เรียกรถผ่านแอปฯ รุ่ง คาดปี 68 โต 1.2 แสนล้านบาท เร่งภาครัฐแก้กฏสร้างความเท่าเทียม
การให้บริการยานพาหนะผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-hailing Service) เริ่มเข้ามามีบทบาทในไทยตั้งแต่ช่วงปี 2556 และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ยังคงเป็นประเด็นร้อนของสังคมในการหาทางออกว่าต้องทำอย่างไรให้การเรียกรถผ่านแอปฯ เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นธรรมทั้งต่อผู้ขับแท็กซี่ หรือวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างในระบบดั้งเดิมและผู้โดยสาร
คาดปี 68 แอปฯ เรียกรถโดยสารโต 1.2 แสนล้านบาท
อุตสาหกรรมการให้บริการยานพาหนะผ่านแอปพลิเคชัน (Ride- hailing Service) ในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 มีผู้โดยสารใช้บริการ 2.4 ล้านคน/เดือน มีผู้ขับขี่รถยนต์โดยสารในรูปแบบ Ride-hailing จำนวน 105,000 คน/เดือน และมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 21,000 ล้านบาท
ปัจจัยบวกที่ส่งเสริมให้ได้รับความนิยมมากขึ้น คือประชาชนที่อยู่อาศัยในสังคมเมือง 34.5 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 73% ในอีก 30 ปีข้างหน้า ประกอบกับปัจจัยเกื้อหนุนต่างๆ ทั้งความง่ายและสะดวกในการใช้บริการ, การเข้าถึงสมาร์ทโฟน และอินเทอร์เน็ต, การเติบโตของสังคมเมือง, การพัฒนาทางเทคโนโลยีและดิจิทัล รวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เน้นความคล่องตัวมากขึ้น
จึงคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมนี้จะมีการเติบโตสูงขึ้นจนมีมูลค่าถึง 120,000 ล้านบาท มีผู้โดยสารใช้บริการเพิ่มขึ้น เป็น 11 ล้านคน/เดือน และมีผู้ขับขี่รถยนต์โดยสารในรูปแบบ Ride-hailing สูงถึง 590,000 คน/เดือน ในปี 2568
จากอัตราการขยายตัวข้างต้น ศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CONC Thammasat) จึงได้ทำการวิจัยเชิงวิชาการในหัวข้อเรื่อง “อุตสาหกรรมการให้บริการยานพาหนะผ่านทางแอป-พลิเคชัน (Ride-hailing Service) : บทบาทในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทย และความจำเป็นในการพัฒนาหลักเกณฑ์และกฎหมายให้ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อใช้ต่อยอดและสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานให้แก่อุตสาหกรรม Ride-hailing ทั้งในด้านคมนาคมขนส่ง ความปลอดภัย การพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ตลอดจนการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี
ดันเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวเติบโต
โดยรายงานผลการศึกษาและวิจัยของ CONC Thammasat พบว่า การพัฒนาและผลักดันให้อุตสาหกรรม Ride-hailing สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกกฎหมาย จะช่วยสร้างประโยชน์ต่อหลายภาคส่วน
ในแง่มุมของผู้โดยสาร จะมีผลดีคือ การเดินทางในชีวิตประจำวันจะมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเดินทางด้วยเทคโนโลยี และมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสามารถเชื่อมต่อการคมนาคมขนส่งในรูปแบบอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ผู้ขับขี่ที่ให้บริการ Ride-hailing ก็สามารถใช้เป็นช่องทางในการประกอบอาชีพที่ช่วยสร้างรายได้และลดภาระหนี้สินได้
ทางด้านภาคสังคม Ride-hailing จะช่วยยกระดับคมนาคมขนส่งของไทย โดยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้แก่ประชาชน พร้อมช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
ส่วนภาคเศรษฐกิจ Ride-hailing จะช่วยสร้างประโยชน์ส่วนเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ทั้งรายได้โดยตรงที่เกิดขึ้นจากการให้บริการ และรายได้ทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรายได้เหล่านี้จะกระจายไปสู่อุตสาหกรรมหลักต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวม
สำหรับภาคการท่องเที่ยว Ride- hailing จะมีส่วนช่วยในการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ เป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญที่ช่วยรองรับการให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะปัจจุบันที่นักท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กหรือการท่องเที่ยวแบบอิสระ (Free Individual Traveler) มีสัดส่วนมากถึง 75% ในขณะที่นักท่องเที่ยวแบบกลุ่มใหญ่เหลือเพียง 25% นอกจากนั้น ยังช่วยลดอุปสรรคด้านภาษาที่ใช้ในการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยีแปลภาษาผ่านแอปพลิเคชัน และปัญหาด้านค่าโดยสารที่ไม่เป็นธรรมด้วยการแจ้งราคาล่วงหน้าก่อนการเดินทาง
แนะภาครัฐเร่งกำหนดกฏเอื้อประโยชน์ทุกฝ่าย
ทั้งนี้ CONC Thammasat มีข้อเสนอแนวทางในการกำหนดมาตรฐานการกำกับดูแลบริการ Ride-hailing ในประเทศไทย ครอบคลุม 5 ประเด็นหลัก ได้แก่
- มาตรฐานด้านความปลอดภัยของแพลตฟอร์มที่ให้บริการ ที่ควรจะต้องมีเทคโนโลยีที่รองรับด้านความปลอดภัย เช่น ระบบ GPS เพื่อติดตามตำแหน่งและสถานะของการเดินทางแบบเรียลไทม์ หรือมีปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉิน มีระบบตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้ขับ เช่น ระบบ Biometrics มีศูนย์บริการให้ความช่วยเหลือและรับเรื่องร้องเรียนตลอด 24 ชั่วโมง และมีประกันคุ้มครองทั้งกับผู้ขับขี่และผู้โดยสารในทุกเที่ยวการเดินทาง
- มาตรฐานผู้ขับขี่และรถยนต์ คือ ผู้ขับขี่ต้องผ่านการคัดกรองและตรวจสอบประวัติอาชญากรรมก่อนให้บริการ ผู้ขับขี่ต้องได้รับการอบรมในด้านความปลอดภัย การกำหนดมาตรฐานของรถยนต์ควรอ้างอิงด้านความปลอดภัยของตัวรถ และเปิดโอกาสให้ประชาชนนำทรัพย์สินที่มีอยู่มาสร้างรายได้
- มาตรฐานการให้บริการและเทคโนโลยี ต้องมีศักยภาพในการให้บริการอย่างครอบคลุมและฐานผู้ขับขี่ ที่เพียงพอกับความต้องการ ส่วน เทคโนโลยีที่นำมาใช้ต้องมีเสถียรภาพและสามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจ มีระบบแปลภาษาที่ช่วยสื่อสารกับนักท่องเเที่ยวชาวต่างชาติ และสามารถชำระค่าบริการได้หลายรูปแบบทั้งเงินสดและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
- มาตรฐานด้านราคา ควรให้มีการคำนวณราคาค่าบริการตามกลไกตลาด หรือ Dynamic Pricing ที่สะท้อนปริมาณความต้องการและจำนวนรถที่ให้บริการ (Demand-Supply) ณ เวลานั้นๆ ต้องมีการแจ้งราคาค่าบริการให้ผู้โดยสารได้ทราบล่วงหน้าก่อนการเดินทาง ควรกำหนดราคาโดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างความต้องการของทั้งผู้โดยสารและผู้ขับขี่ โดยเป็นราคาที่ผู้ขับสามารถสร้างรายได้ ในขณะเดียวกันผู้โดยสารก็ต้องยอมรับได้
- มาตรฐานของบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม หรือผู้พัฒนา แอปพลิเคชัน ต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนเพื่อดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องในประเทศไทย ควรมีผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่เป็นคนไทยหรือบริษัทไทย มีการเสียภาษีให้ประเทศ มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอที่จะรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต
Ride-hailing ไม่เพียงแค่อำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้แก่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังสร้างประโยชน์ด้านการพัฒนาเมืองได้จากข้อมูลดิจิทัลที่ถูกบันทึกจากแอปพลิ-เคชัน ที่สามารถนำมาช่วยในการต่อยอดและพัฒนาในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว การวางแผนแก้ไขปัญหาการจราจร หรือการวางผังเมืองในอนาคต
อุตสาหกรรม Ride-hailing จึงเป็น จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการสร้างประโยชน์ต่อระบบและโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งทั้งระบบ รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาศรษฐกิจโดยรวม และขับเคลื่อนประเทศไทยในโลกยุคดิจิทัล ที่ภาครัฐควรเร่งกระบวนการทำให้บริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันเป็นอุตสาหกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย
นายสุทธิกร กิ่งแก้ว - ผู้อำนวยการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจ คณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CONC Thammasat)
"ปัจจุบัน บริการ Ride-hailing ได้เปลี่ยนวิถีชีวิต และการเดินทางของคนหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ด้วยความง่ายและสะดวกในการใช้บริการ และมีปัจจัยเกื้อหนุน ทั้งการเข้าถึงสมาร์ทโฟน อินเทอร์เน็ต การเติบโตของสังคมเมือง (Urbanization) การพัฒนาทางเทคโนโลยีและดิจิทัล รวมถึงรูปแบบการใช้ขีวิตของคนยุคใหม่ที่เน้นความคล่องตัว ส่งผลให้บริการ Ride-hailing ซึ่งเป็นตัวกลางจับคู่ระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชั่น ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง"