โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ต้องการน้ำตาลเพิ่ม? ยิ่ง...หวาน ยิ่ง...จ่ายแพง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

อัพเดต 02 ต.ค. 2562 เวลา 08.02 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2562 เวลา 08.02 น.

​​            เริ่มแล้ววันนี้สำหรับการจัดเก็บภาษีความหวานอัตราใหม่ (รอบที่ 2) หลังจากมีผลบังคับใช้ครั้งแรก (16 ก.ย. 2560 ถึง 30 ก.ย. 2562) ตามกฎหมาย พ.ร.บ.สรรพสามิตฉบับใหม่ โดยจัดเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าตามปริมาณน้ำตาล กล่าวคือยิ่งมีน้ำตาลมาก ก็ยิ่งเสียภาษีในอัตราที่สูง ทั้งนี้ ในบรรดาสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบ อาทิ เครื่องดื่มฟังก์ชันนอลดริงค์ เครื่องดื่มชูกำลัง ชาเขียว น้ำอัดลม น้ำผลไม้ กลุ่มนมปรุงแต่ง (อาทิ นมเปรี้ยว) ฯลฯ จะเป็นกลุ่มสินค้าที่เข้าข่ายได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดี คาดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นน่าจะไม่กระทบมากเมื่อเทียบกับครั้งก่อน เพราะผู้ประกอบการปรับตัวมาแล้วเป็นส่วนใหญ่ในรอบแรกและสำหรับรอบที่ 2 นี้ก็มีเวลาปรับตัวมาระยะหนึ่งแล้ว โดยการปรับตัวก็มีทั้งในรูปแบบของการปรับสูตร-ลดความหวานในผลิตภัณฑ์ การนำสารให้ความหวานทดแทนต่างๆ มาใช้ เพื่อจะทำให้เสียภาษีความหวานน้อย หรือในบางผลิตภัณฑ์ที่ต้องการรสชาติเดิม หรือไม่สามารถปรับสูตรได้จริงๆ เพราะสินค้าเป็นที่ต้องการของลูกค้าปลายทาง ก็มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคา ให้สอดรับกับภาษีที่เปลี่ยนไป แต่ก็อาจปรับราคาขึ้นได้จำกัด เพราะการแข่งขันในตลาดที่สูงและมีสินค้าทดแทนอยู่มาก​

​​

          ในฝั่งของผู้บริโภค ผลของมาตรการดังกล่าว น่าจะกระทบกำลังซื้อผู้บริโภคที่จะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น หากบริโภคเครื่องดื่มในกลุ่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง แต่หากมองในแง่ของผลดีต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาครัฐและเอกชน ตลอดจนพฤติกรรมคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจในระยะหลัง จะพบว่า ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับฝั่งผู้บริโภคคือมีทางเลือกในการบริโภคสินค้าที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น จากภาพการแข่งขันที่ยังเข้มข้น เช่น การเข้ามาทำตลาดของกลุ่มเครื่องดื่มที่ปราศจากน้ำตาล น้ำตาลน้อย หรือเครื่องดื่มที่ให้ความหวานแต่ไม่มีน้ำตาล โดยใช้แหล่งความหวานทางเลือกอื่นแทน ฯลฯ

           อนึ่ง หากพิจารณาแหล่งความหวานทางเลือกที่ใช้ทดแทนน้ำตาลในปัจจุบัน พบว่า ส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม มักเป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลแบบสารสังเคราะห์ (Artificial sweetener) อาทิ แอสพาแตม (Aspartame) ซูคราโลส (Sucralose) ฯลฯ เพราะมีราคาปานกลางไม่สูงมาก ในขณะที่สารให้ความหวานจากธรรมชาติ (Natural Sweeteners) อย่างหญ้าหวาน (Stevia) ยังมีไม่มากนัก เพราะมีราคาสูง ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดสารให้ความหวานแทนน้ำตาลแบบสารสังเคราะห์ของโลกปี 2562 น่าจะอยู่ที่ 7.22 พันล้านเหรียญสหรัฐฯและน่าจะเติบโตเฉลี่ย 5.05% ในช่วงปี 2561-2567 หลังจากที่หลายประเทศทั่วโลกพร้อมใจกันรณรงค์และออกมาตรการลดการบริโภคน้ำตาลมากขึ้น อาทิ หลายประเทศในฝั่งตะวันตก และประเทศในแถบเอเชียอย่าง อินเดีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย รวมถึงไทย

            ​จึงเป็นเรื่องที่น่าชวนคิดว่า การหันไปใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพหรือไม่ ดังนั้น หากผู้บริโภคต้องการมีสุขภาพที่ดี สิ่งสำคัญควรอยู่ที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคให้มีความสมดุลและได้คุณค่าครบตามโภชนาการ ด้วยการลดความหวาน ลดเค็ม และบริโภคอย่างพอดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...