โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(จบ)ภาพวาดลิขิตรัก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 17 พ.ย. 2567 เวลา 13.00 น. • เผยแพร่ 03 พ.ค. 2567 เวลา 09.59 น. • SnailW
หนิงเหอ ลูกศิษย์ของจิตรกรชื่อดังวัย28ปี วันหนึ่งที่เธอตื่นขึ้นก็พบว่ามาอยู่ในยุคจีนโบราณและครอบครัวยากจนครอบครัวหนึ่ง และเพื่อให้ความเป็นอยู่ครอบครัวของตนเองดีขึ้น เธอจึงใช้ฝีมือการวาดภาพในการหาเงิน

ข้อมูลเบื้องต้น

หนิงเหอ ในวันหนึ่งที่เธอตื่นขึ้น เธอกลับพบว่าตนเองมาอยู่ในโลกที่แปลกประหลาดและไม่อยู่ในประวัติศาสตร์ยุคใดเลย แต่ที่น่าเศร้ามากกว่านั้นคือ ร่างเด็กสาวที่เธอเข้ามาอยู่นั้น เป็นเพียงเด็กสาวอายุ12ปีเท่านั้น แถมครอบครัวของนางก็ยังยากจนมากๆ แม้แต่ข้าวสวยสักชามยังไม่สามารถหากินได้

แต่เมื่อมาอยู่แล้ว เธอก็ต้องยืนหยัดกับความยากจนนี้ต่อไป จนกระทั่งเธอพบว่า โลกที่เธอกำลังอาศัยอยู่นี้ต่างให้ความสนใจกับงานศิลปะและดนตรีเป็นอย่างมาก เธอจึงคิดริเริ่มที่จะให้ฝีมือในการวาดภาพของตนเอง สามารถหาเงินและยกฐานะทางครอบครัวของตนเองขึ้นมาได้บ้าง

……………………

หนิงเหอ

“หนิงเหอ ๆ”

ใครกัน?

ใครกำลังเรียกเธออยู่?

หนิงเหอรับรู้ได้ถึงแรงเขย่าตัวของเธอที่กำลังหลับใหลอยู่ เธอเพิ่งได้นอนไปเมื่อช่วงเช้านี้เอง ใครกันมาปลุกเธอเอาตอนนี้? แล้วทำไมเธอรู้สึกว่า เสื้อผ้าที่เธอกำลังใส่อยู่ตอนนี้มันเปียกเช่นนี้ หรือมีน้ำรั่ว?

หนิงเหอพยายามฝืนขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งของตนเอง เพื่อดูว่าเสียงของใครกันที่กำลังเรียกเธออยู่?

เพราะแสงสว่างที่ได้รับ ทำให้หนิงเหอหลับตาลงอีกครั้ง เพราะไม่ชินกับแสงแดดในยามนี้ เมื่อกะพริบตาหลาย ๆ ครั้งจนทำให้ดวงตาของเธอสามารถปรับแสงได้ หนิงเหอจึงมองหน้าเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าของนางอย่างไม่คุ้นเคย

ขณะที่เธอกำลังจะถามออกไปว่าเขาเป็นใคร กลับรู้สึกได้ถึงลำคอที่แห้งสาก จนไม่สามารถถามออกไปได้

“ดีจริง เจ้ารู้สึกตัวแล้ว” เด็กหนุ่มคนนั้นมีสีหน้าดีขึ้น เหมือนกำลังยกภูเขาออกจากอก

“มาเถอะ พี่จะแบกเจ้ากลับบ้าน” ยังไม่ทันให้หนิงเหอได้ตอบตกลงแต่อย่างใด ชายหนุ่มก็ทำการจับร่างของเธอคร่อมไปที่ด้านหลังของเขา เพื่อให้นางได้ขี่หลังของเขาได้ถนัด จากนั้นเด็กหนุ่มก็แบกนางไปในทิศทางหนึ่ง

หนิงเหอรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก ร่างของเด็กหนุ่มที่อายุประมาณสิบห้าสิบหกปี เหตุใดจึงสามารถแบกร่างนางได้ง่าย ๆ สบาย ๆ เช่นนี้

ก่อนที่นางจะทันได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น สิ่งรอบข้างก็ทำเอานางรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง นี่มันที่ไหนกัน แล้วเพราะอะไรบ้านเรือนที่นางเห็นอยู่ตอนนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นบ้านที่มุงด้วยหญ้าแห้งแต่ละหลังล้วนปลูกอยู่ห่างกัน เหมือนหมู่บ้านชนบทที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาจากรัฐบาล

แต่เท่านั้นยังไม่ได้พอให้นางได้คิดหายสงสัย เมื่อนางสังเกตเห็นว่า ผู้คนที่นั่งอยู่หน้าบ้านเหล่านั้นล้วนสวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ เป็นแบบที่นางเคยเห็นในละครย้อนยุคในทีวี นี่นางกำลังถูกตั้งกล้องแอบถ่ายในรายการใดรายการหนึ่งอยู่หรือไม่?

“หลันโจว หนิงเหอ” เด็กหนุ่มแบกเธอมาที่บ้านหลังหนึ่ง เพียงเดินเข้าไปก็ได้ยินเสียงผู้หญิงวัยสามสิบที่ยืนอยู่ตะโกนเรียกทั้งคู่

“ท่านแม่” เด็กหนุ่มที่กำลังแบกเธออยู่เรียกอีกฝ่าย

ท่านแม่? หญิงสาวที่อายุประมาณสามสิบผู้นั้นเป็นแม่ของเด็กหนุ่มผู้นี้อย่างนั้นหรือ?

ฟู่หลินที่เห็นลูกกลับบ้านมาก็เดินออกมาดู แต่เมื่อเห็นว่าลูกชายของนางแบกน้องสาวออกมา ฟู่หลินก็ตกใจ รีบก้าวเท้ายาวเดินมาหาทั้งสองคน

“เกิดอะไรขึ้น” เมื่อเห็นว่าลูกสาวของตนร่างกายเปียกปอนไปทั้งตัว ฟู่หลินเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

หลันโจวค่อย ๆ วางร่างของหนิงเหอเอาไว้ที่แคร่หน้าบ้าน ก่อนจะมองหน้าผู้เป็นมารดาด้วยความรู้สึกผิด

“ข้าเห็นว่าสายมากแล้ว แต่หนิงเหอยังไม่กลับมา ข้าจึงไปหานางที่ลำธาร แต่เมื่อไปถึงก็พบว่านางหมดสติอยู่ที่ลำธารเพียงลำพัง”

เมื่อได้ยินว่าบุตรสาวเป็นลมหมดสติอยู่ที่ลำธาร ฟู่หลินก็ตกใจจนหน้าซีดทันที เป็นเพราะนางเองที่ไม่แข็งแรง เรื่องงานบ้านงานเรือนทุกอย่างตอนนี้จึงเป็นบุตรสาวที่ทำแทนทุกอย่าง โดยปกติแล้วหนิงเหอก็มักหน้ามืดบ่อย ๆ อยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ถึงกลับเป็นลมหน้ามืดอยู่ที่ลำธารโดยที่ไม่มีใครพบเห็น

โดยยามปกตินั้น จะมีชาวบ้านไปซักผ้าที่ลำธารด้วยเช่นกัน แต่หนิงเหอมักจะไปช่วงสาย ๆ เนื่องจากไม่ต้องการแย่งพื้นที่เบียดเสียดกับผู้อื่น นางจึงมักรอให้คนอื่น ๆ ซักเสื้อผ้าให้เสร็จก่อน จากนั้นนางถึงจะนำตะกร้าผ้าลงไปซักภายหลัง

“หนิงเหอ เจ้าเข้าไปเปลี่ยนชุดก่อนเถอะ ส่วนตะกร้าผ้า เดี๋ยวให้หลันโจวกลับไปเอาที่ลำธาร” ไม่พูดเปล่า ฟู่หลินเดินเข้ามาพยุงหนิงเหอเอาไว้ ก่อนจะพานางเข้าไปในห้องของตนเองเพื่อเปลี่ยนชุด

หนิงเหอเองไม่ได้ทักท้วงสิ่งใด นางทำตามอีกฝ่ายอย่างว่าง่าย นั่นเป็นเพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้นางกำลังสับสนงุนงง ตอนนี้ทำได้เพียงไหลไปตามน้ำก่อนเท่านั้น

หลังจากที่เข้าห้องมาด้านใน หนิงเหอจึงมองรอบ ๆ เพื่อสังเกตสิ่งของภายในห้องของตนเอง ห้องของนางกว้างเพียงสี่ตารางเมตรเท่านั้นเอง ด้านในมีเพียงชั้นใส่ของเล็ก ๆ อยู่หนึ่งชั้น และเตียงขนาดสามฟุตอยู่หนึ่งเตียง ฟูกและผ้าห่มถูกพับเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ แม้เครื่องนอนจะดูเก่าและซีดไปบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็สะอาดและไม่มีกลิ่นอับ

ที่ชั้นด้านข้างเป็นชั้นเสื้อผ้าและมีของมากมายวางเอาไว้ หนิงเหอจึงเลือกหยิบชุดออกมาหนึ่งชุดเพื่อผลัดเปลี่ยน แม้ในตอนแรกจะลำบากอยู่บ้างว่าชิ้นไหนใส่ด้านในหรือด้านนอก แต่เพียงไม่นานเธอก็แต่งตัวจนเสร็จ จากนั้นเธอจึงนำชุดที่เปียกออกมาเพื่อที่จะตากมันด้านนอก ประจวบเหมาะกับที่หลันโจวกลับมาจากลำธารพอดี

หลันโจวที่กลับมาเห็นว่าน้องสาวยืนถือชุดที่เปียกของตนเองยืนอยู่หน้าบ้านโดยคล้ายมองหาอะไรอยู่ เขาจึงเดินเข้ามาหานางเพื่อสอบถาม

“เจ้ากำลังหาสิ่งใด?”

หนิงเหอมองหน้าอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนจะยกมือเกาแก้มแก้ความเก้อเขินและตอบคำถามอีกฝ่าย

“ข้ากำลังนำชุดที่เปียกไปตาก แต่ไม่รู้ว่าจะต้องนำไปตากที่ใด…”

“…” หลันโจวมองหน้าน้องสาวด้วยสายตาเบิกกว้าง นางกำลังล้อเขาเล่นอยู่ใช่หรือไม่? จะไปตากผ้าแต่ไม่รู้ว่าจะต้องไปตากที่ใด? ทั้ง ๆ ที่นางทำมันอยู่ทุกวัน

“หนิงเหอ…เจ้าป่วยหรือ?” หลันโจวยื่นมือออกไปแตะหน้าผากอีกฝ่ายเพื่อวัดไข้ และปรากฏว่า หน้าผากอีกฝ่ายร้อนอยู่ด้วยเช่นกัน แม้ไม่มาก แต่ก็ทำเอาหลันโจวอดเป็นกังวลไม่ได้

หนิงเหอพยายามนึกหาเหตุผลร้อยแปดในหัวของนางมาตอบอีกฝ่าย ก่อนจะกล่าวขึ้น

“พี่ ฉัน…ข้า…เหมือนข้าจะล้มหัวกระแทกพื้น ข้ารู้สึกว่าข้าจำอะไรไม่ได้เลย….” ในเมื่อนางไม่มีที่จะไปแล้ว คงต้องเล่นบทสมองเสื่อมที่มักจะเจอในหนังที่เคยดูเมื่อก่อนออกมาใช้

ตึก

ตะกร้าผ้าที่อยู่ในมือของอีกฝ่ายตกลงพื้นทันทีที่นางกล่าวจบ

“เจ้ารออยู่ที่นี่ เดี๋ยวข้ามา” ยังไม่ทันที่หนิงเหอจะได้ถามอีกฝ่าย หลันโจวก็หันหลังวิ่งออกไปด้านนอกเสียแล้ว ฟู่หลินที่เห็นลูกชายวิ่งหน้าตั้งออกมาหาตนเองก็ตกใจยิ่ง

“ท่านแม่แย่แล้ว หนิงเหอนางบอกว่านางจำอะไรไม่ได้” หลันโจวเข้ามาหามารดาเพื่อบอกเรื่องที่น่าตกใจ

“อะไรของเจ้า พูดช้า ๆ แม่ฟังไม่เข้าใจ”

เพราะหลันโจววิ่งเข้ามาด้วยความเหนื่อยหอบ ทำให้ตอนที่กล่าวประโยคนั้นออกมา ฟู่หลินจึงฟังไม่ค่อยเข้าใจ

หลันโจวหายใจเข้าออกลึก ๆ อีกครั้ง ก่อนจะเล่าเรื่องที่เขาเจอหนิงเหอที่หน้าบ้านเมื่อครู่ให้มารดาได้ฟัง เมื่อฟู่หลินได้ยินดังนั้น นางก็มีสีหน้ากระวนกระวายทันที

“เจ้าไปตามท่านหมอมู่มาที่นี่ ให้ตรวจอาการนางสักหน่อย”

“แต่ว่า…”

หลันโจวอยากกล่าวคัดค้าน เนื่องจากเมื่อสามวันก่อนที่บ้านเพิ่งจ่ายเงินซื้อยาให้มารดาไป ทำให้ที่บ้านตอนนี้เหลือเงินอยู่ไม่เท่าไร และไม่รู้ว่าค่ายาและค่าตรวจโรคของน้องสาวจะต้องใช้เงินมาเท่าใด เขาจึงมีท่าทางลังเล

“เจ้าไปเถอะ…หากเงินไม่พอ รอพ่อเจ้ากลับมาจากในเมืองค่อยจ่ายเพิ่มให้เขาทีหลัง” แม้จะรู้ว่าค่ายาอาจหลายอีแปะ แต่บุตรสาวของนางก็ไม่สามารถปล่อยเลยตามเลยไม่รักษาได้เช่นกัน ต่อให้นางต้องบากหน้าไปหยิบยืมจากบ้านอื่นมา นางก็ต้องทำ

“ข้าเข้าใจแล้ว”

เมื่อได้ยินมารดากล่าวเช่นนั้น หลันโจวจึงหันหลังวิ่งไปที่อีกฝากของหมู่บ้าน เพื่อตามหมอมาตรวจดูอาการให้น้องสาวทันที

………………………………………………..

ความจำเสื่อม

หลังจากยืนงงอยู่หน้าบ้านเป็นเวลาชั่วครู่ หลันโจวที่วิ่งไปหามารดาก็วิ่งกลับออกไปที่หน้าบ้านหายไป แล้วกลับมาพร้อมชายสวมชุดสีขาวถือกล่องไม้กลับเข้ามา ดูจากชุดที่ใส่และท่าทางของอีกฝ่ายก็พอจะเดาได้ว่า เขาคงถูกหลันโจวลากมาที่นี่อย่างเร่งรีบ

“นางอยู่นั่นท่านหมอ” หลันโจวชี้นิ้วมาที่หนิงเหอที่กำลังยืนมองทั้งคู่อยู่

หนิงเหอมองท่านหมอที่หลันโจวพามาอย่างสังเกต อีกฝ่ายอายุราว ๆ สามสิบต้น ๆ ไม่ใช่คนแก่อย่างที่นางคิดเอาไว้ เมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ หนิงเหอก็ได้กลิ่นสมุนไพรที่ติดตัวอยู่กับเสื้อผ้าของอีกฝ่ายทันที

หลันโจวจูงมือหนิงเหอมานั่งที่แคร่ด้านหน้า เพื่อให้อีกฝ่ายได้ตรวจดูอาการ แม้จะดูเสียมารยาทอยู่บ้างที่ให้อีกฝ่ายตรวจอาการของน้องสาวกลางแจ้งเช่นนี้ แต่ก็เป็นการดีกว่าให้เข้าไปตรวจภายในห้องด้านใน เพราะเนื่องจากน้องสาวของเขาก็อายุสิบสองปีแล้ว แม้จะเป็นท่านหมอมาตรวจดูอาการ ก็ควรเว้นระยะห่างระหว่างชายหญิง

ท่านหมอมู่ต้าเต๋อไม่ได้มีสีหน้าไม่ชอบใจแต่อย่างใด เขานั่งลงที่แคร่ด้านข้างของหนิงเหอ ก่อนจะจับชีพจรของนางเพื่อตรวจสอบหาโรค

“นางไม่ได้เป็นอะไรมากนัก เพียงแต่มีไข้เล็กน้อยและร่างกายอ่อนแอต้องบำรุง”

มู่ต้าเต๋อมองหน้าเด็กสาวตรงหน้าความสงสาร เป็นที่รับรู้กันว่า ครอบครัวกู้นี้ยากจนแสนเข็ญ แม้เสาหลักครอบครัวอย่างกู้อวี้สยง ที่เป็นบิดาของนางจะขยันเข้าไปในป่าเพื่อล่าสัตว์นำไปขายในเมืองมากเพียงใด แต่ด้วยฟู่หลินภรรยาของเขาป่วยมานาน ทำให้เงินที่หามาได้ส่วนใหญ่ จึงนำไปซื้อยาให้แก่นางจนหมด และมาตอนนี้ลูกสาวยังมาป่วยอีก ช่างน่าเห็นใจเสียเหลือเกิน

“แต่ว่าท่านหมอ นางเป็นลมไปเมื่อตื่นขึ้นมากลับจำอะไรไม่ได้” หลันโจวรีบกล่าวขึ้น เพื่อกลัวว่าท่านหมอมู่จะตรวจรักษาได้ไม่ละเอียด

“จำอะไรไม่ได้?” มู่ต้าเต๋อมองหน้าอีกฝ่ายอย่างสงสัย ก่อนจะพบว่า หนิงเหอเองก็มองมาที่เขาไม่หลบสายตาด้วยเช่นกัน

มู่ต้าเต๋อใจหายวาบ สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะจับข้อมืออีกฝ่ายมาตรวจดูอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าชีพจรของนางเต้นแผ่วสลับหนัก ไม่ดูเหมือนคนที่ป่วยหนักเลย

“เจ้าเจ็บตรงไหนอีกหรือไม่?” มู่ต้าเต๋อสอบถามอาการของนางเพิ่มเติม

หนิงเหอคิดเล็กน้อย ก่อนจะนึกได้ว่า เมื่อตอนที่นางตื่นขึ้น นางรู้สึกเจ็บที่ศีรษะอยู่จริง เมื่อนึกได้ดังนั้นนางจึงจับไปที่หัวตนเองเพื่อสำรวจ ก่อนจะร้องเสียงหลงออกมาเพราะไปแตะถูกศีรษะของตนเอง

“อ๊ะ” หนิงเหอเจ็บจนน้ำตาไหล เมื่อครู่เพราะยังมึนงงกับสิ่งรอบข้างอยู่ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ แต่ตอนนี้เมื่อนางสัมผัสถูกศีรษะ ก็พบว่ามีเลือดออกอยู่หน่อยๆ

มู่ต้าเต๋อยืนขึ้นทันที ก่อนจะใช้มือแหวกกลุ่มผมเพื่อตรวจสอบบาดแผล

“หัวแตกเล็กน้อยเท่านั้น มีความเป็นไปได้ที่นางจะล้มหัวฟาดพื้นทำให้จำอะไรไม่ได้” เขาเคยเจอคนไข้รายหนึ่งที่ขึ้นเขาไปเก็บของป่า และพลัดตกหน้าผา เมื่อฟื้นขึ้นมากลับจำอะไรไม่ได้ เพียงหลายเดือนต่อมาอีกฝ่ายก็กลับจำเรื่องราวได้เท่านั้น ไม่น่าอันตรายเท่าใด

“ข้าจะจัดยาลดไข้และยาใส่แผลที่ศีรษะให้ กินติดต่อกันสามวัน นางน่าจะดีขึ้นแล้ว” มู่ต้าเต๋อกล่าว ก่อนจะเตรียมตัวกลับบ้านตนเองเพื่อไปจัดยาให้อีกฝ่าย

“เออ…ท่านหมอมู่ ค่ายาทั้งหมดเท่าไรอย่างนั้นหรือ?” หลันโจวสอบถามอีกฝ่ายด้วยความลำบากใจเล็กน้อย

“ค่ายาสิบอีแปะ ส่วนค่าตรวจรักษาข้าไม่คิด รอวันไหนเจ้าว่าง ๆ ก็ไปช่วยข้าหั่นสมุนไพรตากก็แล้วกัน” มู่ต้าเต๋อตอบกลับอีกฝ่าย ครอบครัวนี้ยากจนยิ่ง หากเขาเก็บค่ารักษากับอีกฝ่ายมากเกินไป ก็จะเป็นการซ้ำเติม โชคดีที่เด็ก ๆ ทั้งสามคนของบ้านนี้เป็นเด็กขยัน เขาจึงรู้สึกเอ็นดูพวกเขายิ่ง

“ขอบคุณท่านหมอมู่ พรุ่งนี้ข้าจะพาน้องชายไปช่วยท่านตากยาเอง” หลันโจวโค้งตัวขอบคุณอีกฝ่าย ก่อนจะเข้าไปในบ้านเพื่อนำเงินสิบอีแปะ มามอบให้แก่ท่านหมอ

หนิงเหอมองตามหลังส่งท่านหมอจากไป ก่อนจะหันไปถามอีกฝ่าย

“ท่านบอกว่าน้องชาย? พวกเรามีน้องชายอยู่อีกอย่างนั้นหรือ?”

“หนิงเหอ แม้แต่เหวินอี้เจ้าก็จำไม่ได้หรือ?” หลันโจวมองหน้าน้องสาวด้วยสายตาเศร้าสร้อย

หนิงเหอส่ายหน้า ก่อนจะกล่าว

“ข้าจำได้เพียงว่าข้าชื่อหนิงเหอ นอกนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย” หนิงเหอแสร้งทำเป็นเศร้าใจ เพื่อโป้ปดอีกฝ่าย

ทำเอาหลันโจวถึงกลับทำหน้าไม่ถูก “น้องสาวอย่าเศร้าใจไปเลย ในเมื่อจำไม่ได้แล้วก็แล้วไปเถิด รอท่านพ่อและน้องชายกลับมา เรื่องที่เจ้าจำไม่ได้พวกเราจะเป็นคนบอกกับเจ้าเอง”

…………………………

ยามโหย่ว (17.00 น.)

กู้อวี้สยงและกู้เหวินอี้ลูกชายคนรองก็กลับเข้ามา หลันโจวที่อยู่บ้านก็เล่าเรื่องหนิงเหอให้ทุกคนในบ้านได้ฟัง กู้อวี้สยงมองมาทางลูกสาวด้วยความเป็นห่วง เมื่อทุกคนได้ทราบเรื่องของหนิงเหอแล้ว กู้หลันโจวจึงเป็นคนเล่าเรื่องของครอบครัวให้แก่น้องสาวได้ฟัง

ครอบครัวกู้นี้มีอยู่ด้วยกันทั้งหมดห้าคน บิดาชื่อกู้อวี้สยง มารดาชื่อฟู่หลิน กู้หลันโจวเป็นพี่ชายคนโต อายุสิบหกปี ส่วนกู้เหวินอี้พี่ชายคนรองและกู้หนิงเหอนั้นเป็นฝาแฝดกัน อายุสิบสองปี

เป็นเพราะในตอนคลอดฝาแฝดทั้งสองนั้น ฟู่หลินมารดาอยู่ในสภาวะคลอดยาก ทำให้ในระหว่างที่คลอดเสียเลือดไปมาก ร่างกายจึงอ่อนแอจนถึงทุกวันนี้

ครอบครัวของพวกนางดำรงชีพโดยมีบิดาล่าสัตว์เข้าไปขายในเมือง ส่วนกู้หลันโจวและกู้เหวินอี้นั้นคอยเก็บเศษไม้บนเขามาขายเป็นฟืน ทำให้ครอบครัวสามารถซื้อยาให้มารดากินในแต่ละเดือนได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ได้เงินไม่มาก

หนิงเหอมองชามข้าวต้มที่อยู่ตรงหน้าอย่างเซื่องซึม ตรงหน้านางนี้อย่าเรียกว่าข้าวต้มจะดีกว่า เพราะมันมีข้าวอยู่น้อยมาก มีเพียงน้ำข้าวต้มที่ใสอยู่ในชาม แต่เมื่อมองบิดาและพี่ชายทั้งสองของตนที่ในมือมีเพียงแผ่นแป้งแล้ว น้ำข้าวต้มในชามของนางและมารดายังถือว่าดีอยู่มาก

บนโต๊ะอาหารมีผัดผักป่า ผักดอง และน้ำแกงอยู่อย่างละชาม มองดูก็รู้ว่าอาหารเหล่านี้คงเป็นอาหารที่พวกเขากินกันอยู่ทุกวันแล้ว

หนิงเหอมองดูแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ แต่เพราะตั้งแต่เช้าที่นางเข้ามาอยู่ในร่างนี้ อาหารยังไม่ตกถึงท้องเลยสักอย่าง หนิงเหอจึงทำเพียงกลั้นใจตักข้าวต้มขึ้นมากิน ก่อนจะตักผักดองลงไปในชามด้วย อย่างนั้นก็ขอให้ได้มีอะไรลองท้องไปก่อนก็แล้วกัน นางไม่อยากอดตายเอาตอนนี้ และโชคดีอยู่มากว่าแม้จะเป็นเพียงข้าวต้มและผักดอง อาหารเหล่านี้ก็มีรสชาติที่ไม่เลวเลยทีเดียว นางยอมรับฝีมือการทำอาหารของมารดามากทีเดียว

หนิงเหอพยายามตักทุกอย่างที่อยู่บนโต๊ะอาหารลงท้องตนเอง โดยมีสายตาจากคนในครอบครัวมองดูนางอยู่ กู้หลันโจวถึงกับกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ลงคอ เมื่อเห็นท่าทางการกินของน้องสาว โดยปกติแล้วหนิงเหอมักกินเงียบ ๆ ไม่ส่งเสียง กินเพียงคำสองคำก็บอกว่าอิ่มแล้ว แต่ดูจากตอนนี้นางราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาไม่รู้ว่าการเปลี่ยนไปของนางนี้ดีหรือไม่ดีจริง ๆ

…………………………..

เซียวต้าถง

หลังจากมื้อเย็นผ่านพ้นไป ทุกคนต่างแยกย้ายที่กันไปพักผ่อน หนิงเหอเองเมื่อล้างชามที่กินอาหารกันไปเมื่อครู่หมดแล้ว จึงกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเอง พร้อมเอามือก่ายหน้าผากอย่างคิดหนัก

บ้านหลังนี้เล็กและแคบมาก ทำให้นางได้ยินการเคลื่อนไหวของอีกสองห้องอย่างชัดเจน หนิงเหอได้แต่เหม่อลอยมองหลังคาที่มุงด้วยหญ้าแห้งด้วยสายตาที่คิดหนัก นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? หากนางมาอยู่ที่นี่ และตัวนางที่อยู่ในอีกมิติหนึ่งล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?

นางพอเคยที่จะอ่านหนังสือแนวทะลุมิติมาอยู่บ้าง แต่คนเหล่านั้นล้วนมีของวิเศษติดตัวมา หรือแม้แต่ความสามารถเป็นหมอข้ามมายังมิติเช่นนี้ แล้วหากนางกลับไปไม่ได้ล่ะ? นางจะต้องอยู่ที่นี่ตลอดไปเลยใช่หรือไม่? แม้ว่าที่แห่งนั้นจะไม่มีคนที่ให้นางห่วงก็เถอะ

ในมิติเดิมของหนิงเหอ เธอเป็นเด็กกำพร้าที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเท่านั้น แต่แล้ววันหนึ่งก็มีชายแก่คนหนึ่งรับนางไปเลี้ยงดูเนื่องจากว่าอีกฝ่ายไม่มีลูกหลาน แต่เมื่อเห็นนางก็รู้สึกว่าถูกชะตาจึงรับนางไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม

หลี่หม่าซุนหรือชายแก่ที่รับนางไปเลี้ยงนั้น เป็นจิตรกรมือหนึ่งของประเทศเลยก็ว่าได้ เขาไม่เคยรับลูกศิษย์มาก่อนจึงใช้เวลาที่เหลือทั้งชีวิตของเขาทุ่มเทสั่งสอนนางเรื่องศิลปะทุกแขนง อย่างเช่น วาดภาพ คัดอักษร เดินหมาก หรือแม้แต่เรื่องดนตรี ทำให้ทุกคนในวงการศิลปะต่างรู้จักนางกันในนามของลูกศิษย์เทพแห่งศิลป์ แต่ยังไม่ทันที่ผลงานของนางจะได้แสดงต่อสาธารณชน นางกลับมาอยู่ที่นี่เสียแล้ว

หนิงเหอถอนหายใจออกมาอย่างไม่รู้ตัว… หากจะใช้ความสามารถในการหาเงิน อย่างน้อยนางจำเป็นต้องมีต้นทุนเสียก่อน แต่ดูจากสถานะของครอบครัวนี้แล้ว แม้แต่อาหารแต่ละมื้อยังเป็นเช่นนี้ อย่าว่าแต่หาเงินซื้อพู่กันเลยแม้แต่ขนสักเส้นของพู่กันนางก็คิดว่ายังหาเงินซื้อไม่ได้

……………

เช้าวันต่อมา

หนิงเหอตื่นขึ้นมาในช่วงเช้ามืด สาเหตุที่นางตื่นมาก็เพราะว่าได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวที่อยู่ด้านนอก เมื่อออกมาก็เห็นว่า ทุกคนในครอบครัวต่างตื่นขึ้นกันหมดแล้ว หนิงเหอเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ทำได้เพียงหลบสายตาทุกคนด้วยความเก้อเขิน แต่ตื่นมาเช้าเช่นนี้ นางก็ไม่รู้ว่าหนิงเหอคนเดิมนั้นต้องทำหน้าที่อะไร

“หนิงเหอ เจ้ายังไม่สบายอยู่ วันนี้ก็อย่าเพิ่งไปซักผ้าที่ลำธารเลย พักผ่อนสักวันเถอะ” กู้อวี้สยงเดินออกมาจากห้องบอกกับลูกสาว

หนิงเหอจึงพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินมาหากู้หลันโจวที่กำลังมัดเศษกิ่งไม้แห้งอยู่

“พี่ใหญ่กำลังทำอะไรอย่างนั้นหรือ?” แม้จะเก้อกระดากที่ต้องเรียกเด็กที่อายุน้อยกว่าตนเองว่าพี่ชาย แต่เมื่อนางมาอยู่ในร่างของเด็กสาวคนนี้แล้ว จะให้ทำอย่างไรได้

“วันนี้เป็นวันที่ต้องเอาฟืนเหล่านี้ไปส่งให้ที่บ้านนายท่านเซียว เจ้าอยากไปด้วยหรือไม่?”

“นายท่านเซียว?”

“นายท่านเซียวก็คือท่านเศรษฐีเซียวจื่อหาน บ้านของเขาอยู่ก่อนทางเข้าหมู่บ้านของเรานี่เอง” จากนั้นกู้หลันโจวจึงเล่าเรื่องของนายท่านเซียวให้แก่น้องสาวที่ความจำเสื่อมฟัง จนทำให้หนิงเหอได้ว่ารู้ว่า

นายท่านเซียวที่หลันโจวเล่านั้นมีชื่อว่า เซียวจื่อหาน เป็นพ่อค้าที่อาศัยอยู่แถบนี้ บ้านของเขาและครอบครัวอยู่ห่างจากหมู่บ้านของเราไม่มาก ทำให้เมื่อนายท่านเซียวต้องการจ้างแรงงาน จึงมักจ้างคนที่หมู่บ้านของเรา

แต่เมื่อหลายปีก่อน นายท่านเซียวเกิดถูกชะตากับกู้อวี้สยง ที่เป็นคนหนุ่มขยันทำมาหากิน เพื่อส่งเสริมกู้อวี้สยงนายท่านเซียวจึงรับซื้อฟื้นกับครอบครัวกู้โดยเฉพาะ และยังมีหลายครั้งที่กู้อวี้สยงล่าสัตว์กลับมาได้ ก็นำไปขายที่บ้านของนายท่านเซียวแห่งนั้น

หนิงเหอคิดว่าเมื่ออยู่ที่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ หากออกไปด้านนอกเปิดหูเปิดตาบ้างคงจะดี ในขณะที่กู้หลันโจวและกู้เหวินอี้กำลังแบ่งฟืนใส่ไม้หาบออกไป หนิงเหอก็กำลังจะเข้าไปช่วยทั้งสอง แต่กลับถูกอีกฝ่ายปฏิเสธ ทำให้นางทำได้เพียงเดินตามอีกฝ่ายไปบ้านนายท่านเซียวเท่านั้น

พวกเขาทั้งสามคนเดินอ้อมมาที่ด้านหลังของบ้านหลังใหญ่ เพื่อนำฟืนมาให้อีกฝ่าย กู้หลันโจวทักทายเหล่าสาวใช้ที่อยู่ด้านหลังอย่างเป็นกันเอง เพราะเขาจะต้องมาส่งฟืนที่นี่ทุกสองสามวันอยู่แล้ว ทำให้คุ้นเคยกับผู้คนภายในนี้เป็นอย่างมาก

“หลันโจวววว” ในขณะที่กู้หลันโจวและกู้เหวินอี้กำลังช่วยกันแบกฟืนไปกองในห้องเก็บของนั้น เสียงเรียกชื่ออีกฝ่ายจากทางด้านหลังก็ดังขึ้น ก่อนที่ร่างสูงของใครคนหนึ่งวิ่งผ่านหนิงเหอไปอย่างรวดเร็ว และเขาไปกอดคอหลันโจวและเหวินอี้เอาไว้อย่างสนิทสนม

“คุณชาย” หลันโจวร้องทักขึ้นอย่างตกใจ เพราะอีกฝ่ายโถมร่างกายเข้าหาเขาจนเขาเสียหลังเซไปหาชั้นวางของที่อยู่ด้านข้าง

“หลันโจว เหตุใดเจ้าถึงหายไปหลายวันไม่ไปหาข้าที่เรือนเลย จนข้าต้องสั่งคนที่อยู่ห้องครัวด้านหลังเอาไว้ ว่าเมื่อเจ้ามาส่งฟืนเมื่อไหร่ให้ไปแจ้งแก่ข้า” เซียวต้าถงกล่าวถามออกมาด้วยน้ำเสียงน้อยใจ ก่อนจะกอดคออีกฝ่ายทำท่าจะเดินออกมาจากห้องเก็บของ

“ขออภัยคุณชายด้วย เนื่องจากหลายวันมานี้ข้าจะต้องดูแลงานที่บ้าน ไม่สามารถปลีกตัวมาหาท่านได้” กู้หลันโจวตอบกลับอีกฝ่ายด้วยท่าทีจนใจ

“ช่างเถอะ ๆ ไหน ๆ เจ้าก็มาแล้ว พวกเราไปนั่งเล่นที่สวนด้านหลังกันก่อนดีกว่า” ไม่รอให้อีกฝ่ายปฏิเสธ เซียวต้าถงก็ลากกู้หลันโจวกับกู้เหวินอี้ออกไปตามความต้องการของตนเองทันที

ทำเอาหนิงเหอที่ยืนอยู่มึนงงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อ โชคดีที่กู้เหวินอี้ฝาแฝดของนางหันมาส่งสัญญาณให้นางเดินตามพวกเขาไป

เซียวต้าถงพาพี่น้องตระกูลกู้ทั้งสามคนมาเล่นที่สวนดอกไม้ด้านหลัง โดยที่บ่าวไพร่เห็นแต่ไม่มีใครเข้ามาห้าม แสดงให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาเข้ามาที่นี่ ดูจากท่าทางสนิทสนมของทั้งสามคนแล้ว หนิงเหอก็ค่อยโล่งใจ เป็นนางที่อาจจะคิดมากไปเอง

ด้านในสวนดอกไม้มีชุดเก้าอี้หลายตัวถูกตั้งเอาไว้ พร้อมทั้งมีขนมอาหารว่างวางเอาไว้อยู่อีกมาก ด้านข้างมีสาวใช้สูงวัยยืนอยู่คนหนึ่ง

“แม่นมหลี่ ท่านกลับเข้าไปเถอะ พวกข้าอยากเล่นกันตามลำพัง” เซียวต้าถงที่เดินเข้ามาก็สั่งอีกฝ่ายออกไปทันทีอย่างเอาแต่ใจ

“เจ้าค่ะ อาหารพวกนี้ข้าให้คนครัวจัดไว้ให้ พวกเจ้ากินได้ตามสบายเลยนะ” แม่นมหลี่รับคำ ก่อนจะหันมาบอกพวกเขาสามพี่น้องด้วยน้ำเสียงมีเมตตา

“ขอรับ / เจ้าค่ะ”

เนื่องจากหลายวันมานี้พี่น้องสกุลกู้ไม่มาที่นี่ ทำให้นายน้อยมีสีหน้าซึมเศร้าเป็นอย่างมาก หลังจากที่ได้ยินว่าวันนี้พวกเขาเอาฟืนมาส่ง นางจึงให้แม่ครัวเตรียมขนมมาให้อีกฝ่าย เพื่อตอบแทนที่พวกเขามาเล่นเป็นเพื่อนนายน้อยผู้เอาแต่ใจของนาง เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว แม่นมหลี่จึงเดินออกไปจากสวนไปทำงานของตนเองต่อ

เมื่อได้อยู่ตามลำพังแล้วเซียวต้าถงเข้ามาพร้อมกับกล่องจิ้งหรีดหนึ่งใบ ก่อนจะกล่าวกับหลันโจว

“หลันโจว เจ้าดูนี่สิ นี่คือจิ้งหรีดที่เจ้ามอบให้ข้า เมื่อวันก่อนข้าพามันไปพนันกับเพื่อนที่สำนักศึกษา ปรากฏว่ามันชนะจิ้งหรีดคนอื่น ๆ แทบไม่เห็นฝุ่นเลยละ"เซียวต้าถงเล่าออกมาอย่างดีใจ

“ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว พ่อข้าบอกว่า มันเป็นจิ้งหรีดที่กำลังโตเต็มวัย พละกำลังของมันย่อมดีกว่าจิ้งหรีดที่เอามาแข่งด้วย” หลันโจวอธิบายกับเซียวต้าถง

หนิงเหอเห็นทั้งสองพูดคุยกันเรื่องทั่วไปของเด็กผู้ชายที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ นางจึงมองหันมองไปรอบ ๆ แทน ก่อนจะพบว่า ที่โต๊ะหินอ่อนนั้น มีกระดาษบางอย่างถูกที่ทับกระดาษทับไว้อยู่ ด้วยความอยากรู้ของนาง นางจึงเดินเข้าไปดู ก่อนจะพบว่า มันคือกระดาษคัดลายมือที่เซียวต้าถงคัดทิ้งเอาไว้ ตรงพื้นด้านข้างโต๊ะหินอ่อน มีกระดาษหลายใบถูกขยำทิ้งไว้หลายก้อนด้วยเช่นกัน

…………………………………..

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...