โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เมื่อฉันถูกน้องสาวแย่งบทนางเอกในยุค 70

นิยาย Dek-D

อัพเดต 14 มี.ค. 2567 เวลา 00.52 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. 2567 เวลา 00.52 น. • แป้งหมี่มัดซาว
หลิงเหยาเป็นสาวโรงงานสิ่งทอยุค 70 ที่ไม่รู้ว่าตนเป็นนางเอกนิยายที่กำลังถูกน้องสาวกลับชาติมาเกิดใหม่แย่งบทนางเอกและพระเอกไป จนเธอต้องแต่งให้กับชายขาเป๋ มีชีวิตที่เปลี่ยนไปจากต้นฉบับเดิมอย่างสิ้นเชิง!

ข้อมูลเบื้องต้น

###ติดเหรียญเล่ม 1-4 วันที่ 2 มีนา###

หลิงเหยาเป็นสาวโรงงานสิ่งทอในยุค 70 ที่เติบโตและใช้ชีวิตมาอย่างคนธรรมดา เธอไม่เคยรู้เลยว่าสถานที่ที่ตนใช้ชีวิตอยู่เป็นเพียงนิยายเรื่องหนึ่ง

แถมเธอยังเป็นนางเอกของเรื่อง ถูกกำหนดให้แต่งเป็นภรรยาของพระเอกในนิยาย กลายเป็นคุณนายภรรยาผู้ประกอบการอันดับหนึ่งของมณฑล มีชีวิตรุ่งโรจน์และสุขสบายไปจนนิยายจบ

แต่ชะตาชีวิตที่ถูกกำหนดไว้ในฐานะนางเอกของเรื่องกลับต้องพลิกผัน เมื่อหลิงฟางน้องสาวที่เป็นญาติเพียงคนเดียวของเธอ กลับมาเกิดใหม่และแย่งชิงทั้งบทนางเอกและทั้งพระเอกไปจากเธอ ทำให้สุดท้ายแล้วเธอต้องแต่งให้กับชายขาเป๋ มีชะตาชีวิตที่เปลี่ยนไปจากต้นฉบับเดิมอย่างสิ้นเชิง!

"สหายกู่ เพราะความปากไวของฉัน ทำให้คุณต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ฉัน…ฉันขอโทษคุณจริงๆ"

หลิงเหยารู้ว่าหนีไม่ได้อีก จึงยอมรับผิดอย่างเด็ดเดี่ยว

"คำขอโทษนี้หมายความว่าเธอจะทำให้คนพิการขาง่อยอย่างฉันหลงดีใจว่าเธอจะยอมแต่งเป็นภรรยาฉัน แต่สุดท้ายเธอก็จะไม่รับผิดชอบฉันงั้นเหรอ?"

กู่หานเซียวเลิกคิ้วถาม

นิยายเรื่องนี้ไรท์จะอัพลงวันละตอนให้อ่านจนจบค่ะ

ถ้ารี้ดอยากอ่านก่อน ตามลิ้งก์ไปอ่านได้ในรูปแบบ E-book ได้เลยค่ะ

(***นิยายแต่ละเล่มมีเล่มละ 14 ตอนค่ะ)

[เมื่อฉันถูกน้องสาวแย่งบทนางเอกในยุค 70 เล่ม 1]

[เมื่อฉันถูกน้องสาวแย่งบทนางเอกในยุค 70 เล่ม 2]

[เมื่อฉันถูกน้องสาวแย่งบทนางเอกในยุค 70 เล่ม 3]

เมื่อฉันถูกน้องสาวแย่งบทนางเอกในยุค 70 เล่ม 4

เมื่อฉันถูกน้องสาวแย่งบทนางเอกในยุค 70 เล่ม 5 (จบ)

นางเอกนิยายยุค 70

ปี 1970 โรงงานสิ่งทอเหอเซิง

ในห้องตัดเย็บ คนงานหญิงกลุ่มใหญ่ต่างนั่งเหยียบจักรทำงานกันอย่างขะมักเขม้น

หนึ่งในนั้นเป็นเด็กสาวหน้าสวย ตัวผอมสูง ถักเปียสองข้าง แอบเหล่ตามองเด็กสาวตัวเล็ก หน้าหวานที่นั่งเหยียบจักรเย็บผ้าอยู่ข้างกันหลายครั้ง

คนถูกมองเหมือนไม่รับรู้ ยังคงฮัมเพลง เหยียบจักรอย่างลื่นไหล ไม่มีทีท่าจะหันมาสนใจสายตาร้อนแรงของเธอ

ซูเซียงขมวดคิ้วย่นจมูก หันไปเหยียบจักรต่อ

จนกริ่งเลิกงานดังขึ้น

เด็กสาวรีบหยุดจักร ปิดเครื่อง เก็บข้าววิ่งอ้อมไปยืนดักเพื่อนสาวตัวเล็กที่คว้ากระเป๋าผ้าเตรียมตัวเลิกงานไว้

โน้มตัวเข้าใกล้กระซิบถาม “เมื่อวานไปเจอเรื่องอะไรดี ๆ มา วันนี้ถึงได้ยิ้มไม่หุบทั้งวันเลย”

“ไม่ใช่เมื่อวาน แต่เป็นวันนี้…วันนี้ฉันจะไปซื้องานให้ฟางฟางล่ะ”

คนตัวเล็ก หน้าขาว ปากแดงกระซิบตอบเพื่อนสาว แล้วหัวเราะเหมือนคนโง่

“ไหนเธอว่าเงินยังขาดอยู่อีกตั้งสองร้อยหยวน ฉันจะให้ยืมเธอก็ไม่เอา” ซูเซียงขมวดคิ้วจี้ถาม

ความเร็วในการรวบรวมเงินของสาวโรงงานสิ่งทอที่ได้เงินเดือนละ 25 หยวน

ต้องเก็บเงินส่งน้องสาวเรียน และรวบรวมเงินไว้ซื้อตำแหน่งงานชั่วคราวให้น้องสาวที่อายุห่างกันสามปีที่กำลังจะเรียนจบมัธยมปลาย ใกล้ได้เวลาจะถูกเกณฑ์ไปชนบทจะไวได้สักแค่ไหนเชียว

เธอเห็นอีกฝ่ายทั้งรับแลกกะแทนคนงานหญิงคนอื่น ทั้งรับงานทำเสื้อผ้าและปักลายบนผ้าเช็ดหน้าฝากเธอไปขายในตลาดมืดมาจะครึ่งปีแล้ว ยังเก็บเงินได้แค่สี่ร้อยกว่าหยวน

จำนวนห่างไกลจากห้าร้อยหยวนที่คนขายงานกำหนดไว้อีกตั้งมาก

“เลขาโจวให้ยืมน่ะ”

หลิงเหยายิ้มหวานกว่าเดิม เมื่อเอ่ยถึงโจวหมิงคุน

“เธอเพิ่งแอบคบกับเขาได้แค่สองเดือน ไว้ใจกันถึงขนาดที่บอกเรื่องซื้อตำแหน่งงานกับเขา แล้วยังขอยืมเงินเขาเนี่ยนะ”

ถึงจะเดือดดาลที่เพื่อนสาวไว้ใจโจวหมิงคุนมากกว่าจะยอมหยิบยืมเงินจากเธอ แต่ซูเซียงก็ยังระงับอารมณ์ ลดเสียงกระซิบเบาลงกว่าเดิม

เธอรู้ว่าหลิงเหยาเป็นคนหน้าบาง ไม่อยากตกเป็นเป้าริษยาของสาว ๆ ในโรงงานที่หมายตาโจวหมิงคุน ฝ่ายเลขาที่เป็นถึงหลานชายรองผู้อำนวยการโรงงาน

เมื่อฝ่ายนั้นเสนอให้เก็บเรื่องการคบหาเป็นความลับ หลิงเหยาก็พยักหน้าตอบตกลงอย่างว่าง่าย โดยยอมแอบบอกให้เธอรู้เพียงคนเดียวเท่านั้น

“ฉันไม่ได้บอกว่าจะยืมเงินซื้อตำแหน่งงาน บอกเขาแค่ว่ามีเรื่องจำเป็นต้องใช้เงิน อีกอย่างก็ไม่ได้ยืมเปล่า ฉันเขียนสัญญากู้ยืมให้เขาด้วย”

หลิงเหยาแอบเปิดกระเป๋าผ้าที่แขวนไว้บนไหล่ แสดงสัญญากู้ยืมเงินที่ลงมือเขียนเองให้เพื่อนสาวดู

แม้จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อซื้องานให้น้องสาวอย่างเร่งด่วน ก่อนที่น้องสาวจะเรียนจบชั้นมัธยมปลาย แล้วถูกส่งไปชนบทถ้ายังหางานทำในเมืองไม่ได้ เธอก็ไม่อยากสร้างปัญหาให้ซูเซียงที่มีญาติพี่น้องในครอบครัวให้ต้องดูแลหลายคน

กับโจวหมิงคุน เธอก็ไม่อยากรบกวนเขาเช่นกัน

แต่เวลากระชั้น คนขายตำแหน่งงานบอกว่าถ้าเธอไม่เอาเงินไปจ่ายเพื่อซื้อตำแหน่งงานภายในวันนี้ เขาจะขายตำแหน่งงานให้คนอื่น

พลาดจากตำแหน่งงานนี้ หลิงเหยาก็ไม่รู้ว่าจะหาตำแหน่งงานดี ๆ ให้น้องสาวได้อีกเมื่อไหร่

เธอคิดอยู่นาน สุดท้ายก็กลั้นใจเอ่ยปากขอยืมโจวหมิงคุน โดยเขียนสัญญากู้ยืมเงินมาให้เขาประทับชื่อ ทำแบบนี้ถึงจะวางใจกันทั้งสองฝ่าย

“เธอจะรอบคอบเกินไปไหม” ซูเซียงตบไหล่กล่าวถามเด็กโง่ข้างตัว

ก่อนหน้านี้เธอตั้งใจจะให้หลิงเหยายืมเงินที่แอบซ่อนจากครอบครัวปลิงดูดเลือดของเธอจริงๆ แต่ในเมื่อหลิงเหยาเลือกที่จะยืมเงินโจวหมิงคุน ทั้งยังคิดอ่านมารอบคอบ เธอก็เคารพการตัดสินใจของอีกฝ่าย

“ฉันกับเขายังไม่ได้ตกลงเรื่องงานแต่ง ถือว่ายังเป็นคนนอก ต้องรอบคอบไว้ก่อน ถ้างั้นฉันไปก่อนนะ”

หลิงเหยายิ้มรับคำชม กล่าวอำลาเพื่อนสาวคนสนิทที่ชอบทำตัวเป็นเหมือนพี่สาวข้างบ้าน คอยดูแลห่วงใยเธอมาตั้งแต่เด็ก ทั้งที่อีกฝ่ายอายุน้อยกว่าเธอเกือบสองปี

“เดี๋ยว…เธอไปคนเดียวเหรอ คนนั้นไว้ใจได้ไหม ให้ฉันไปเป็นเพื่อนดีกว่า” ซูเซียงขันอาสา

ตำแหน่งงานในเมืองยุคนี้หายากมาก ต่อให้หาเจอก็ปากโป้งบอกคนนอกว่าซื้อขายงานไม่ได้

เธอกลัวว่าเพื่อนสาวแสนซื่อจะรู้ไม่ทันคนอื่น แล้วถูกคนหลอกให้ไปพบเพื่อปล้นเงินที่หามาด้วยความยากลำบากไป

“คนนั้นเป็นญาติของป้าหลีที่อยู่หอพักเดียวกัน ป้าหลีไว้ใจได้ เธอไม่ต้องเป็นห่วง รีบกลับบ้านเถอะ”

หลิงเหยาหยิบลูกอมกระต่ายขาวที่โจวหมิงคุนแอบยัดใส่กระเป๋าผ้าไว้หลายเม็ด ลอกเปลือกยัดใส่ปากซูเซียง แล้วโบกมือวิ่งไปทางหลังโรงงาน แอบรอโจวหมิงคุนเพื่อทำสัญญาขอยืมเงิน

“ซื่อขนาดนี้ น่าเป็นห่วงจริง ๆ เลย”

ซูเซียงส่ายหน้ามองตามหลังเพื่อนสาวไปจนลับสายตา

ฝ่ายหลิงเหยาที่ได้รับความห่วงใยอย่างท่วมท้น วิ่งไปหามุมลับตาหลบอยู่หลังโรงงานรอคนอยู่เงียบ ๆ

รออยู่นานมากก็ไม่มีทีท่าว่าโจวหมิงคุนจะออกจากประตูหลังโรงงานมาพบเธอตามนัด เธอจึงเดินย้อนกลับเข้าไปในโรงงาน ตามหาเขาที่ห้องของฝ่ายเลขา

“สหายหลิง เธอมีโจทย์เลขของน้องสาวมาถามเลขาโจวอีกแล้วเหรอ?”

หญิงวัยกลางคนที่ทำงานฝ่ายเลขา เห็นหลิงเหยาที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีมาด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าห้องนานสองนานก็เปิดประตูออกไปถาม

“เอ่อ…ค่ะ”

หลิงเหยาไม่เคยโกหก เธออึกอักตอบตามที่โจวหมิงคุนเคยสอนไว้ ว่าหากมีธุระสำคัญต้องมาพบเขาที่ห้องของฝ่ายเลขาให้อ้างเรื่องการเรียนของน้องสาว

“เลขาโจวออกไปตั้งแต่เมื่อสิบนาทีก่อนแล้ว”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนงานหญิงมาตามโจวหมิงคุนโดยแอบใช้ข้ออ้างต่าง ๆ นานา

สถานการณ์นี้เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อู่เจียหลินค่อนข้างคุ้นเคยอยู่ไม่น้อย

เพียงแต่คนงานหญิงที่มาในครั้งนี้ ไม่ได้มีแววตาทะเยอทะยาน อยากไต่เต้าเป็นหลานสะใภ้รองผู้อำนวยการโรงงานเหมือนกับคนก่อนๆ ทำให้เธอเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจขึ้นมา

“ขอบคุณค่ะ” หลิงเหยากล่าวขอบคุณเสียงเบา ก้มหน้าคอตกหมุนตัวเดินหันหลังจากมาอย่างผิดหวัง

ถ้าไม่เจอโจวหมิงคุนวันนี้ เธอก็จะกู้ยืมเงินอีกร้อยกว่าหยวนจากเขาไปซื้อตำแหน่งงานให้น้องสาวไม่ได้

ตำแหน่งงานที่หมายตาไว้คงมีอันต้องหลุดมือไป คิดแล้วก็เสียดายจนอึดอัดในอกแทบหายใจไม่ออก

“เธอลองไปหาเขาที่โรงพยาบาลชุมชนดู ฉันได้ยินว่าเขารีบร้อนออกไปเพราะ…คนรู้จักตกเลือด”

เห็นแก่นัยน์ตาซื่อใสของหลิงเหยา อู่เจียหลินอดไม่ได้จะปากมากตะโกนบอกตามหลัง

เสียงตะโกนนั้นทำให้หลิงเหยากลับมามีความหวัง ยิ้มกว้างหันไปค่อมศีรษะขอบคุณอู่เจียหลินอยู่หลายครั้ง แล้วรีบเดินเร็วๆ มุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลชุมชนที่อยู่ห่างออกไปหลายช่วงถนน

เกิดใหม่มาแย่งบทนางเอก

สิบนาทีต่อมา

หลิงเหยามาปรากฏตัวอยู่หน้าห้องพักเดี่ยว ตามคำชี้บอกทางของนางพยาบาล

เพราะคนที่เข้ารักษาตัวด้วยอาการตกเลือดวันนี้มีแค่รายเดียว แถมคนไข้คนนั้นยังเป็นเด็กผู้หญิงที่คนในครอบครัวมีเงิน ทำเรื่องขอย้ายจากห้องพักรวมไปห้องพักเดี่ยวได้ไม่นาน

นางพยาบาลถึงจำได้แม่น สามารถชี้บอกทางให้หลิงเหยาไม่ต้องเสียเวลาหาตัวคนนาน

“พี่หมิง ฉันขอโทษ ตอนที่หกล้มจนตกเลือดถูกส่งมาโรงพยาบาล ฉันกลัวพวกเขาจะจับส่งตำรวจเพราะท้องกับพี่ก่อนแต่ง เลยโกหกไปว่าฉันกับพี่…เราแต่งงานกันแล้ว

แต่ยังไม่ได้ทะเบียนสมรสเพราะฉันอายุยังไม่ถึง ฉัน…ฉันไม่อยากถูกส่งตัวไปปฏิรูปแรงงานที่ค่ายในชนบท ฉันขอโทษ”

ก่อนหลิงเหยาจะยกมือขึ้นเคาะประตูที่ปิดไม่สนิท เสียงสะอื้นไห้ของเด็กสาวคุ้นหูก็ดังแว่วมาจากข้างใน

ได้ยินเสียงนั้นแล้ว ตัวเธอก็ชาวาบเกือบหยุดหายใจ

“เธอทำถูกแล้ว ถ้าเธอไม่พูดแบบนั้น พวกเราได้ถูกส่งตัวไปปฏิรูปแรงงานแน่”

เมื่อเสียงชายหนุ่มคุ้นหูอีกเสียงดังตามติด หลิงเหยาที่แต่เดิมยังสามารถหลอกตัวเองได้ว่าเธอหูแว่วไปก็ตัวสั่นจนเกือบยืนไม่อยู่

“แล้วพี่ใหญ่ล่ะ เธอจะยอมปิดปากเงียบเหรอ เธอคบกับพี่มาตั้งนาน ถ้าเกิดเธอโวยวายขึ้นมา หาว่าฉันแย่งพี่มาจากเธอ พวกเราไม่รอดแน่”

หลิงฟางที่อยู่บนเตียง ยังคงกอดเอวโจวหมิงคุนคร่ำครวญแสดงความหวาดกลัวออกมาไม่หยุด

แต่นัยน์ตาที่อาบน้ำตาหลอกลวงของเธอกลับลอบมองไปยังช่องว่างของบานประตู จ้องหลิงเหยาพี่สาวที่เป็นญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่อย่างสมใจ

จะโทษก็ต้องโทษโชคชะตาเฮงซวย ที่ทำให้หลังจากตายกลายเป็นผี ทำให้เธอรู้ว่าตัวเองเป็นเพียงตัวประกอบในนิยายยุค 70 เรื่องหนึ่งที่ถูกแต่งขึ้น

บทบาทตัวประกอบของเธอในเรื่องคือน้องสาวตัวร้ายของนางเอก ซึ่งถูกใส่เข้ามาในเรื่องเพียงแค่ไว้เป็นตัวถ่วงความเจริญ

ขึ้นชื่อว่าเป็นครอบครัวของนางเอก เปิดเรื่องมาก็คงไม่พ้นต้องมีชะตาชีวิตรันทด

เธอกับนางเอกจึงต้องสูญเสียพ่อแม่ไปจากอุบัติเหตุไฟไหม้โรงงาน แม้จะได้รับการชดเชยเป็นตำแหน่งงานในโรงงานสิ่งทอและห้องพักที่อาศัยอยู่ ก็ถูกพวกญาติเห็นแก่ตัวจ้องจะฮุบไป

ชะตาชีวิตของนางเอกกล่าวได้ว่าต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานาประการ กว่าที่จะตั้งหลักได้อย่างมั่นคง ซึ่งแน่นอนว่าเธอที่เป็นน้องสาวของนางเอกก็ต้องพลอยซวยเผชิญอุปสรรคนั้นไปด้วย

แต่ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าคือหลังจากที่นางเอกตั้งหลักได้อย่างมั่นคง เธอในฐานะตัวประกอบเล็ก ๆ ในนิยายเรื่องนี้ กลับมีชีวิตที่ตกต่ำลงเรื่อย ๆ

เพราะถูกนักเขียนเขียนเรื่องราวให้เป็นน้องสาวที่มีจิตใจชั่วร้าย เห็นแก่ตัวแย่งชิงทุกอย่างของพี่สาวไป

ทั้งที่เป็นพี่น้องเกิดจากพ่อแม่เดียวกันแท้ ๆ ชีวิตของหลิงเหยาในภายหลัง กลับได้แต่งกับพระเอกอย่างโจวหมิงคุนที่กลายเป็นนักธุรกิจรายใหญ่ของมณฑลในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ได้นั่งชูคอเป็นคุณนายโจว เสพสุขกับความมั่งคั่งร่ำรวยชวนให้คนอิจฉาริษยา

ส่วนเธอที่เป็นตัวประกอบก็ท้องกับสหายร่วมชั้นเรียนตั้งแต่อายุ 16 จนพลาดโอกาสที่จะเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ทั้งที่เหลืออีกแค่ไม่กี่เดือนก็จะจบการศึกษา

เธอต้องเลี้ยงลูกสาวขี้โรค ทำงานรับใช้พ่อแม่สามีไร้การศึกษา ถูกสามีที่หันไปติดเหล้าติดการพนันทุบตีไม่เว้นวัน

สุดท้ายเมื่อทนไม่ไหว คิดจะทิ้งลูกสาวหนีไปขอความช่วยเหลือจากพี่สาว ดันโชคร้ายถูกสามีขี้เหล้าตามมาทุบตี เสียหลักตกลงไปในคูน้ำตายตั้งแต่ยังสาว

การจากไปของขวดน้ำมันอย่างเธอที่ถ่วงแข้งถ่วงขานางเอกของเรื่องมาตลอด ทำให้หลิงเหยาสามารถแต่งงานกับโจวหมิงคุนผู้เป็นพระเอกของเรื่องได้อย่างราบรื่น

สุดท้ายก็ได้นั่งเสพสุขกับความมั่งคั่งร่ำรวยชวนให้คนอิจฉาริษยาไปตลอดทั้งชีวิต

เมื่อรู้เรื่องราวในนิยายทั้งหมด ตลอดจนต้นเหตุชีวิตอาภัพของตน ถึงเธอตายก็กลายเป็นผีที่จากไปอย่างไม่สงบ กอดเกี่ยวความอิจฉาริษยาที่มีต่อพี่สาวไว้อย่างปล่อยวางไม่ลง

ทันทีที่ฟื้นตื่นย้อนกลับมาตอนอายุ 16 ปี หลังถูกอันธพาลลวนลามจนวิ่งหนี สะดุดล้มหัวกระแทกพื้นตายไปตั้งแต่เมื่อเดือนก่อน ก่อนที่เธอจะหลงลมปากของสหายร่วมชั้นขี้โกงที่เป็นสามีเก่า…เธอก็สลัดเขาทิ้ง หันไปยั่วโจวหมิงคุน ตั้งใจจับเขาให้อยู่หมัด

หลิงฟางสาบานกับตัวเอง ว่าเธอจะเปลี่ยนชะตาชีวิตอันเลวร้ายในฐานะตัวประกอบ…เข้าสวมรอยแทนที่บทบาทนางเอกของพี่สาว เขี่ยอีกฝ่ายให้กลายเป็นตัวประกอบที่มีชะตาชีวิตอาภัพแทนตนให้จนได้!

ยังดีที่โจวหมิงคุณพระเอกของเรื่องไม่ได้ซื่อสัตย์อย่างที่เนื้อเรื่องปูทางไว้ หรือบางทีเขากับพี่สาวของเธอที่เป็นนางเอกอาจจะยังไม่ได้ผูกพันลึกซึ้ง

ล่อลวงไม่กี่ครั้ง โจวหมิงคุนก็กระโจนเข้าใส่เธอ ทำให้เธอตั้งครรภ์ในระยะเวลาไม่ถึงเดือน

แม้การที่หลิงเหยาติดตามโจวหมิงคุนมาโรงพยาบาล จะอยู่นอกเหนือแผนการจนอาจทำให้เสียเรื่องได้

แต่เธอเชื่อว่าสุดท้ายพี่สาวโง่ ๆ ซื่อ ๆ ที่นักเขียนสารเลวมอบบทนางเอกให้ จะต้องรักเธอที่เป็นน้องสาวมากจนไม่มีทางยอมให้น้องสาวถูกตำรวจจับส่งตัวไปปฏิรูปแรงงานที่ค่ายห่างไกลในชนบท เพราะท้องทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงานแน่

ส่วนโจวหมิงคุนที่เป็นลูกชายคนเดียวของบ้านโจว

เป็นหลานชายที่รองผู้อำนวยการโรงงานสิ่งทอซึ่งไม่มีลูกชายหวังให้สืบทอดตำแหน่งแทน

ยิ่งไม่มีทางยอมส่ายหน้าปฏิเสธความรับผิดชอบ เสี่ยงกับการถูกเธอฟ้องจนถูกส่งตัวไปทนลำบากที่ค่ายแรงงานพร้อมกันกับเธอ

เห็นได้ว่าการคำนวณของหลิงฟางในครั้งนี้ได้ผล

หลิงเหยาไม่เคยพบเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน เธอไม่รู้จะเผชิญหน้ากับน้องสาวและคนรักที่หักหลังเธอยังไง

สิ่งที่เด็กสาวเลือกทำคือหมุนตัวหันหลังวิ่งโซเซหลบออกจากโรงพยาบาลชุมชนอย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง เหมือนเด็กตัวเล็กที่หลงทางหาทางกลับบ้านไม่ถูก

“น้องสาว เธอมีเรื่องไม่สบายใจเหรอ ให้พวกพี่ชายช่วยปลอบใจเธอไหม”

ตอนออกจากโรงพยาบาล หลิงเหยาไม่ทันดูทาง เธอวิ่งออกจากประตูหลังลัดเข้าตรอกเปลี่ยวที่ไม่ค่อยมีคนสัญจรโดยไม่รู้ตัว

อันธพาลวัยกลางคนกับคนหนุ่มอีกคน เห็นหลิงเหยาเป็นเด็กสาวหน้าตาดี เดินเหม่อลอยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวมาลำพังก็เกิดความคิดชั่วร้ายแอบติดตามมาตลอดทาง

รอจนถึงตรอกเปลี่ยว คนไม่เดินผ่าน ถึงเร่งฝีเท้าก้าวเข้าขวางทาง

กว่าหลิงเยาจะรู้ตัวก็ถูกคนทั้งสองดักทางทั้งหน้าหลังไว้ เลี่ยงหนีไปไหนไม่ได้แล้ว

“ไม่…ฉันยังมีธุระที่ต้องรีบไปทำ พวกคุณสองคนหลีกทางให้ฉันที” หลิงเหยาตื่นกลัวจนน้ำตาคลอหน่วย

ยุคนี้เป็นยุคที่ผู้ชายทำตัวเป็นอันธพาลลวนลามผู้หญิงจะถูกจับไปยิงเป้า เธอจะรู้ได้ยังไงว่าตัวเองจะโชคร้าย เดินเหม่อแค่พักเดียวก็หลงมาเจอผู้ชายท่าทางน่ากลัวสองคนนี้เล่นอันธพาลใส่

เธออาจจะหัวช้าไปสักหน่อย แต่ไม่ได้โง่จนมองเจตนาร้ายของทั้งสองไม่ออก พยายามเลี่ยงหนีก็ยังถูกขวางทางทั้งหน้าทั้งหลังไปไหนไม่พ้น

“พวกเราอุตส่าห์หวังดี เธอปฏิเสธแบบนี้ พวกเราเสียกำลังใจแย่ อย่างน้อยก็ไปเล่นสนุกกันสักวันครึ่งวันก่อนก็ยังดี”

ชายวัยกลางคนไม่พูดเปล่า ยังมือไวฉวยคว้าแขนหลิงเหยาไม่ให้วิ่งหนีหลุดมือไป

คนหนุ่มก็ทำงานเข้าขา รีบยื่นมือไปปิดปากหลิงเหยาที่ตั้งท่าจะส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือไว้

ชายขาเป๋กับอดีตคู่หมั้นของเขา

มือพวกเขายังไม่ทันถึงตัวหลิงเหยา ก็ถูกเหวี่ยงกระเด็นไปชนกำแพงตรอก

แรงกระแทกทำให้มึนงงจนไม่ทันเห็นหมัดเท้าที่ปลิวตามมากระแทกตัวอย่างโหดเหี้ยมไม่มีปราณี

ทั้งสองถูกซ้อมจนยับอยู่นาน ไม่มีโอกาสแม้แต่จะต่อสู้กลับ

สุดท้ายก็สลบเหมือดไปต่อหน้าต่อตาหลิงเหยาที่ตกใจจนลืมกลัว อ้าปากกว้างจนแทบยัดไข่เข้าไปได้ทั้งฟอง มองชายตัวสูงใหญ่ ขาซ้ายเป๋ที่กระทืบคนได้ลื่นไหลซะยิ่งกว่าคนปกติ

“เธอหันหลังไป” ออกแรงไปมาก เหงื่อสักหยดก็ไม่ปรากฏบนใบหน้ากู่หานเซียว

เขาเหลียวมองหาเชือกไปรอบ ๆ แต่ไม่เจอ จึงตัดสินใจสั่งหลิงเหยาเสียงเข้ม

เด็กสาวหันหลังไปอย่างเชื่อฟัง เขาจึงได้ถอดเสื้อผ้าของอันธพาลทั้งสองคน ใช้เสื้อมัดมือไพล่หลัง ใช้กางเกงมัดเท้าไว้ป้องกันทั้งสองคืนสติแล้ววิ่งหนี ก่อนจะถูกส่งตัวไปให้ตำรวจ

“เธอเป็นอะไรไหม?”

ลงมือมัดคนเสร็จ กู่หานเซียวก็ลุกขึ้นกวาดสายตามองหลิงเหยาขึ้นลงจนแน่ใจว่าไม่มีบาดแผลได้รับบาดเจ็บที่ตรงไหน ถึงถอนสายตากลับ

“ฉะ…ฉัน…”

วันนี้ทั้งวันเกิดเรื่องติดต่อกันหลายเรื่อง หลิงเหยายังสับสนมึนงง รู้สึกว่าหลายอย่างที่เกิดขึ้นไม่เป็นเรื่องจริง เธอเหลือบมองคนตัวสูงตรงหน้าอย่างเหม่อลอย คิดอยู่นานก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดอะไรดี

“ไปเถอะ ฉันจะไปส่งเธอที่บ้าน ระหว่างทางจะแวะสถานีตำรวจ แจ้งให้มาจับสองคนนี้ไปลงโทษด้วย”

กู่หานเซียวเข้าใจถึงความรู้สึกหวาดกลัวที่เด็กสาวต้องเผชิญ เขาไม่ถามมาก แต่เลือกที่จะส่งเธอกลับให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัยแทน

“ขอบคุณค่ะ” อาจเพราะได้รับความช่วยเหลือจากเขา หลิงเหยาถึงฟื้นความรู้สึกกลับเป็นปกติในเวลาไม่นาน

เพิ่งเกิดเรื่องที่เกือบถูกอันธพาลฉุดพาตัวไป เธอไม่มีความกล้าที่จะเดินกลับออกไปจากตรอกเปลี่ยวนี้คนเดียว เมื่อกู่หานเซียวใจดีอาสาไปส่งกลับบ้าน เธอจึงไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของเขา

ทั้งสองเดินเคียงกันออกมาจากตรอกเงียบ ๆ จนถึงสถานีตำรวจ

หลิงเหยาไม่ได้เข้าไปกับกู่หานเซียว แต่ยืนรออย่างว่าง่ายอยู่ด้านนอก ไม่นานเขาก็กลับออกมาพาเธอเดินไปยังทิศทางที่หอพักพนักงานโรงงานสิ่งทอตั้งอยู่

บรรยากาศระหว่างทั้งสองกลับมาเงียบอีกครั้ง เงียบซะจนหลิงเหยารู้สึกอึดอัดใจ

ปกติเธอแทบไม่เคยติดต่อมีปฏิสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม เว้นแต่กับโจวหมิงคุนที่เข้าหาเธอก่อน

แต่คนข้าง ๆ เป็นถึงผู้มีพระคุณที่มาช่วยเธอจากคนไม่ดี จะปิดปากเงียบไม่พูดไม่จากันไปตลอดทางกลับบ้าน หลิงเหยารู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะ

เธอรวบรวมความกล้าอยู่นาน กว่าจะเอ่ยถามออกไป “คุณชื่ออะไรคะ ฉันชื่อหลิงเหยา”

“กู่หานเซียว” เขาตอบกลับ

“สหายกู่ คุณเจ็บขาไหม”

นึกถึงตอนที่เขาซ้อมอันธพาลทั้งสอง หลิงเหยาก็แอบเป็นกังวล

“ไม่เจ็บ”

มุมปากกู่หานเซียวยกยิ้มจาง ๆ ต่อให้จะสังเกตดี ๆ ก็แทบจะมองไม่เห็น

“หรือพวกเราจะแวะตรวจที่โรงพยาบาลก่อนดีคะ”

เหตุการณ์ที่เกือบถูกลวนลามทำให้หลิงเหยาตกใจหนักมาก เธอจึงลืมเรื่องของหลิงฟางกับโจวหมิงคุนที่อยู่โรงพยาบาลไปชั่วขณะ

พอเอ่ยถึงโรงพยาบาลขึ้นมาก็เม้มปาก…ไม่อยากกลับไปที่นั่นอีก

เธอกลัวว่าจะบังเอิญต้องไปเผชิญหน้ากับโจวหมิงคุนที่ตอนนี้ไม่อยากเจอที่สุด

“ขาฉันหายนานแล้ว ไม่ต้องแวะโรงพยาบาล ฉันจะตรงไปส่งเธอกลับบ้านเลย”

กู่หานเซียวปฏิเสธเสียงอ่อน หลิงเหยาได้ยินแล้วแอบลอบถอนหายใจ กล้าที่จะเอ่ยถามสิ่งที่สงสัยในใจออกมา

“ฉันยังต้องไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจอยู่ไหมคะ”

“ไม่จำเป็น สองคนนั่นกล้าเล่นอันธพาลกลางวันแสก ๆ คงไม่ได้ทำครั้งนี้เป็นครั้งแรก สถานีตำรวจจะต้องมีประวัติอยู่แล้ว พวกเขาสามารถดำเนินคดีตามประวัติเก่าได้”

“ขอบคุณค่ะ”

แปลกที่คนข้างตัวไม่ได้อธิบายอะไรมาก แต่หลิงเหยารู้สึกได้ถึงความหวังดีของเขาที่มีต่อเธอ

ยุคสมัยนี้ ชื่อเสียงของหญิงสาวมีความสำคัญมาก ลองได้ตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน ไม่ว่าจะถูกช่วยไว้ได้ทันก็ยังคงเสียหายอยู่ดี

การที่เธอไม่ไปปรากฏตัวที่สถานีตำรวจในฐานะเจ้าทุกข์ จะเป็นประโยชน์ต่อเธอมากกว่า

“ถือว่าตอบแทนที่เธอเคยช่วยฉันไว้”

กู่หานเซียวหยุดเดิน กล่าวบอกเด็กสาวข้างตัวที่หยุดยืนมองเขาด้วยความสงสัย

“พวกเรา…เคยเจอกันด้วยเหรอคะ?” ทำไมเธอจำชายหนุ่มตัวใหญ่ บุคลิกโดดเด่นอย่างเขาไม่ได้?

หลิงเหยาขมวดคิ้วถาม เมื่อทั้งสองมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูหอพักโรงงานสิ่งทอ

เธอไม่เคยบอกเขาว่าอาศัยอยู่ที่ไหน…ดูเหมือนเขาจะรู้จักเธอจริง ๆ

“กู่หานเซียว คุณมาที่นี่อีกทำไม”

เสียงก้าวร้าวของผู้หญิงดังขึ้นข้างหลัง ทำให้หลิงเหยาที่ติดอยู่ในความสงสัยไม่มีโอกาสถาม

เธอเหลียวไปมองจางถิงถิง คนงานโรงงานสิ่งทอแผนกเดียวกันที่ยืนชักสีหน้า จ้องมองเท้าข้างซ้ายที่เป๋ของกู่หานเซียวด้วยความรังเกียจ แววตานี้ทำให้หลิงเหยาเห็นแล้วรู้สึกไม่สบายใจ

“เธอรีบกลับเข้าห้องไปพักเถอะ”

กู่หานเซียวไม่ใส่ใจคนข้างหลัง เขาหันไปเอ่ยบอกหลิงเหยาที่ยืนตาแดงจ้องมองมาด้วยดวงตากลมโตเหมือนกระต่ายตัวน้อยหลงทาง

“อย่ามาเสแสร้งหน่อยเลย เรื่องของเรามันจบไปตั้งแต่เมื่อสามเดือนก่อนแล้ว ยังจะอ้างคนอื่นมาเข้าใกล้ฉันอีก เป็นแค่คนพิการขาเป๋ไม่มีอนาคตแท้ ๆ เลิกคิดฝันจะกินเนื้อหงส์ได้แล้ว น่าขยะแขยงชะมัด”

แม้จะเป็นฝ่ายยุติการหมั้นหมายกับนายทหารหนุ่มที่มีอนาคตไกลอย่างกู่หานเซียวที่ญาติผู้พี่ในกองทัพแนะนำมา เพราะเขาประสบอุบัติเหตุจนเจ็บหนัก ขาพิการถูกปลดประจำการจากกองทัพ

แต่เห็นเขายืนอยู่ข้างเด็กโง่แซ่หลิง จางถิงถิงรู้สึกอึดอัดในอก จนต้องระบายออกมาด้วยเสียงดูหมิ่นดูแคลนให้คนได้ยินไปทั่วทั้งหอพัก

เสียงนั้นดึงดูดพี่สะใภ้และป้า ๆ ในหอที่กำลังเตรียมทำอาหารเย็นตรงทางเดินริมระเบียง ให้เยี่ยมหน้ามาดูอย่างสนอกสนใจ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...