สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ผู้ดำเนินรายการคนค้นตน แสดงมุมมองของการทำงานค่ายหรืองานจิตอาสา เพื่อการเติมเต็มความเป็นมนุษย์ของตน
นายสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ผู้ดำเนินรายการคนค้นตน โพสต์เฟสบุ๊ก เมื่อวันที่ 17พ.ค. 2567กล่าวว่าตนเองได้รับเชิญไปเสวนา เรื่องการออกค่ายที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ร่วมกับ นายจุลพร นันทพานิช อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาออกลูก และนายศศิน เฉลิมลาภ กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โดยมีนายคมสัน นันทจิต สถาปนิก นักเขียนเรื่องสั้น นักแสดง และพิธีกรรายการโทรทัศน์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
นายสุทธิพงษ์เขียนข้อความระบุเอาไว้ตอนหนึ่งว่า
“ผมมองว่า เราออกค่ายเพื่อสร้างประโยชน์ เราสร้างอาคารเรียนก็เพื่อเป็นเครื่องอำนวยให้กับการทำการศึกษา การเรียนของนักเรียน การสอนของครู มีความสัปปายะ ไม่ต้องตากแดดตากฝน ตากลม มีที่ตั้งโต๊ะ เก้าอี้ เก็บอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ ฯลฯ
สร้างสถานีอนามัยบนดอยก็เหมือนกัน พอให้มีที่ตั้งโต๊ะ ตู้เก็บยา เตียงทำแผล ตู้เย็นแช่วัคซีน ชาวบ้านมีที่หมายยามเจ็บไข้ เจ้าหน้าที่ได้มีที่ซุกหัวนอน
ถ้าอาคาร สิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จ ทำหน้าที่ของตัวอาคารได้ ภายในวันเวลาที่กำหนด งบประมาณที่ตั้งไว้ ไม่มีใครบาดเจ็บล้มตายจากการออกค่าย ฯลฯ การออกค่ายนั้นก็นับว่าสำเร็จ
แต่ประโยชน์ มีทั้งประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ผมเคยใช้คำว่า คนสร้างค่าย ค่ายสร้างคน เราออกค่ายเพื่อเรียนรู้ พัฒนาตัวเอง มีการออกค่ายเป็นเครื่องมือ หรือกระบวนการในการเรียนรู้ ค่ายคือครูสอนชีวิต สอนวิชาความเป็นมนุษย์ คือบทหรือแบบเรียน ที่จะต้องเอาตัวเข้าไป ถึงจะได้ประสบการณ์ ต้องเอาใจเข้าไป ถึงได้กลั่นบทเรียน
เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าออกค่ายเพื่อใคร ขอให้ตอบเลยว่าเพื่อ(พัฒนา)ตัวเอง เป็นเป้าหมายหลัก (ไม่ใช่พัฒนาชนบท) ไม่ต้องไปคิดว่าฉันคือผู้เสียสละ เป็นผู้ทำเพื่อสังคม แต่ฉันคือผู้รับที่จะต้องถอดบทเรียนให้เป็น ฉกฉวยและตักตวงจากค่ายหรือครูให้คุ้ม
มีคำพังเพยว่า เมื่อศิษย์พร้อม ครูก็ปรากฏ คำถามที่น่าสนใจคือ หากค่ายคือครู ความเป็นครูของค่ายจะปรากฏกับใครหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน ลึกซึ้งเพียงไร ศิษย์จะเก็บรับคุณค่า ความหมายอะไรจากครู(ค่าย)ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับอะไร?
คงไม่ได้ขึ้นกับว่า ค่ายนั้นเงินมากเงินน้อย ค่ายเล็กหรือใหญ่ ใกล้หรือไกล สำเร็จหรือล้มเหลว เต็มไปด้วยปัญหาหรือราบรื่น แน่นอน”