี่ยนในฐานะสินค้าคงเป็นกิจกรรมการค้าที่กระทำกันอย่างกว้างขวาง ดังที่ปรากฏใน คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม ว่าในฤดูเดือนสามเดือนสี่ (หรือราวเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม) เกวียนบรรทุกสินค้าจากเมืองนครราชสีมาจะนำ ‘น้ำรัก’ และของป่าอื่น ๆ ได้แก่ ขี้ผึ้ง ปีกนก ผ้าตรางผ่าสายบัวสี่คืบน่าเกบทอง ผ้าตาบัวปอกตาเลดงา และหนังเนื้อ เอนเนื้อ เนื้อแผ่น ครั่งไหม กำยาน ดีบุก หน่องา ของป่าต่าง ๆ มาที่ ‘บ้านศาลาเกวียน’ ซึ่งอยู่ทางเหนือของเกาะเมืองอยุธยา ที่บ้านศาลาเกวียนนั้นมี ‘มีศาลาใหญ่ห้าห้องสองหลัง’ เพื่อให้พ่อค้าพักระหว่างทำการค้าที่อยุธยา”

โดยสรุปแล้ว ยางรักของอยุธยามีที่มาจาก 2 แหล่งหลัก คือแหล่งแรกจากทางภาคเหนือจากทางเชียงใหม่จะผ่านมาที่เมืองปากน้ำโพ และแหล่งที่ 2 จากทางภาคตะวันออก-ภาคอีสาน จากแถบแม่น้ำป่าสักและที่ราบสูงโคราช หรือรวมถึงจากกัมพูชาด้วย

ในแง่ของส่วย ในเอกสาร คำให้การชาวกรุงเก่า ระบุว่ายางรักเป็นหนึ่งในส่วยของป่าที่เรียกเก็บจากราษฎร ซึ่งส่วยของป่าที่เรียกเก็บนี้ยังมีรายการอื่น ๆ อีก เช่น น้ำมันยาง น้ำผึ้ง ชัน สีน้ำรัก เป็นต้น โดยกลไกสำคัญที่ทำให้ส่วยรักและของป่าต่าง ๆ สามารถส่งมาที่อยุธยาได้นั้นมาจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ดังเห็นได้จากกฎหมายพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือนที่เริ่มตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่มีการระบุถึง “ตำแหน่งขุนเทพณราชสมุบาญชีย์ เรียกส่วยจากหัวเมืองและแขวงจังหวัด” และมีการตราไว้ไม่ต่ำกว่า 19 มาตรา

การค้ายางรักของอยุธยา

ยางรักเป็นสินค้าออกเก่าแก่ชนิดหนึ่งและเป็นที่ต้องการของต่างประเทศอย่างมาก โดย โทเม พิเรส์ ชาวโปรตุเกสที่เข้ามาที่มะละกา ระหว่าง พ.ศ. 2055-2057 ได้บันทึกไว้ว่า กำยาน ชะมดเช็ด และยางรัก เป็นสินค้าออกสำคัญของอยุธยาที่ส่งไปขายยังประเทศจีน โดยระบุว่าสินค้าเหล่านั้นมีต้นกำเนิดมาจากทางพม่าและเชียงใหม่

เอกสารของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา หรือ VOC ได้บันทึกถึงการค้าขายยางรักในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ให้ข้อมูลว่ายางรักเป็นหนึ่งในสินค้าออกที่สำคัญของอยุธยาที่ควบคุมการค้าโดยราชสำนัก และ VOC ก็พยายามที่จะซื้อขายยางรักนี้เพื่อส่งไปขายยังประเทศญี่ปุ่นด้วย เหตุที่ญี่ปุ่นมีความต้องการยางรักในปริมาณสูง อาจเอาไปใช้สำหรับทำเครื่องใช้ประเภทถ้วยชามและกล่องไม้ต่าง ๆ ที่เรียกว่า “ชิกกิ” (Shikki) ซึ่งทางญี่ปุ่นและริวกิวมีความนิยมใช้อย่างมาก

และในเอกสารของฮอลันดา พ.ศ. 2179 บันทึกว่า “พ่อค้าเจเรเมียส ฟอน ฟลีต (วัน วลิต) ได้ประสบกับความยุ่งยากหลายประการในการจัดหาสินค้าไปประเทศญี่ปุ่น… พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงขัดขวางฟอน ฟลีต ในการส่งสินค้าไปประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากพระองค์ทรงส่งเรือสำเภา 3 ลำไปกวางตุ้งแล้ว โดยบรรทุกสินค้าไปประมาณ 13,000 หาบ มีไม้ฝาง ตะกั่วจำนวนมาก ยางรัก งาช้าง ขนนก รังนก นอแรด และหนังกวางอีกจำนวนเล็กน้อย และด้วยความมุ่งหมายนั้นจึงได้ผูกขาดเรือสินค้าทุกลำเท่าที่จะหาได้สิ้น”

อย่างไรก็ตาม ล้านช้างเป็นอีกเขตหนึ่งที่สามารถผลิตยางรักได้มาก ในเอกสารฮอลันดาบันทึกไว้ว่าเมื่อ พ.ศ. 2184“ราชทูตคนหนึ่งจากล้านช้างได้มาถึงกรุงศรีอยุธยากับพ่อค้าลาวบางคน นำทองคำ กำยานและยางรักมาขาย พวกเขาตั้งใจขายกำยานและยางรักให้แก่คนของเราบ้างในราคาพอสมควร”

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เอกสารของฮอลันดาได้บันทึกได้ว่า เมื่อ พ.ศ. 2206 “ผู้แทนผู้สำเร็จราชการพึงพอใจในคำตอบนี้ เพราะหวั่นเกรงอยู่เรื่องจะหาสินค้าไม่ได้เต็มที่สำหรับจะนำไปขายยังประเทศญี่ปุ่นฤดูหน้า เมื่อปีที่แล้วใบสั่งเรื่องยางรักสำหรับเนเธอร์แลนด์และสุรัตก็ไม่สามารถทำให้สำเร็จลุล่วงไปได้”

พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อธิบายว่า“จากเนื้อความข้างต้นเป็นไปได้สูงว่า บริษัทอินเดียตะวันออกคงต้องแข่งขันกับพระคลังสินค้า เพื่อหายางรักไปขายยังต่างประเทศ แต่น่าสังเกตด้วยว่าในอินเดียเองคงมีความต้องการใช้ยางรักเช่นกัน เพราะใบสั่งซื้อยางรักเป็นใบสั่งซื้อจากเมืองสุรัต (Suratte) เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจ เพราะในอินเดียเองก็มีวัฒนธรรมการทำภาชนะจากยางรักเช่นกัน”

ถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงใช้นโยบายผูกขาดสินค้าและเข้มงวดเรื่องการค้าผ่านระบบพระคลังและพระคลังสินค้าแทบไม่ต่างจากสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มีส่วย 9 ชนิดที่ถูกผูกขาดเป็นสินค้าส่งออก ได้แก่ งาช้าง ฝาง ตะกั่วนม ไม้ดำ ไม้แดง ชัน รัก จันทน์ชะมด และครั่ง

ทั้งนี้ การที่พระคลังสินค้าผูกขาดสินค้าใดแสดงว่าสินค้านั้นตลาดจะต้องมีความต้องการสูง มีราคาดี และสามารถทำกำไรได้มาก

พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ กล่าวสรุปเกี่ยวกับยางรักสมัยอยุธยาไว้ 2 ประการว่า

“ประการแรก ยางรักจากทางล้านนาเข้ามาในอยุธยาในฐานะที่เป็นสินค้า อาจมีเป็นส่วยบ้างในช่วงสั้น ๆ ที่อยุธยามีอำนาจเหนือเมืองเชียงใหม่ ส่วนยางรักจากทางภาคตะวันออก-อีสาน และกัมพูชาเข้ามาในฐานะที่เป็นสินค้าและส่วย

ประการที่ 2 อยุธยาเป็นพ่อค้าขายยางรักรายใหญ่ ซึ่งต่อมาบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาได้เข้ามามีส่วนแบ่ง เพราะได้รับสิทธิ์ในการค้ากับญี่ปุ่น อยุธยาทำหน้าที่เพียงส่งวัตถุดิบให้กับญี่ปุ่น และซื้อยางรักที่กลายเป็นผลิตภัณฑ์แล้วกลับมา ส่วนจีนอาจเป็นการส่งไปในฐานะที่เป็นบรรณาการและสินค้า น่าเสียดายที่ผู้เขียนไม่สามารถค้นข้อมูลได้ตามที่ใจต้องการ อีกทั้งเอกสารว่าด้วยการศึกษาความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับจีน ก็ไม่ค่อยให้ความสนใจกับน้ำรักมากนัก อาจเป็นเพราะเป็นสินค้าที่มีราคาไม่สูงมาก”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

พิพัฒน์ กระแจะจันทร์. (มิถุนายน, 2558). ส่งส่วยด้วยรัก. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 36 : ฉบับที่ 8.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อยุธยาขาย “ยางรัก” ส่งตลาดนอกฟันกำไรอย่างงาม แม้ผลิตเองไม่ได้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...