โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรียกรถผ่านแอปฯ รุ่ง คาดปี 68 โต 1.2 แสนล้านบาท เร่งภาครัฐแก้กฏสร้างความเท่าเทียม

BLT BANGKOK

อัพเดต 13 ต.ค. 2562 เวลา 14.28 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2562 เวลา 08.39 น.

การให้บริการยานพาหนะผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-hailing Service) เริ่มเข้ามามีบทบาทในไทยตั้งแต่ช่วงปี 2556 และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ยังคงเป็นประเด็นร้อนของสังคมในการหาทางออกว่าต้องทำอย่างไรให้การเรียกรถผ่านแอปฯ เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นธรรมทั้งต่อผู้ขับแท็กซี่ หรือวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างในระบบดั้งเดิมและผู้โดยสาร
คาดปี 68 แอปฯ เรียกรถโดยสารโต 1.2 แสนล้านบาท
อุตสาหกรรมการให้บริการยานพาหนะผ่านแอปพลิเคชัน (Ride- hailing Service) ในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 มีผู้โดยสารใช้บริการ 2.4 ล้านคน/เดือน มีผู้ขับขี่รถยนต์โดยสารในรูปแบบ Ride-hailing จำนวน 105,000 คน/เดือน และมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 21,000 ล้านบาท
ปัจจัยบวกที่ส่งเสริมให้ได้รับความนิยมมากขึ้น คือประชาชนที่อยู่อาศัยในสังคมเมือง 34.5 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 73% ในอีก 30 ปีข้างหน้า ประกอบกับปัจจัยเกื้อหนุนต่างๆ ทั้งความง่ายและสะดวกในการใช้บริการ, การเข้าถึงสมาร์ทโฟน และอินเทอร์เน็ต, การเติบโตของสังคมเมือง, การพัฒนาทางเทคโนโลยีและดิจิทัล รวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เน้นความคล่องตัวมากขึ้น
จึงคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมนี้จะมีการเติบโตสูงขึ้นจนมีมูลค่าถึง 120,000 ล้านบาท มีผู้โดยสารใช้บริการเพิ่มขึ้น เป็น 11 ล้านคน/เดือน และมีผู้ขับขี่รถยนต์โดยสารในรูปแบบ Ride-hailing สูงถึง 590,000 คน/เดือน ในปี 2568

จากอัตราการขยายตัวข้างต้น ศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CONC Thammasat) จึงได้ทำการวิจัยเชิงวิชาการในหัวข้อเรื่อง “อุตสาหกรรมการให้บริการยานพาหนะผ่านทางแอป-พลิเคชัน (Ride-hailing Service) : บทบาทในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทย และความจำเป็นในการพัฒนาหลักเกณฑ์และกฎหมายให้ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อใช้ต่อยอดและสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานให้แก่อุตสาหกรรม Ride-hailing ทั้งในด้านคมนาคมขนส่ง ความปลอดภัย การพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ตลอดจนการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี
ดันเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวเติบโต
โดยรายงานผลการศึกษาและวิจัยของ CONC Thammasat พบว่า การพัฒนาและผลักดันให้อุตสาหกรรม Ride-hailing สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกกฎหมาย จะช่วยสร้างประโยชน์ต่อหลายภาคส่วน
ในแง่มุมของผู้โดยสาร จะมีผลดีคือ การเดินทางในชีวิตประจำวันจะมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเดินทางด้วยเทคโนโลยี และมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสามารถเชื่อมต่อการคมนาคมขนส่งในรูปแบบอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ผู้ขับขี่ที่ให้บริการ Ride-hailing ก็สามารถใช้เป็นช่องทางในการประกอบอาชีพที่ช่วยสร้างรายได้และลดภาระหนี้สินได้
ทางด้านภาคสังคม Ride-hailing จะช่วยยกระดับคมนาคมขนส่งของไทย โดยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้แก่ประชาชน พร้อมช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

ส่วนภาคเศรษฐกิจ Ride-hailing จะช่วยสร้างประโยชน์ส่วนเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ทั้งรายได้โดยตรงที่เกิดขึ้นจากการให้บริการ และรายได้ทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรายได้เหล่านี้จะกระจายไปสู่อุตสาหกรรมหลักต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวม
สำหรับภาคการท่องเที่ยว Ride- hailing จะมีส่วนช่วยในการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ เป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญที่ช่วยรองรับการให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะปัจจุบันที่นักท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กหรือการท่องเที่ยวแบบอิสระ (Free Individual  Traveler) มีสัดส่วนมากถึง 75% ในขณะที่นักท่องเที่ยวแบบกลุ่มใหญ่เหลือเพียง 25% นอกจากนั้น ยังช่วยลดอุปสรรคด้านภาษาที่ใช้ในการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยีแปลภาษาผ่านแอปพลิเคชัน และปัญหาด้านค่าโดยสารที่ไม่เป็นธรรมด้วยการแจ้งราคาล่วงหน้าก่อนการเดินทาง 
แนะภาครัฐเร่งกำหนดกฏเอื้อประโยชน์ทุกฝ่าย
ทั้งนี้ CONC Thammasat มีข้อเสนอแนวทางในการกำหนดมาตรฐานการกำกับดูแลบริการ Ride-hailing ในประเทศไทย ครอบคลุม 5 ประเด็นหลัก ได้แก่

  1. มาตรฐานด้านความปลอดภัยของแพลตฟอร์มที่ให้บริการ ที่ควรจะต้องมีเทคโนโลยีที่รองรับด้านความปลอดภัย เช่น ระบบ GPS เพื่อติดตามตำแหน่งและสถานะของการเดินทางแบบเรียลไทม์ หรือมีปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉิน มีระบบตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้ขับ เช่น ระบบ Biometrics มีศูนย์บริการให้ความช่วยเหลือและรับเรื่องร้องเรียนตลอด 24 ชั่วโมง และมีประกันคุ้มครองทั้งกับผู้ขับขี่และผู้โดยสารในทุกเที่ยวการเดินทาง
  2. มาตรฐานผู้ขับขี่และรถยนต์ คือ ผู้ขับขี่ต้องผ่านการคัดกรองและตรวจสอบประวัติอาชญากรรมก่อนให้บริการ ผู้ขับขี่ต้องได้รับการอบรมในด้านความปลอดภัย การกำหนดมาตรฐานของรถยนต์ควรอ้างอิงด้านความปลอดภัยของตัวรถ และเปิดโอกาสให้ประชาชนนำทรัพย์สินที่มีอยู่มาสร้างรายได้
  3. มาตรฐานการให้บริการและเทคโนโลยี ต้องมีศักยภาพในการให้บริการอย่างครอบคลุมและฐานผู้ขับขี่   ที่เพียงพอกับความต้องการ ส่วน เทคโนโลยีที่นำมาใช้ต้องมีเสถียรภาพและสามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจ มีระบบแปลภาษาที่ช่วยสื่อสารกับนักท่องเเที่ยวชาวต่างชาติ และสามารถชำระค่าบริการได้หลายรูปแบบทั้งเงินสดและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
  4. มาตรฐานด้านราคา ควรให้มีการคำนวณราคาค่าบริการตามกลไกตลาด หรือ Dynamic Pricing ที่สะท้อนปริมาณความต้องการและจำนวนรถที่ให้บริการ (Demand-Supply) ณ เวลานั้นๆ ต้องมีการแจ้งราคาค่าบริการให้ผู้โดยสารได้ทราบล่วงหน้าก่อนการเดินทาง ควรกำหนดราคาโดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างความต้องการของทั้งผู้โดยสารและผู้ขับขี่ โดยเป็นราคาที่ผู้ขับสามารถสร้างรายได้ ในขณะเดียวกันผู้โดยสารก็ต้องยอมรับได้
  5. มาตรฐานของบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม หรือผู้พัฒนา แอปพลิเคชัน ต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนเพื่อดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องในประเทศไทย ควรมีผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่เป็นคนไทยหรือบริษัทไทย มีการเสียภาษีให้ประเทศ มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอที่จะรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต

Ride-hailing ไม่เพียงแค่อำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้แก่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังสร้างประโยชน์ด้านการพัฒนาเมืองได้จากข้อมูลดิจิทัลที่ถูกบันทึกจากแอปพลิ-เคชัน ที่สามารถนำมาช่วยในการต่อยอดและพัฒนาในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว การวางแผนแก้ไขปัญหาการจราจร หรือการวางผังเมืองในอนาคต
อุตสาหกรรม Ride-hailing จึงเป็น จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการสร้างประโยชน์ต่อระบบและโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งทั้งระบบ รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาศรษฐกิจโดยรวม และขับเคลื่อนประเทศไทยในโลกยุคดิจิทัล ที่ภาครัฐควรเร่งกระบวนการทำให้บริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันเป็นอุตสาหกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย   

นายสุทธิกร กิ่งแก้ว - ผู้อำนวยการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจ คณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CONC Thammasat) 
"ปัจจุบัน บริการ Ride-hailing ได้เปลี่ยนวิถีชีวิต และการเดินทางของคนหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ด้วยความง่ายและสะดวกในการใช้บริการ และมีปัจจัยเกื้อหนุน ทั้งการเข้าถึงสมาร์ทโฟน อินเทอร์เน็ต การเติบโตของสังคมเมือง (Urbanization) การพัฒนาทางเทคโนโลยีและดิจิทัล รวมถึงรูปแบบการใช้ขีวิตของคนยุคใหม่ที่เน้นความคล่องตัว ส่งผลให้บริการ Ride-hailing ซึ่งเป็นตัวกลางจับคู่ระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชั่น ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...