โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทันตแพทย์เผย! 8 ทริคเก็บแปรงสีฟัน หลังพบ'ละอองอุจจาระ'ซุกซ่อน ตามขนแปรง

Khaosod

อัพเดต 09 ต.ค. 2564 เวลา 13.45 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2564 เวลา 11.24 น.

การแปรงฟันวันละ 2 ครั้งถือเป็นหนึ่งในวิธีการดูแลสุขภาพช่องปากที่สำคัญ แต่รู้หรือไม่ว่าสิ่งที่ซุกซ่อนในขนของแปรงสีฟันนั้นมีมากเกินกว่าที่คิด

ดร.อุเพน วิธลานี ผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมและสุขภาพช่องปาก เปิดเผยว่าแปรงสีฟันสามารถปนเปื้อนได้หลายวิธี ซึ่งแปรงสีฟันเพียงอันเดียวสามารถเก็บสะสมแบคทีเรียได้มากกว่าสิบล้านตัว เช่น E.Coli ที่ทำให้ท้องร่วง ปวดท้อง ตะคริว และมีไข้ต่ำ Streptococci ทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนัง และ Staphylococcus

ตามรายงานของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์และมหาวิทยาลัยอลาบามาในเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ สิ่งที่น่ากลัวกว่าแบคทีเรียก็คือ การพบว่ามีเชื้อโรคและอุจจาระบนขนแปรงสีฟันจากโถส้วมแบบเปิดโล่ง การกดชักโครก หรือสารปนเปื้อนจากสเปรย์ฉีดห้องน้ำซึ่งลอยอยู่ในอากาศนานพอที่จะตกตะกอนบนพื้นผิวห้องน้ำ

แต่ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกหรือตกใจ เพราะปากของคนเต็มไปด้วยแบคทีเรีย นี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนเราถึงจะต้องแปรงฟันให้สะอาดและเก็บรักษาแปรงสีฟันให้ถูกวิธี

ดังนั้น ทางทีมข่าวสดขอเสนอเคล็ดลับการดูแลและจัดเก็บแปรงสีฟันอย่างเหมาะสมเพื่อลดโอกาสการเจ็บป่วย ทำให้ทุกท่านจะลืมกฎ 5 วินาทีที่ว่าเชื้อโรคไม่เห็น หากทำแปรงสีฟันหล่นบนพื้นไปได้เลย

1. ล้างแปรงสีฟันให้สะอาดด้วยน้ำประปาทุกครั้งที่ใช้ เพื่อช่วยกำจัดเศษอาหารตกค้าง หากใช้เสร็จแล้วควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าแปรงสีฟันจะมีโอกาสแห้งสนิท พร้อมหลีกเลี่ยงใช้ผ้าเช็ดแปรงสีฟัน เพราะจะสร้างแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคและแบคทีเรียที่ชอบสภาพแวดล้อมที่ชื้น

2. ตำแหน่งการเก็บแปรงสีฟันเป็นสิ่งสำคัญ การวางแปรงสีฟันไว้ที่อ่างล้างหน้าหรือในแก้วน้ำไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมนัก เพราะแบคทีเรีย เชื้อโรค และละอองอุจจาระสามารถเกาะบนขนแปรงสีฟันได้

ดังนั้น ขอแนะนำให้เก็บใส่กล่องหรือที่เก็บแปรงสีฟันเฉพาะในลักษณะที่ตั้งตรงแทนการวางแนวนอน จากนั้นปิดฝาชักโครกทุกครั้ง เพื่อลดการแพร่กระจายของแบคทีเรียบนแปรงสีฟันของคุณ

3. ทำความสะอาดที่ใส่แปรงสีฟันเสมอ จากการศึกษาโดยมูลนิธิสุขาภิบาลแห่งชาติ (NSF) พบว่าที่ใส่แปรงสีฟันเป็นของใช้ในครัวเรือนที่มีเชื้อโรคมากเป็นอันดับสามและสามารถดักจับแบคทีเรียที่แพร่กระจายจากการกดชักโครก ดังนั้น อย่าลืมทำความสะอาดที่วางแปรงสีฟันเป็นประจำเพื่อกำจัดเชื้อโรค

4. เปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3 - 4 เดือน เพื่อสุขอนามัยที่ดีของช่องปาก American Dental Association (ADA) แนะนำว่าถ้าขนแปรงหลุดลุ่ยควรเปลี่ยนแปรงสีฟันอย่างไม่เสียดายทันที รวมถึงหัวแปรงสีฟันไฟฟ้าด้วย ซึ่งแปรงสีฟันสำหรับเด็กอาจต้องเปลี่ยนบ่อยกว่าแปรงของผู้ใหญ่

5. การแช่แปรงสีฟันในน้ำยาบ้วนปากต้านเชื้อแบคทีเรีย American Dental Association (ADA) ระบุว่าอาจลดจำนวนแบคทีเรียบนแปรงสีฟัน อย่างไรก็ตาม งดการฆ่าเชื้อแปรงสีฟันด้วยไมโครเวฟ เพราะแปรงสีฟันส่วนใหญ่ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อให้ทนทานต่อสภาวะเหล่านี้ และอาจทำให้แปรงเสียหายและประสิทธิภาพลดลง

6. ห้ามใช้แปรงสีฟันร่วมกันหรือวางแปรงสีฟันใกล้กัน เมื่อใดก็ตามที่แปรงสีฟันหลายแท่งสัมผัสกันจะสามารถแลกเปลี่ยนเชื้อโรคภายในช่องปากของแต่ละบุคคลได้

7. ใช้แปรงสีฟันที่มีคุณสมบัติต้านจุลชีพ เพื่อการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ผู้เชี่ยวชาญของ Atomy แนะนำให้ใช้แปรงที่ส่วนผสมของผงทองคำ โดยพวกเขาอธิบายว่า ทองคำประกอบด้วยอนุภาคนาโนที่ต้านเชื้อแบคทีเรียตามธรรมชาติ และเป็นวัสดุเฉื่อยทางเคมีหรือวัสดุที่มีความไวต่อปฏิกิริยาต่ำ ซึ่งหมายความว่าจะไม่ทำปฏิกิริยาหรือเปลี่ยนแปลงเมื่อสัมผัสกับสิ่งมีชีวิต

"การวิจัยแสดงให้เห็นว่าอนุภาคนาโนที่เฉื่อยทางเคมีเหล่านี้สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ด้วยกลไกทางกายภาพที่ทำให้ผนังเซลล์เสียรูป" พร้อมทั้งยังแนะนำว่าขนแปรงที่บางมากจะช่วยทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึกและจำกัดความเสียหายที่เกิดกับบริเวณเหงือก

แปรงสีฟันสามารถทำให้ป่วยได้หรือไม่? ไม่ว่าคุณจะมีแบคทีเรียอยู่ในปากหรือแปรงสีฟันมากแค่ไหนก็ตาม การป้องกันตามธรรมชาติของร่างกายทำให้คุณมีโอกาสติดเชื้อจากการแปรงฟันได้น้อยมาก

ทุกครั้งที่คุณไม่อยากแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันให้คิดเสมอว่าแบคทีเรียที่แฝงตัวอยู่ในปากของคุณมีกี่ชนิดและสามารถทำอะไรได้บ้าง

นอกจากนี้  ทันตแพทย์ คิมเบอร์ลี ฮาร์มส ที่ปรึกษาของ ADA แนะนำให้แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และการบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากที่ต้านเชื้อแบคทีเรียก่อนแปรงฟันยังช่วยขจัดแบคทีเรียก่อนอีกด้วย โปรดตะหนักถึงความสำคัญของเก็บแปรงสีฟัน

ขอบคุณที่มาจาก The Sun On Health Periodontal

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...