โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แพทองธารกับโจทย์ภูมิภาค : เมียนมา

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 ต.ค. 2567 เวลา 15.06 น. • เผยแพร่ 30 ต.ค. 2567 เวลา 15.06 น.

หลายคนอาจบอกว่า เพียง 1 เดือน เร็วเกินไปที่จะวิจารณ์ในทางแย้ง ตำหนิหรือแง่ลบต่อการบริหารงานของรัฐบาลที่นำโดย แพทองธาร ชินวัตร

แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาลของเธอและตัวเธอเองได้ผลักดันงานและนโยบายสำคัญต่อไทยและภูมิภาคไม่น้อย

ดังนั้น จึงอยากหยิบยกผลงานและนโยบายบางด้านของรัฐบาลนี้ขึ้นมา

แพทองธารกับโจทย์ภูมิภาค

ในฐานะผู้ติดตามประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและบทบาทของไทยมาพอสมควร พอสรุปบทบาทของแพทองธาร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทยทางด้านกิจการต่างประเทศจากผู้รู้บางท่านได้ว่า ท่านแสดงบทบาทด้านกิจการต่างประเทศได้ดีและโดดเด่น ได้แก่

ความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา การแสดงท่าทีที่ สปป.ลาว ในการประชุมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ข้อความที่นายกรัฐมนตรีแพทองธารส่งสารต่อนายแอนโทนี่ บลิงเคน (Antony Blinken) รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา คือ ไทยพร้อมเป็นสะพานเชื่อมสหรัฐอเมริกากับอาเซียน พร้อมๆ กับที่บอกกับ หลี่ เฉียง (Li Qiang) นายกรัฐมนตรีของจีน ว่า ปี 2568 ซึ่งจะครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน น่าจะเป็นปีทองของทั้งสองประเทศ

คำพูดและสารการทูตที่ส่งให้สหรัฐอเมริกาและจีน มีนัยสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ เพราะจีนพยายามขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นานแล้ว มีแต่ไทยเท่านั้นที่ยังไม่ติดกับ ดักหนี้ (Debt Trap) หรือมีข้อพิพาททางดินแดนในทะเลจีนใต้กับจีน

หมายความว่า ไทยยังไม่มีปัญหาขัดแย้งรุนแรงเหมือนประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

พร้อมกันนั้น ไทยก็ยังเป็นฐานที่มั่นสำคัญที่สุดในทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคสงครามเย็น

สหรัฐอเมริการู้ดีว่า หากอยากสร้างความเป็นมิตรกับประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้น ก็ควรดำเนินการผ่านไทย

อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคหลังสงครามเย็น (Post Cold War) ผู้เขียนเห็นว่า ใช่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาจะคงสถานภาพเดิม (status quo) เหมือนเช่นในยุคสงครามเย็นคือ การเปิดประตูการค้าและสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน เป็นการทูตที่แตกต่างจากเดิมของไทยมาก

จนบางครั้งถูกวิจารณ์ว่า ไผ่ลู่ลมของไทยเอียงไปทางจีนกว่าเดิมมาก ซึ่งแนวโน้มนี้เกิดขึ้นตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างสำคัญด้วย

แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เมียนมา โจทย์ยากสำคัญไทยและรัฐบาลแพทองธาร สารที่เธอส่งคือ “…อาเซียนควรเป็นหนึ่งเดียว ในการส่งสารถึงทุกฝ่ายในเมียนมา การใช้กำลังทางทหาร ไม่ใช่ทางออก เป็นเวลาที่ต้องเริ่มพูดคุยกัน ไทยพร้อมที่จะช่วยเหลือ…”1

ที่สำคัญ ไทยพร้อมเดินงานจัดประชุมอย่างไม่เป็นทางการเรื่องเมียนมา ในเดือนธันวาคมนี้ ตรงนี้เอง เราควรเพ่งดูสถานภาพของไทยในสงครามกลางเมืองในเมียนมาให้มาก

ผู้เขียนจึงนำข้อมูลจากหน่วยงานด้านการพัฒนาและรัฐสภาของไทยมานำเสนอดังนี้เพื่อเป็นตัวอย่างสำคัญ

โปรดพิจารณา

ไทยบาท-ก๊าซเมียนมา

จากรายงานสัมมนาจัดโดย เสมสิขาลัย (SEM) ร่วมกับเครือข่ายคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) จัดสัมมนา ไทยบาท-ก๊าซเมียนมา : บทสนทนาของคนข้างบ้าน 29 กันยายน 2024 SEA Junction หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ2

พบว่าหนึ่งในภาคธุรกิจสำคัญคือ ธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับเมียนมามหาศาล

ซึ่ง ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ปตท.สผ. ของไทย และกลุ่มบริษัทในเครือก็เป็นหนึ่งในผู้ลงทุนใหญ่

เช่น โครงการสำรวจ M3 และโครงการผลิต ได้แก่ โครงการ ซอติก้า โครงการเยตากุน โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับซื้อก๊าซหลักและชำระค่าก๊าซให้บริษัท Myanmar Oil and Gas Enterprise (MOGE) รัฐวิสาหกิจเมียนมา

หลังรัฐประหาร (2564-2021) รายได้ส่วนนี้ถูกควบคุมโดยสภาบริหารแห่งรัฐ (State Administration Council-SAC) รายได้เอาไปก่ออาชญกรรมสงคราม

ตัวแทน Blood Money Campaign กลุ่มประชาสังคมเมียนมาที่มีเป้าหมายการรณรงค์หลัก ในการตัดแหล่งรายได้ของกองทัพเมียนมา โดยเฉพาะธุรกิจน้ำมันและก๊าซ ระบุว่า ปัจจุบันรายได้จากโครงการก๊าซ ภาคประชาสังคมนอกชายฝั่ง ที่ลงทุนโดย ปตท. เป็นแหล่งรายได้ที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพเมียนมา

มีการโจมตีทางอากาศไปมากกว่า 6,000 ครั้งโดยมุ่งเป้าไปยังเขตพลเรือน ทำให้คนกว่า 3.4 ล้านคนต้องกลายเป็น ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ กว่า 27,000 คนถูกคุมขัง

จึงเป็นที่มาของข้อร้องเรียนที่ทาง Blood Money Campaign พยายามรณรงค์มาโดยตลอดคือ

การให้ผู้ลงทุนและรัฐบาลไทยจ่ายเงินค่าก๊าซไปยังบัญชีดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา (Escrow Account) แทนที่จะจ่ายตรงไปยังกองทัพเมียนมา เพื่อหยุดยั้งปฏิบัติการอันโหดร้ายที่กองทัพเมียนมาทำต่อประชาชน

ในเวลาเดียวกัน ปี 2565 Total Energies และปี 2567 บริษัทในเครือ Cheron ตัดสินใจถอนการลงทุน โครงการยานาดา การถอนทุนดังกล่าว ส่งผลให้บริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล (PTTEPI) กลายมาเป็นผู้ดำเนินโครงการหลัก สัดส่วนเปลี่ยนเป็น PTTEPI 62.963 % และ MOGE 37.037%

นอกจากนี้ ทาง Norwegian Wealth Fund หรือกองทุนมั่งคั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็ถอนหุ้นออกจากบริษัท ปตท. และบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (PTTOR) ที่ลงทุนในเมียนมา โดยให้เหตุผลเรื่องความเสี่ยงอันยอมรับไม่ได้ที่จะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่นเดียวกับ Rebeco บริษัทจัดการสินทรัพย์ของเนเธอร์แลนด์ ได้ถอนหุ้นออกจาก ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม-PTTEP แม้หุ้นไม่มากก็ตาม

ยังให้ข้อมูลว่า การที่ภาคประชาสังคมเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาคว่ำบาตร บริษัท MOGE ส่งผลให้ บริษัท ปตท.ไม่สามารถจ่ายเงินดอลลาร์สหรัฐให้ MOGE ได้ จึงเปลี่ยนมาจ่ายค่าก๊าซเป็นเงินบาทผ่านธนาคารพาณิชย์ไทยแทน

ปี 2564 เป็นต้นมา ETOs Watch เรียกร้องให้รัฐบาลไทย รัฐวิสาหกิจและภาคธุรกิจ ธนาคาร ระงับการลงทุน และการให้ความช่วยเหลือทางการเงินเกี่ยวข้องกับกองทัพเมียนมา

ในส่วนของ เบญจา แสงจันทร์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน และกองทุน คณะที่ 1 มีความเห็นว่า ต้องหยิบยกการลงทุนในน้ำมันและก๊าซมาคุย

เพราะจากสัดส่วนรายได้กว่า 2 ใน 3 ของเมียนมานั้นมาจากผลผลิตก๊าซธรรมชาติที่ขายให้ไทย เบญจาชี้ว่า บริษัท ปตท.สผ. เข้าไปลงทุนในเมียนมา ตั้งแต่ปี 2532 กว่า 35 ปี

เบญจา แสงจันทร์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่ทางเครือ ปตท. และรัฐบาลไทยยังมีการทำธุรกิจร่วมกับ MOGE อาจทำให้ถูกตีความได้ว่า เรามีส่วนสนับสนุนการใช้ความรุนแรงในเมียนมา

ประชาสังคมและมีการประณามจากต่างประเทศ ไทยมีจุดยืนอย่างไรต่อปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์กับเมียนมา เราสนับสนุนรัฐประหาร และการใช้ความรุนแรงหรือไม่ รัฐบาลไม่อาจปฏิเสธการมีส่วนร่วมความรับผิดชอบปัญหาเมียนมา

เพราะรัฐบาลไทยถือหุ้นเกินครึ่งหนึ่งใน ปตท. และเส้นทางการเงินที่บริษัทจ่ายค่าก๊าซเป็นเงินบาท ผ่านธนาคารพาณิชย์ไทย เพื่อเลี่ยงการคว่ำบาตรเงินดอลลาร์

ในเมื่อบาทไทยเป็นส่วนหนึ่งของ Blood Money ในสงครามกลางเมืองเมียนมา ไทยโดยเฉพาะรัฐบาล เอกชนรายใหญ่และธนาคารจะล้างมันออกอย่างไรครับ

เมียนมา โจทย์ยากของไทย

1“ความท้าทายบทบาทใหม่ของนายกฯ แพทองธาร บนเวทีอาเซียน” The Standard, 11 ตุลาคม 2024

2“ไทยบาท-ก๊าซเมียนมา : บทสนทนาของคนข้างบ้าน” Semasia.org. 29 ตุลาคม 2567

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แพทองธารกับโจทย์ภูมิภาค : เมียนมา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...