Hometown Heroes นำ ธุรกิจร้านอาหาร สู่ระดับโกลบอล
“ธุรกิจร้านอาหาร” ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สำคัญและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เป็นทั้งแหล่งรายได้ของประเทศ และเป็นที่นิยมของทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้วยความหลากหลายของวัฒนธรรมและอาหารการกิน ทำให้ธุรกิจร้านอาหารไทยมีความน่าสนใจและมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2567 ภายในงานมหกรรมการเงินอุดรธานี ครั้งที่ 11 Money Expo 2024 UDONTHANI มีการจัดเสวนาพิเศษหัวข้อ “HOMETOWN HEROES นำธุรกิจอาหารท้องถิ่นอุดร สู่ระดับโกลบอล” พร้อมเชิญ 4 วิทยากรท้องถิ่น มาร่วมเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจร้านอาหาร เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับชาวอุดรธานีที่ต้องการเริ่มต้นสร้างธุรกิจร้านอาหารของตัวเอง
โดยวิทยากรทั้ง 4 ท่านประกอบด้วย
- ธนพล กองทรัพย์ไพศาล ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี
- ทอง กุลธัญวัฒน์ ผู้ก่อตั้งร้านวีทีแหนมเนือง
- เนาวรัตน์ คู่วัจนกุล เจ้าของร้าน Dose Factory
- สรศักดิ์ สัจจะไพบูลย์ เจ้าของร้านอาหาร Woods and Hoods
หอการค้า หนุนธุรกิจร้านอาหาร
ผสานหลากวัฒนธรรมที่ อุดรธานี
ธนพล กองทรัพย์ไพศาล ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี กล่าวภายในงานเสวนาว่า จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นจังหวัดที่มีธุรกิจร้านอาหารคึกคักเป็นอย่างมาก โดดเด่นด้วยความหลากหลาย และวัฒนธรรมการทานอาหาร นอกจากนี้ยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาเยือนเป็นจำนวนมาก ทำให้หอการค้าจังหวัดอุดรธานี มีโครงการส่งเสริมธุรกิจร้านอาหารในจังหวัดอุดรธานีหลายโครงการ
ตัวอย่างเช่น โครงการป้ายของดีเมืองอุดร ที่หอการค้ามอบให้กับร้านอาหารในจังหวัดที่ผ่านการยกระดับมาตรฐาน โดยร้านค้าที่ได้รับป้ายนี้จะถูกประชาสัมพันธ์ผ่านทางระบบสมาชิกผู้ถือบัตร TCC Connect พร้อมให้สิทธิพิเศษแก่สมาชิกที่มีอยู่ทั่วประเทศ สำหรับการใช้บริการร้านอาหารที่ได้รับป้ายของดีเมืองอุดร
นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการเริ่มต้นโครงการร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี เพื่อสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานร้านอาหารในเรื่องความสะอาด, การให้บริการที่ดี และการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น โดยจะมีการอบรมและทำการประเมินมาตรฐานของร้านอาหารแต่ละร้านเพื่อยืนยันถึงคุณภาพ
โครงการแข่งขันประกวดอาหาร ซึ่งมีการจัดประกวดมาแล้ว 3 ปี ผ่านเวทีงาน เกษตรแฟร์ โดยอาหารที่เข้าประกวดจะเป็นอาหารท้องถิ่นเช่น ปลาส้ม, หอยเชอรี่ และกบ โดยเฉพาะวัตถุดิบเช่นกบนั้น ถูกยกขึ้นมาสร้างเป็นโครงการใหม่ชื่อว่า “โครงการกบอุดรสร้างโลก” พร้อมส่งเสริมให้เกิดพัฒนาการตั้งแต่ ต้น กลาง และปลายน้ำ ครอบคลุมตั้งแต่การเลี้ยงกบ การแปรรูป จนถึงการผลักดันเกิดเมนูกบประจำร้านอาหารในจังหวัดอุดร
โดยร้านอาหารที่เข้าโครงการจะต้องมีเมนูกบ 1 เมนู เป็นเมนูประจำร้าน ที่ไว้คอยรับรองลูกค้า เช่น กบผัดไฟแดง, แซนด์วิชกบ, ไส้อั่วกบ เพื่อให้คนที่มาเยือนจังหวัดอุดรธานี นอกจากจะนึกถึงอาหารเช้าอย่างไข่กระทะ หรือวีทีแหนมเนือง ก็ยังนึกถึงเมนูกบที่จะมีอยู่ในร้านอาหารด้วย
“จังหวัดอุดรธานีมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งเวียดนาม, จีน, มุสลิม จนถึงชาวยุโรปที่มาพักอาศัย สิ่งที่ทำให้จังหวัดอุดรธานีโดดเด่นอย่างมากคือการที่วัฒนธรรมเหล่านี้ได้ซึมลงไปสู่เรื่องอาหาร เราจะพบว่าคนที่มาเที่ยว เมื่อนึกถึงอาหารเช้าจะนึกถึงไข่กระทะหรือโจ้ก ซึ่งไม่มีที่ไหนขายดีเท่ากับจังหวัดอุดรธานี หรือการรับรองแขกจำนวนมาก จะนึกถึงวีทีแหนมเนือง หรือครัวคุณนิด นี่คือความหลากหลายทางวัฒนธรรมอาหารที่ส่งให้จังหวัดอุดรธานีมีความโดดเด่น”
ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี ให้ความเห็นว่า จากการสังเกตผู้ประกอบการร้านอาหารในจังหวัดอุดรธานี พบว่าประสบความสำเร็จพอสมควร โดยเชื่อว่าเป็นผลมาจากวัฒนธรรมการทานอาหารของคนท้องที่ ที่มักชวนกันไปทานอาหารนอกบ้าน แม้จะชอบทดลองใช้บริการร้านใหม่ ๆ แต่ในระยะยาวก็จะกลับมาใช้บริการร้านเดิมในจังหวัดเป็นหลัก โดยเฉพาะร้านกาแฟในจังหวัดนั้นมีหลายร้านมาก ไม่ว่าจะอยู่ที่พื้นที่ไหน ก็ยังมีคนเข้าไปใช้บริการ อาจเป็นเพราะชาวอุดรธานีชื่นชอบการดื่มกาแฟ และใช้พื้นที่ของร้านเป็นที่นัดพบ ประชุม สังสรรค์
“หลายโครงการที่หอการค้าทำ ช่วยยืนยันได้ว่าร้านอาหารในจังหวัดอุดรธานี เป็นร้านอาหารที่มีคุณภาพ ทั้งความสะอาดและการใช้วัตถุดิบภายในจังหวัด ตลอดจนการบริหารจัดการที่ดี ผมมองว่านี่คือสิ่งที่สำคัญมากในการทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ และในภาพใหญ่ยังทำให้จังหวัดอุดรธานีเป็นสถานที่ที่เหมาะสมในการต้อนรับแขกผู้มาเยือน พร้อมสร้างความประทับใจด้วยความโดดเด่นด้านวัฒนธรรมทางอาหารที่หลากหลาย”
เปิดตำนานวีที แหนมเนือง
ของดีเมืองอุดร ใครไม่ลองคือพลาด
ทอง กุลธัญวัฒน์ ผู้ก่อตั้งร้านวีที แหนมเนือง เล่าถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจว่า เขาเริ่มสร้างธุรกิจวีที แหนมเนืองเมื่อปี 2540 สาเหตุที่เลือกจังหวัดอุดรธานีเนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมในหลายด้าน ทั้งการเป็นเมืองใหญ่ โดยสินค้าที่นำมาขายมีจุดแข็งตรงที่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ พร้อมการบริการลูกค้าที่ดีเยี่ยม เพื่อแข่งขันกับร้านอาหารอื่น ๆ โดยกลยุทธ์นี้ถูกยึดถือและใช้มานานถึง 27 ปี พร้อมกับการขยายธุรกิจวีทีแหนมเนืองออกไปทั่วประเทศ
ผู้ก่อตั้งร้านวีที แหนมเนือง เล่าย้อนว่า ก่อนเริ่มธุรกิจ เขาเป็นเพียงเด็กจากจังหวัดหนองคาย ที่ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ แต่มีความใฝ่ฝันที่จะเรียน เขาจึงขวนขวายด้วยการไปเรียนกับเด็กในโรงเรียนที่เปิดตามศูนย์เยาวชน เพื่อให้สามารถอ่านออกเขียนได้ จากนั้นก็เข้าเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ และเริ่มต้นประกอบอาชีพเพื่อหารายได้
“อาชีพแรกของผมคือช่างกลึง แต่ด้วยปัญหาด้านการเงินจึงไม่ได้ทำ เลยต้องเปลี่ยนไปเป็นช่างนาฬิกา จากนั้นก็แต่งงานกับภรรยาที่เป็นช่างตัดเสื้อสูท ต่อมาก็พยายามหาอาชีพที่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวตัวเองได้ จนได้เห็นว่าคุณแม่ทำแหนมเนืองขาย ก็เลยลองนำเข้ามาขายในจังหวัดอุดรธานีที่เป็นเมืองใหญ่”
จุดแข็งของวีที แหนมเนือง คือการเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ จุดอ่อนก็คือการจะทานแต่ละครั้งต้องใช้เวลา ไม่ได้สะดวกเหมือนการทานอาหารจานด่วน จึงพยายามพัฒนาสินค้า ก่อนจะเปิดสาขาแรกที่บริเวณหลังวัดโพธ์ ซึ่งในอดีตเป็นพื้นที่ป่าช้า แต่มองว่าเป็นทำเลดี สามารถจอดรถได้ 4 มุม เวลารถทัวร์มาแวะซื้อของฝากกลับบ้านก็เข้ามาจอดได้ง่าย
ทอง บอกว่า สิ่งสำคัญคือการบริการที่ดี อาหารมีรสชาติเป็นมาตรฐาน นั่นจึงทำให้เขาเน้นเรื่องการบริการลูกค้าอย่างมาก และกำชับกับพนักงานทุกคนว่าต้องดูแลลูกค้าเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะแต่งตัวแบบไหน หรือขับรถอะไร เพราะคนเหล่านั้นคือเจ้านายของเรา
“ลูกค้าคือเจ้านายเรา ผมสั่งลูกน้องว่าผมไม่ใช่เจ้านาย ผมเป็นแค่คนแบ่งผลประโยชน์ให้ คนที่จ่ายเงินเดือนคือ คนที่จอดรถ และสั่งอาหาร ไม่ว่าเขาจะทำอาชีพอะไร แต่งตัวแบบไหน คนเหล่านั้นคือเจ้านายที่จ่ายเงินเดือนให้คุณ”
ในอนาคตวีที แหนมเนือง มีแผนจะพัฒนาสินค้าส่งออกไปขายยังตลาดต่างประเทศ โดยมี ฮ่องกง, ญี่ปุ่น และอเมริกา เป็นเป้าหมาย โดยในอเมริกานั้น วีที แหนมเนือง มีการเข้าไปตั้งโรงงานเพื่อเริ่มทำตลาดแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างรอบคอบอีกครั้ง
ผู้ก่อตั้งร้านวีที แหนมเนือง ยังให้คำแนะนำทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจร้านอาหารคือ ต้องทำอาหารที่จะขายด้วยตัวเองให้เป็น และต้องเข้าใจสินค้าของตัวเองเป็นอย่างดี เพื่อให้ตัวเองเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ
“ถ้าคิดจะทำธุรกิจร้านอาหาร สิ่งแรกคือต้องเข้าใจสินค้าที่จะขาย และต้องสามารถทำอาหารได้เอง ถ้าเริ่มจากการจ้าง โอกาสเจ๊งมีสูง ผมเคยโดนทีมงานขอลาออกทั้งโรงงานมาแล้ว ตอนนั้นจำได้ว่า 145 คน มาขอลาออกในวันเดียวเพราะทะเลาะกันเองในโรงงาน ซึ่งโชคดีที่ตอนนั้นผมมี 2 สาขา แม้จะมีผลกระทบแต่ธุรกิจก็ยังไปได้ ดังนั้นเจ้าของร้านต้องเป็นแกนหลัก แล้วค่อยจ้างทีมงานเข้ามาช่วย”
Dose Factory คาเฟ่พลังบวก
สร้างวิถีชีวิต อีสาน-ออสซี่
เนาวรัตน์ คู่วัจนกุล เจ้าของร้าน Dose Factory เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจว่า ร้านกาแฟ Dose Factory เป็นผลพวงจากความพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเรียนรู้ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ แรงผลักดันนี้ทำให้เธอตัดสินใจเลือกไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย และเลือกสมัครงานเป็นพนักงานล้างจานในร้านกาแฟ เพื่อฝึกทักษะสื่อสาร
ชีวิตการทำงานในร้านกาแฟ ทำให้เธอตกหลุมรักอาชีพบาริสต้าเข้าอย่างจัง เกิดเป็นความฝันที่อยากจะเป็นบาริสต้าบ้าง เธอจึงพยายามไต่เต้าจากพนักงานล้างจาน ขึ้นมาเป็นคนทำแซนด์วิช จนสุดท้ายก็ได้เป็นบาริสต้าตามที่ต้องการ โดยเธอใช้เวลาอยู่ที่ออสเตรเลียเป็นเวลา 5 ปี และใน 2 ปีสุดท้ายได้พบกับ แซม (Sam) เจ้าของร้าน Dose Espresso ในเมืองซิดนีย์ และยังเป็นเจ้าของโรงคั่วกาแฟ Gabriel Coffee ถือเป็นจุดหักเหให้เธอเริ่มต้นศึกษาค้นคว้าด้านกาแฟในออสเตรเลียอย่างลึกซึ้ง
“ตอนนั้นอยู่ในโรงคั่วกาแฟแทบทุกวัน แม้จะเป็นวันหยุดก็ขอทำงานฟรีไม่เอาค่าจ้าง ทำให้ได้ความรู้ทางด้านกาแฟและการทำอาหารเช่น การทำแซนด์วิช พาสต้ากลับมา”
เจ้าของร้าน Dose Factory เล่าว่า เธอตัดสินใจกลับประเทศไทย พร้อมกับความต้องการที่จะเปิดร้านกาแฟในจังหวัดอุดรธานี (ประมาณปี 2557) โดยตั้งใจว่าอยากทำกาแฟที่ไม่ต้องใส่นมข้นหวานแล้วอร่อย ให้คุณแม่และชาวอุดรธานีได้ดื่ม และก่อนกลับมาไทยเธอได้เข้าไปขอคำแนะนำจาก Sam ซึ่ง Sam ก็แนะนำให้เธอใช้แบรนด์ Dose Espresso ในประเทศไทยไปเลย จึงเป็นที่มาของร้านกาแฟแห่งแรกของเธอในชื่อ Dose Espresso (ชื่อเดียวกับร้านกาแฟในเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย)
“ใช้เวลา 5-6 เดือนในการขนของจากออสเตรเลียกว่า 40 กล่องข้ามน้ำข้ามทะเลมา จากนั้นก็พยายามออกแบบร้านให้ได้ความรู้สึกเหมือนที่ออสเตรเลีย ประกอบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้วเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมด้วย การเปิดร้าน Dose Espresso จึงเป็นเหมือนการจุดพลุเล็ก ๆ ในจังหวัดอุดรธานีด้วยภาพความเป็นอีสาน-ออสซี่ ทำให้ได้ผลตอบรับที่ดีมาก”
พอเปิดร้านได้ 8 เดือน เป็นช่วงเวลาที่ขายดีมาก ก็เริ่มมีความคิดขยายร้าน จนได้ไปเจอกับโรงงานร้างแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมือง ก็เลยตั้งใจอยากจะใช้พื้นที่ของโรงงานร้างแห่งนี้ ตั้งคาเฟ่ที่เป็นมากกว่าร้านกาแฟ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของร้าน Dose Factory ซึ่งเป็นร้านที่ 2 ของเธอ
“คิดว่าถ้าตอนนั้นมีความรู้เรื่องธุรกิจ คงทำไม่สำเร็จ เพราะต้องคิดเรื่องต้นทุนและองค์ประกอบอื่น ๆ หลายอย่าง แต่พอไม่มีความรู้ธุรกิจ ก็เลยทำด้วยความเชื่อ และความตั้งใจเต็มที่ จึงสามารถทำร้านแบบนี้ออกมาได้ ทุกครั้งที่นึกย้อนไปก็รู้สึกว่า เรามันบ้าประมาณนึงเลยที่ทำออกมาได้แบบนี้”
เนาวรัตน์ กล่าวบนเวทีเสวนาว่า ตลอด 10 ปีที่ทำร้าน Dose Factory มา เธอนิยามตัวเองว่าเป็น “นักแก้ปัญหา” เพราะปัญหานั้นเริ่มต้นตั้งแต่วันแรกที่คิดทำธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อเป็นการเริ่มต้นจากความไม่รู้ แต่เธอกลับมองว่าความไม่รู้นั้น คือโอกาส เพราะทำให้คิดได้ว่า ควรรู้เฉพาะเรื่องที่ต้องรู้ จากนั้นก็ลงมือทำ และเมื่อเจอปัญหาก็แก้ไข
เธอย้ำว่า สิ่งที่เธอยึดมั่นมาตลอดในการทำธุรกิจคือต้องโฟกัสที่ตัวเอง ต้องไม่ลืมว่าเปิดร้าน Dose Factory เพื่ออะไร ตอบคำถามให้ชัดว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไร และพยายามถ่ายทอดพลังงานเหล่านี้ไปสู่ทีม เพื่อให้ทีมนำเสนอความตั้งใจไปสู่ลูกค้า
“เรามองว่าตัวเราคือ อีสาน-ออสซี่ เราได้ผสมผสานความเป็นอินเตอร์เข้ากับอีสาน เพื่อทำให้ความเป็นอีสานมีความคลาสสิค ไม่เชย นี่คือสิ่งที่เรารักษาและทำมาอย่างต่อเนื่อง”
สำหรับทุกคนที่มีฝันอยากจะมีร้านอาหาร หรือเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง เนาวรัตน์ ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า การเริ่มต้นสร้างธุรกิจ โดยรอให้ทุกอย่างพร้อมนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้น ดังนั้นถ้าตัดสินใจจะเดินตามความฝันแล้วให้ลงมือทำทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อม จากนั้นทุกอย่างจะสอนเราเองว่าต้องเดินไปอย่างไร
“การมีธุรกิจเป็นของตัวเองน่าจะเป็นความฝันของใครหลายคน ทุกคนย่อมมีฝัน และนั่นหมายถึงการเริ่มต้นลงมือทำทันที โดยที่ไม่ต้องรอให้พร้อม และถ้าทำแล้วสิ่งสำคัญต่อมาคือ ต้องกล้าที่จะเริ่มต้นใหม่ เพื่อพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ สำหรับใครที่อยากจะทำธุรกิจร้านอาหาร คำแนะนำก็คือ ให้ลุยเลย ลองทำให้เต็มที่ แล้วจะรู้ว่าเราต้องไปแบบไหน เดินต่ออย่างไร”
ร้านบุฟเฟต์ Woods and Hoods
Top of mind ในมื้อพิเศษของชาวอุดร
สรศักดิ์ สัจจะไพบูลย์ เจ้าของร้านอาหาร Woods and Hoods เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า ตัวเขาและภรรยาเริ่มจากการค้นหาสิ่งที่ตัวเองถนัดและทำได้ดี ซึ่งก็คือการทำอาหารที่ทั้งคู่ให้ความสนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยเริ่มจากการคิดง่าย ๆ ว่า “ถ้าไม่สำเร็จ อย่างน้อยก็คิดเสียว่าทำกินเองแล้วกัน”
แน่นอนว่าทั้งคู่รู้ดีว่าการทำอาหารทานเอง กับการทำขายนั้นไม่เหมือนกัน จึงตัดสินใจไปเรียนเป็นเชฟอาหารนานาชาติที่โอเรียนเต็ล ส่วนภรรยาเรียนเชฟอาหารไทยและไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย จากนั้นก็เริ่มมาเปิดร้านสเต็กในจังหวัดอุดร โดยเริ่มจากมีโต๊ะไม่ถึง 10 โต๊ะ ใช้ชื่อร้านว่า Comehome
“ต้องทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่จ่ายตลาด, เก็บเงิน, ถูพื้น จนถึงล้างจาน ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่านี่คือก้าวแรกที่จะทำให้ธุรกิจร้านอาหารของตัวเองมั่นคง และค่อย ๆ ขยับขยายจากร้านเล็ก ๆ ไปเป็นร้านที่ใหญ่ขึ้น”
เมื่อเปิดร้านได้ระยะหนึ่งก็ต้องการเติบโต โดยเฉพาะในจังหวัดอุดรธานีที่มีวัฒนธรรมการทานอาหารที่หลากหลาย ประกอบกับในช่วงก่อนการระบาดของ Covid-19 นั้น ร้านอาหารบุฟเฟต์เป็นที่นิยมมาก ทำให้เริ่มคิดโปรเจ็กต์ใหม่ โดยใช้เวลาเตรียมการราว 2-3 ปี จนได้จังหวะที่เหมาะสม จึงตัดสินใจเปิดร้าน Woods and hoods ซึ่งเป็นร้านอาหารบุฟเฟต์นานาชาติขึ้นมา
เจ้าของร้านอาหาร Woods and Hoods เผยว่า ความยากของการทำธุรกิจร้านอาหารบุฟเฟต์ คือการบริหารจัดการต้นทุน และทรัพยากรในร้าน เพราะการจะทำร้านบุฟเฟต์ต้องมีการวางแผนที่ละเอียด ตั้งแต่ในครัวจนถึงการให้บริการ ทุกอย่างต้องวางแผนให้รอบคอบตั้งแต่แรก การปรับเปลี่ยนภายหลังจะเป็นเรื่องยากมาก นอกจากนี้ยังต้องบริหารจัดการความผันผวนของราคาวัตถุดิบต่าง ๆ เช่น ในช่วงที่มีภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็ส่งผลกระทบกับราคาวัตถุดิบหลายชนิด หรือช่วงเทศกาลกินเจ ก็จะส่งให้ราคาผักสูงขึ้น ดังนั้นผู้ที่ต้องการจะเปิดธุรกิจร้านอาหารบุฟเฟต์จะต้องคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้
สิ่งที่ Woods and Hoods มุ่งเน้นอย่างมากคือการคิดจากมุมผู้บริโภคอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีการปรับใช้แพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อเพิ่มยอดขายด้วยช่องทางใหม่ พร้อมกับการทำให้ร้าน Woods and Hoods เป็น Top of mind ของผู้บริโภคในช่วงเวลาที่อยากทานบุฟเฟต์ ด้วยการสร้างความหลากหลายให้กับอาหาร การออกแบบเมนูให้พอดีกับทุกกลุ่มลูกค้า
“ธุรกิจร้านอาหารเป็นธุรกิจที่ขายไม่ดีก็เหนื่อย ขายดีก็เหนื่อยมาก เกิดความกังวลต่าง ๆ นานา สิ่งเหล่านี้สามารถแก้ได้ด้วย Passion ของเจ้าของร้าน ถ้ามี Passion เราจะอยากตื่นขึ้นมาแล้วออกไปสู้ต่อจนกว่าจะได้ ทำทุกทางจนกว่าจะสำเร็จ พร้อมรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่จะเข้ามา ทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อให้สามารถเดินไปถึงปลายทางที่ต้องการได้”