“เราไม่ได้มีเวลาทั้งชีวิตเพื่อรอบัตรประชาชนใบเดียว” : ชีวิตไร้หลักประกัน ฝันที่ถูกกั้นขวาง บนเส้นทางการต่อสู้ของ ‘เด็กไร้สัญชาติ’
เด็กไร้สัญชาติ
เมื่อกล่าวคำว่า ‘เด็กไร้สัญชาติ’ คุณนึกถึงใคร? ลูกหลานแรงงานข้ามชาติ เด็กกลุ่มชาติพันธุ์ หรือเด็กในพื้นที่ชายขอบ? แน่นอนว่าเหล่านี้คือภาพของเด็กไร้สัญชาติที่เราเห็นจนชินตา แต่หากจะกล่าวถึงความเปราะบางของกลุ่มเด็กไร้สัญชาติเล่า เรานึกถึงอะไร
เราอาจเคยได้ยินบ่อยครั้งว่าเด็กไร้สัญชาติเหล่านี้ไม่ได้รับการคุ้มครองทางสังคมและทางกฎหมายเท่าบุคคลที่มีบัตรประชาชนไทย ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเต็มที่ และเมื่อไม่มีทางเลือกในชีวิตมากนัก ก็มักลงเอยด้วยการประกอบอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง และต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและการกีดกัน
เพื่อจะหลุดพ้นจากสภาวะข้างต้น ‘การศึกษา’ คือหนึ่งหนทางที่เชื่อกันว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และสำหรับเด็กไร้สัญชาติก็เช่นกัน กระนั้น ยังมีอุปสรรคระหว่างทางหากเด็กไร้สัญชาติจะเข้าถึงการศึกษา และแม้ได้รับการศึกษาแล้ว ก็ยังไม่อาจรับประกันอนาคตข้างหน้าในการประกอบอาชีพ หรือการเข้าถึงสิทธิเทียบเท่าบุคคลผู้มีบัตรประชาชนไทย
‘การขอรับรองสัญชาติไทย’ จึงกลายเป็นทางออกสำคัญในการแก้ไขปัญหาของเด็กไร้สัญชาติ อย่างไรก็ตาม การจะได้มาซึ่งบัตรประชาชนไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นการต่อสู้อันยาวนาน
101 พาไปสำรวจเรื่องราวระหว่างเส้นทางการต่อสู้ของเด็กไร้สัญชาติ ชวนตั้งคำถามว่าสิทธิตามกฎหมายของเด็กไร้สัญชาติในไทยครอบคลุมมากแค่ไหน เด็กไร้สัญชาติที่เกิดหรือใช้ชีวิตในไทยจะนับรวมเป็นพลเมืองคนหนึ่งของรัฐไทยได้หรือไม่ ต้นตอของปัญหาที่แท้จริงว่าด้วยเรื่องสัญชาตินั้นคืออะไร และจะทำอย่างไรให้เด็กไร้สัญชาติทุกคนเข้าถึงโอกาสในชีวิตได้อย่างเท่าเทียม
‘ความไร้สัญชาติ’ กับการขาดโอกาสทางการศึกษา
จากรายงาน ‘ชีวิตที่ไม่มีใครเห็น: 48 ปี สถานการณ์เด็กไร้สัญชาติในประเทศไทย (2515-2563)’ กล่าวโดยสังเขปแล้ว เด็กไร้สัญชาติ หมายถึง เด็กที่ไม่ได้รับการรับรองสัญชาติใดเลย ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติไทยหรือสัญชาติรัฐใดๆ แต่อาจได้รับการระบุตัวตนทางกฎหมายในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เช่น ได้รับการจดทะเบียนการเกิด ได้ขึ้นทะเบียนเป็นบุคคลไร้สัญชาติในกลุ่มต่างๆ
รายงานดังกล่าวระบุว่า ภาวะไร้สัญชาติมักเป็นปัญหาจากรุ่นสู่รุ่น เพราะบุตรหลานของผู้ไร้สัญชาติจะสืบต่อสถานะไร้สัญชาติตั้งแต่แรกเกิด และกระบวนการรับรองสัญชาติอันยาวนานหลายปี ก็อาจไม่ทันเวลาที่ล่วงเลยจนบุตรนั้นอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และได้ให้กำเนิดบุตรที่ก็สืบต่อสถานะไร้สัญชาติเช่นกัน เป็นวงจรเช่นนี้ต่อไปไม่รู้จบ
และเพื่อจะคุ้มครองเด็กไร้สัญชาติทุกคน ตามหลักการแล้ว อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มาตรา 7 ระบุไว้ว่า
1. เด็กจะได้รับการจดทะเบียนทันทีหลังการเกิด และจะมีสิทธิที่จะมีชื่อนับแต่เกิด และสิทธิที่จะได้สัญชาติ และเท่าที่จะเป็นไปได้ สิทธิที่จะรู้จักและได้รับการดูแลเลี้ยงดูจากบิดามารดาของตน
2. รัฐภาคีจะประกันให้มีการปฏิบัติตามสิทธิเหล่านี้ตามกฎหมายภายในและพันธกรณีของรัฐภาคี ที่มีอยู่ภายใต้ตราสารระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่เด็กจะตกอยู่ในสถานะไร้สัญชาติ
แม้จะมีกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้ว แต่ในชีวิตจริง เด็กไร้สัญชาติก็มักต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและการกีดกัน
ประเด็นสำคัญที่มักถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งคือสิทธิด้านการศึกษา เพื่อจะเข้าใจประเด็นดังกล่าว เราสนทนากับ ดร.ศิวนุช สร้อยทอง หัวหน้าคลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา ว่าสภาวะไร้สัญชาติ ส่งผลกระทบต่อสิทธิในการเข้าถึงการศึกษามากแค่ไหน ดร.ศิวนุช ให้คำตอบว่า “ในปี 2548 มีมติคณะรัฐมนตรี ให้มีการออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่า เด็กทุกคนต้องได้เรียนและได้ค่าหัวการศึกษา กระทั่งเด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาติก็ตาม”
“แม้จะมีกฎหมายนโยบายแล้ว แต่ในเวลานั้น ภาครัฐยังขาดการทํางานเชิงรุกในการขจัดความไร้รัฐไร้สัญชาติ ต่อมาในปี 2558 จึงเกิดการเชื่อมฐานข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ทุกเขต ทุกอำเภอในประเทศไทย ติดตามเด็กกลุ่มนี้มาทําเอกสารทางทะเบียน แต่ก็ยังมีเด็กตกหล่นจากนโยบายเชิงรุกนี้อยู่จำนวนมาก ปัจจุบันนี้รวมแล้วเกือบหนึ่งแสนคน”
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้แล้ว เราอาจสงสัยว่าปัญหาจริงๆ ของเด็กไร้สัญชาติที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาอยู่ตรงไหนกันแน่ ต่อประเด็นนี้ ดร.ศิวนุช ให้ความเห็นว่าการเข้าไม่ถึงการศึกษานั้นอาจเป็นผลมาจากการส่งต่อความเข้าใจผิดในสังคม เพราะครอบครัวกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ขาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐหรือสถานศึกษาเองก็ไม่ให้ความกระจ่าง
“โรงเรียนอาจไม่ปฏิเสธโดยตรง แต่จะมีคําพูดบางอย่างที่ทําให้เจ้าของปัญหาสับสนและหวาดกลัว เช่น เรียนได้ แต่ต้องไปเอาเอกสารมา หรือบอกให้ไปตรวจดีเอ็นเอ แต่ไม่ได้บอกว่าไม่เสียค่าใช้จ่าย ก็มีโอกาสที่จะทำให้เด็กและครอบครัวถอย ถ้าโรงเรียนมีทัศนคติที่โอบอุ้มเด็ก เขาก็จะไม่ปฏิบัติแบบนี้”
อย่างไรก็ตาม ปัญหาอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับนโยบายหรือข้อกฎหมายที่กีดกันโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับประเด็นอื่นๆ ด้านการศึกษา โดยเฉพาะเมื่อจะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
“เด็กกลุ่มนี้ฝันไม่เป็น เขาไม่กล้าจะฝันด้วยซ้ำ” ดร.ศิวนุชเริ่มต้นเล่าว่า “เด็กไร้สัญชาติไม่มีสิทธิกู้ กยศ. (กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา) บางครอบครัวอาจอยากให้ลูกได้เรียน แต่ไม่มีทุนทรัพย์ เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ยากจน เขาก็จะกังวลว่าพ่อแม่จะไม่มีเงินส่งให้ พอเรียนได้สักชั้น ม.3 หลังจากนั้นก็ไม่เรียนต่อ แต่จะออกไปทํางานแทน แม้จะมีบางมหาวิทยาลัยที่ให้ทุนการศึกษาโดยไม่จํากัดสัญชาติ แต่ก็ถือได้ว่าประเด็นเรื่องต้นทุนทางการศึกษาก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ตัดอนาคตเด็ก”
นอกจากนั้นแล้ว หากเป็นเด็กไร้สัญชาติที่มีโอกาสได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย แต่มหาวิทยาลัยกลับไม่มีความเข้าใจในประเด็นสถานะบุคคล ก็มักเรียกเก็บค่าเทอมในจำนวนเท่ากับนักศึกษาต่างชาติ คือราวสองเท่าของค่าเทอมนักศึกษาไทย ทำให้เด็กต้องถอยจากการเรียน ซึ่งส่วนใหญ่กรณีเช่นนี้จะคลี่คลายได้ หากมีการทําความเห็นทางกฎหมายเสนอไป และทางมหาวิทยาลัยเข้าใจสถานการณ์ของนักศึกษา
ประเด็นสุดท้ายที่เด็กมักจะหลุดจากระบบการศึกษา คือเด็กบางคนอาจอยากเรียนในบางสาขาวิชาชีพ ที่ เช่น โรงเรียนแพทย์ของรัฐ หรือสาขาวิชาชีพที่จะสำเร็จการศึกษาไปเป็นข้าราชการ ซึ่งระบุว่าจะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย มีบัตรประชาชนคนไทย เด็กเหล่านี้จึงกังวลเรื่องความเป็นไปได้ในการเข้าสู่ระบบข้าราชการในอนาคต พวกเขาจึงลังเลกับความฝันของตนเอง และละทิ้งมันไปในที่สุด
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ‘การดำเนินการเพื่อการรับรองสัญชาติ’ จึงกลายมาเป็นทางออกสำคัญ เพื่อให้เมื่อพ้นวัยเยาวชนแล้ว จะยังได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเพื่อเข้าถึงสิทธิต่างๆ ที่พึงได้รับ ซึ่งคนไร้สัญชาติเหล่านี้ ความเกาะเกี่ยวกับประเทศไทย (connecting point) สามารถมาจากหลักสืบสายโลหิต เช่น พ่อหรือแม่เป็นคนไทย หรือหลักดินแดน เช่น เกิดที่ไทย อาศัยยาวนานในประเทศไทย หรือมาจากสัมพันธภาพเป็นครอบครัว เช่น คู่สมรสเป็นคนไทย อันที่จริงแล้ว ความเป็นไทย (Thainess) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเกิดที่ประเทศไทยเท่านั้น แต่สามารถขึ้นอยู่กับการกลมกลืนภายหลังการเกิดด้วย
อย่างไรก็ตาม ดร.ศิวนุช ให้ความเห็นว่า “ปัญหาแทบไม่ได้อยู่ที่กฎหมายหรือนโยบายเลย แต่คืออคติในสังคม ของพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีความเข้าใจ ยิ่งพลังการต่อสู้ของคนกลุ่มเปราะบางเขาอ่อนมาก เขายิ่งมีโอกาสถอยเพียงเพราะคําปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่แค่คำเดียว”
“กรณีเหล่านี้ สู้อย่างไรก็ชนะ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเจออคติระดับไหน” ดร.ศิวนุช กล่าวทิ้งท้าย
เมื่อ ‘ความไร้สัญชาติ’ ตอกย้ำความเปราะบางในชีวิต
การตั้งต้นด้วยสภาพปัญหา ยิ่งพาให้เราต้องเจาะลึกในเรื่องราวชีวิตของเด็กไร้สัญชาติ เรามาที่บ้านหลังเล็กแห่งหนึ่งย่านชานเมือง เพื่อพูดคุยกับ ‘ปิ่นไพร’ เด็กสาววัย 17 ปี ผู้เป็นทั้ง ‘บุคคลไร้สัญชาติ’ และ ‘บุคคลในทะเบียนบ้านไม่ปกติ’ บทสนทนาต่อจากนี้เริ่มต้นขึ้น หลังจากที่แม่ของเธอพาไพลิน น้องสาวผู้มีอาการออทิสติกขึ้นไปพักผ่อนที่ชั้นบนของบ้านเรียบร้อยแล้ว
ปิ่นไพรเล่าว่า พ่อของเธอเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลั๊วะ เกิดที่จังหวัดเชียงราย ส่วนแม่เป็นชาวเมียนมา ทั้งสองทำงานและสร้างครอบครัวด้วยกันที่จังหวัดนนทบุรี โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และให้กำเนิดปิ่นไพรเมื่อปี 2551 ด้วยความที่ในขณะนั้น พ่อยังไม่ได้รับรองสัญชาติไทย (ถือบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 6 หมายถึง บุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือในลักษณะชั่วคราว) ปิ่นไพรจึงได้รับสูติบัตร (ท.ร.3) เลขประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 7 (บุตรของบุคคลที่มีบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยหมายเลข 6) และถูกบันทึกในทะเบียนบ้านกลางที่อำเภอปากเกร็ด
ประเด็นเรื่องสัญชาติของปิ่นไพรนั้นมีความซับซ้อน เพราะพ่อของปิ่นไพรเป็นชาวลั๊วะ แม้เกิดในประเทศไทยและมีสิทธิในสัญชาติไทย แต่กฎหมายสัญชาติในขณะนั้นอยู่ภายใต้แนวคิดอำนาจนิยมอันเลวร้าย (ปว. 337) ที่มีการถอนสัญชาติของคนที่สืบสายโลหิตและคนที่เกิดในประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล และขัดกับมูลนิติธรรมประเพณีของกฎหมายสัญชาติไทยที่เคยมีมาโดยตลอด ทำให้รุ่นพ่อของปิ่นไพรตกอยู่ในความไร้สัญชาติ และส่งต่อปัญหาจากรุ่นสู่รุ่น
อย่างไรก็ตาม ภายหลังประเทศไทยมีความพยายามอย่างมากในการลบประวัติศาสตร์กฎหมายสัญชาติที่โหดร้ายในยุคนั้นลง โดยการปฏิรูปกฎหมายเพื่อกลับมา “ยืนยันสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดของคนที่เกิดในประเทศไทย” เมื่อปี 2551 ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาอดีตเด็กไร้สัญชาติ ด้วยการรับรองสัญชาติโดยผลอัตโนมัติของกฎหมายสำหรับคนที่เกิดในประเทศไทยก่อน 26 กุมภาพันธ์ 2535
เมื่อปี 2552 พ่อของปิ่นไพรจึงเดินทางไปเชียงรายเพื่อดำเนินการขอลงรายการสัญชาติไทย จนได้รับการรับรองสัญชาติไทยตามมาตรา 23 พระราชบัญญัติสัญชาติ และได้ถือบัตรประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 8 หรือหมายถึงบุคคลที่ได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมาย
ในขณะที่เอกสารยืนยันตัวตนของปิ่นไพร ไม่ใช่บัตรประจำตัวประชาชนคนไทยเหมือนเด็กไทยทั่วไป “หนูไปทําบัตรประจำตัวพร้อมกับพ่อที่เชียงราย แต่บัตรของหนูไม่ใช่บัตรแบบคนไทย แต่เป็นบัตรสีชมพู” ปิ่นไพรกล่าว ซึ่งบัตรสีชมพูที่ปิ่นไพรหมายถึง คือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ประเภทบุตรคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทย
ครั้งนั้น นอกจากจะดำเนินเรื่องจัดทำเอกสารยืนยันตัวตนแล้ว ยังได้มีการนำชื่อของพ่อและปิ่นไพรย้ายเข้าทะเบียนบ้านของลุง ที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย กระนั้น ปิ่นไพรยังไม่ได้รับรองสัญชาติไทย ในขณะที่ไพลิน น้องสาวของเธอได้ถือสัญชาติไทยและมีเลขประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 1 เนื่องจากเธอเกิดเมื่อปี 2555 หลังจากที่พ่อได้รับรองสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ สัญชาติ มาตรา 23
อย่างไรก็ตาม ชีวิตของปิ่นไพรก็ดำเนินมาอย่างเป็นปกติ กระทั่งปิ่นไพรเล่าว่า ความยากลำบากเรื่องสัญชาติเริ่มต้นขึ้นเมื่อเธอจบชั้น ป.6 และจะต้องสอบโอเน็ต (O-NET) ก่อนจะเลื่อนระดับชั้นขึ้น ม.1 ครั้งนั้น การไม่มีบัตรประชาชนไทย ทำให้ทางโรงเรียนต้องดำเนินเรื่องจัดทำเอกสารต่างๆ เพื่อให้เธอสามารถเข้าสอบได้ เหตุการณ์นี้ทำให้ปิ่นไพรเริ่มฉุกคิดเรื่องการขอรับรองสัญชาติไทย
เมื่อปี 2564 ครอบครัวปิ่นไพรย้ายมาอยู่ในเขตย่านชานเมือง ชีวิตของปิ่นไพรพลิกผันเมื่อพ่อเสียชีวิตในปี 2565 จากครอบครัวที่เคยพอมีกินโดยมีพ่อเป็นเสาหลัก เวลานี้ แม่ต้องดูแลลูกสาวทั้งสองคนตัวคนเดียว สถานะทางเศรษฐกิจของทางบ้านก็สั่นคลอน “หลังจากที่พ่อเสียไป ชีวิตหนูก็เปลี่ยนไปมาก จากที่ปกติแม่อยู่ดูแลน้องที่บ้าน แม่ก็ต้องไปทํางานหาเงินนอกบ้าน และก่อนหนูจะไปโรงเรียน หนูก็ต้องดูแลน้องแทนแม่” ปิ่นไพรกล่าว
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าว่า “พอพ่อเสียไป ก็ไม่มีคนส่งเสียให้เรียนแล้ว หนูอยากกู้ กยศ. แต่กู้ไม่ได้ เพราะต้องใช้บัตรประชาชนไทย” ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว นายจ้างของผู้เป็นแม่เห็นว่าควรช่วยเหลือให้ปิ่นไพรได้ยื่นขอรับรองสัญชาติไทย อย่างไรก็ตาม ก็พบอุปสรรค “ช่วงแรกๆ หนูพยายามไปดำเนินเรื่องที่เขต เจ้าหน้าที่เขาไม่ให้ทำ บอกว่าทำไม่ได้”
หลังจากนั้น นายจ้างของแม่ก็ได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากคลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา และนับตั้งแต่นั้น การดำเนินการขอรับรองสัญชาติก็เริ่มต้นขึ้น แพรชมพู ปกครองบ้าน นักศึกษาฝึกงาน คลินิกกฎหมาย ให้ข้อมูลกับเราว่า ความน่าเสียดายประการหนึ่งที่เพิ่งค้นพบคือ อันที่จริง ตามกฎหมายแล้ว ปิ่นไพรสามารถได้รับการรับรองสัญชาติไทยและทำบัตรประชาชนไทยพร้อมกันกับพ่อตั้งแต่เมื่อครั้งที่พ่อของเธอไปดำเนินการขอลงรายการสัญชาติไทยที่เชียงราย แต่เจ้าหน้าที่กลับบอกว่าทำไม่ได้ และให้มาติดต่อใหม่ในอนาคต ปัญหาเรื่องสัญชาติจึงยังค้างคามาจนถึงปัจจุบัน
จุดตั้งต้นนี้ ทำให้เกิดการทบทวนเรื่องสิทธิที่ปิ่นไพรพึงได้รับ เพราะแม้ปิ่นไพรมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักสืบสายโลหิตจากบิดา แต่กลับยังไม่ได้รับการรับรองสถานะคนสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรไทย เธอไม่ได้รับสิทธิอย่างเต็มที่ในการศึกษา การอยู่อาศัย และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ในประเด็นเรื่องสิทธิการรักษาพยาบาล ดร.ศิวนุช ให้ความเห็นว่า แม้จะมีการพัฒนามติคณะรัฐมนตรีของกระทรวงสาธารณสุขมาเรื่อยมา เด็กไร้สัญชาติทุกคนได้รับการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามกองทุนประกันสุขภาพบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ (ท.99) ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข แต่ส่วนใหญ่กลุ่มคนไร้สัญชาติมักขาดการเข้าถึงข้อมูล จึงไม่รู้ว่าขึ้นทะเบียนอย่างไร ไม่รู้ว่าตนมีสิทธิที่โรงพยาบาลไหน หรือหากย้ายที่อยู่แล้วจะย้ายสิทธิอย่างไร ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้กลุ่มคนไร้สัญชาติไม่ได้รับสิทธิการรักษาพยาบาล ทั้งที่ตามกฎหมายระบุไว้แล้ว
ปิ่นไพรเล่าว่าตนเองก็เป็นหนึ่งในกรณีเหล่านั้น “ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ เวลาป่วย หนูไม่เคยได้เข้าโรงพยาบาลเลย ครั้งล่าสุด ก็ซื้อยาจากร้านขายยา แล้วก็นอนที่บ้านจนกว่าจะหาย” ที่ผ่านมา ครอบครัวของเธอไม่ทราบเลยว่าเธอมีสิทธิหลักประกันสุขภาพ ซึ่งเมื่อทางคลินิกกฎหมายตรวจสอบแล้ว ก็พบว่าสิทธิของปิ่นอยู่ที่จังหวัดเชียงรายตามทะเบียนบ้านเดิม ซึ่งเป็นที่อยู่ของลุงผู้ล่วงลับไปแล้ว หลังจากที่พ่อเสียชีวิตลง ปิ่นก็ไม่ได้ติดต่อญาติฝ่ายพ่อที่จังหวัดเชียงรายอีกเลย ส่วนที่อยู่ปัจจุบันนั้น ครอบครัวเช่าอยู่อาศัยในบ้านของนายจ้างของแม่ ปิ่นไพรจึงไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ การดำเนินการเพื่อขอรับรองสัญชาติไทย จึงได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2565 เพื่อให้ปิ่นไพรสามารถเข้าถึงสิทธิที่พึงได้รับ ประการแรกด้านการย้ายชื่อของปิ่นไพรเข้ามาไว้ในทะเบียนบ้านกระจกเงา เพื่อให้ดำเนินการทางกฎหมายต่างๆ สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งแพรชมพูให้ข้อมูลกับเราว่า “ได้ดำเนินการย้ายชื่อของปิ่นไพรเข้ามาที่ทะเบียนบ้านกระจกเงาเรียบร้อยแล้ว และหากต้องการย้ายสิทธิหลักประกันสุขภาพมาที่โรงพยาบาลในเขตของทะเบียนบ้านกระจกเงาก็สามารถทำได้ภายหลัง แต่จะต้องยื่นเอกสารดำเนินการที่โรงพยาบาลรัฐใกล้บ้าน ไม่ง่ายเหมือนคนทั่วไปที่สามารถทำได้ผ่านแอปพลิเคชัน”
ประการที่สอง คือเรื่องสัญชาติ “ตอนนี้สถานะของปิ่นไพร อยู่ระหว่างการดำเนินเรื่องบัตรประชาชนไทย การเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎร ซึ่งต้องมีขั้นตอนการรับรองว่าเป็นบุตรของชายสัญชาติไทย เพราะปิ่นไพรจะได้สัญชาติไทยตามพ่อ ซึ่ง จะต้องมีการสืบพยาน เพื่อออกหนังสือรับรองพิสูจน์ความเป็นบิดาเนื่องจากบุพการีไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ซึ่งกรณีของปิ่นไพร จะเป็นการแก้ไขรายการทะเบียนราษฎรจากสถานะเด็กไร้สัญชาติ มาเป็นเด็กที่มีสัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักสืบสายโลหิตจากบิดา ตามมาตรา 7[1] ได้เลย” แพรชมพูกล่าว
จากปี 2565 จนถึงวันนี้ ปิ่นไพรยังไม่ได้รับการรับรองสัญชาติไทย ในขณะที่เวลาของชีวิตเดินหน้าไปทุกวัน เมื่อเราถามถึงความฝันและอนาคต ปิ่นไพรตอบว่า “หนูคิดว่าจะเรียนพยาบาลค่ะ แต่ตอนแรกหนูไม่ได้คิดจะอยากเป็นพยาบาลนะคะ เมื่อก่อนหนูอยากเป็นครู เพราะเวลาหนูสอนเพื่อน เพื่อนก็เข้าใจ”
อย่างไรก็ตาม ปิ่นไพรเห็นว่าการเรียนพยาบาลในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องเป็นนักเรียนทุนและทำงานใช้ทุนราว 4-5 ปี หลังเรียนจบ คือทางออกที่จะทำให้ไม่ต้องกู้เงิน กยศ. ในสภาวะที่ความเปราะบางและไม่แน่นอนเรื่องสถานะทางเศรษฐกิจมีผลต่อชีวิตและการตัดสินใจเลือกทางเดิน
ทุกวันนี้ ปิ่นไพรพยายามทำกิจกรรมนอกเวลาเรียน เช่น การเป็นอาสาสมัครของโรงพยาบาลศิริราช เพื่อสะสมผลงานเป็นพอร์ตโฟลิโอสำหรับยื่นเข้ารับทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่หวัง และพยายามประคับประคองผลการเรียนให้ดี เพื่อให้ได้รับทุนจากผู้บริจาคของโรงเรียน เพราะปิ่นไพรบอกว่าทุนดังกล่าวก็ช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ได้บ้าง
เมื่อเราถามปิ่นไพรถึงความรู้สึกตลอดเส้นทางการขอรับรองสัญชาติในช่วงเวลาราวสองปีที่ผ่านมา ปิ่นไพรยอมรับว่าช่วงแรกเธอกังวลอย่างมาก ไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะมีโอกาส เธอสะท้อนให้เราฟังว่า มีช่วงเวลาที่ท้อแท้ เมื่อถูกปฏิเสธและเมื่อต้องรอคอยกระบวนการที่ล่าช้า “หนูอยากให้ [เจ้าหน้าที่] เขารู้ว่าเรื่องแบบนี้ดำเนินการได้ อยากให้กระบวนการไวขึ้น เพราะหนูต้องใช้เอกสารจริงๆ”
ปิ่นไพรยังมีความหวังว่าเมื่อได้บัตรประชาชนไทยแล้ว เธอจะมีโอกาสและทางเลือกในการศึกษาและการใช้ชีวิตมากขึ้น โดยเธอตระหนักว่านั่นคือสิทธิที่เธอพึงได้รับ
“อยากให้คนทั่วไปเข้าใจว่า เราก็คนไทยเหมือนกัน แต่แค่เรายังไม่ได้สิทธินี้” เธอกล่าวทิ้งท้าย
บนบันไดขั้นสุดท้าย ที่หวังว่าวันหนึ่งจะถึงฝั่งฝัน
จากเรื่องราวของปิ่นไพร ทำให้เราตั้งคำถามว่า แล้วเด็กไร้สัญชาติจะต้องรอคอยนานขนาดไหนกว่าจะได้มาซึ่งบัตรประชาชนไทย? เพื่อเข้าใจอีกแง่มุมหนึ่งในเส้นทางการต่อสู้นี้ เราสนทนากับ ‘โอ๋’ ไม่มีนามสกุล หญิงสาววัย 23 ปี ผู้เป็นเจ้าของประเด็นและกลายมาเป็นหนึ่งในผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงและความตระหนักรู้เรื่องสิทธิคนไร้สัญชาติ
โอ๋เริ่มต้นเล่าให้เราฟังว่าพ่อของเธอเป็นชาวมอญ ส่วนแม่เป็นชาวเมียนมา ทั้งสองอพยพเข้ามาเป็นแรงงานในประเทศไทยตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ได้สร้างครอบครัวที่จังหวัดระนอง โอ๋เกิดที่บ้านโดยมีหมอตำแยเป็นผู้ทำคลอด ในเวลานั้น เธอไม่ได้รับการจดทะเบียนคนเกิด โอ๋เกิดในช่วงเวลาที่พ่อแม่ไม่มีเอกสารใดๆ จนกระทั่งหลังจากโอ๋เกิด มีนโยบายการขึ้นทะเบียนแรงงาน นายจ้างจึงพาพ่อแม่ของโอ๋ไปดำเนินการจัดทำเอกสารประจำตัว และโอ๋ก็ได้รับเอกสารยืนยันตัวตน คือ ‘ท.ร. 38/1’ หรือทะเบียนประวัติคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยและได้รับการผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ชั่วคราว เลขประจำตัวประชาชนของโอ๋ ขึ้นต้นด้วยเลข 00 คือกลุ่มผู้ติดตามแรงงาน โดยโอ๋ไม่เคยได้รับการถ่ายบัตรประจำตัว จึงมีเพียงกระดาษ ท.ร.38/1 ขนาดเอสี่ เพื่อแสดงตัวเท่านั้น และโอ๋ก็ใช้เอกสารดังกล่าวยืนยันตัวตน และเข้าเรียนในโรงเรียนซึ่งเป็นมูลนิธิสำหรับลูกหลานแรงงานข้ามชาติ
โอ๋เล่าว่าตนใช้ชื่อ ‘ณัฐวี มาลีลักษณ์’ มาตลอด จนกระทั่งเข้าเรียนชั้น ม.1 เธอเพิ่งได้ทราบว่าในเอกสารยืนยันตัวตนของเธอระบุไว้เพียงชื่อ ‘โอ๋’ เท่านั้น เธอจึงต้องเปลี่ยนมาใช้ชื่อนี้ โดยไม่มีนามสกุล ตามที่ระบุในเอกสารดังกล่าว
ในขณะที่พี่ชายและน้องสาวต้องหยุดการศึกษาไว้ที่ชั้น ป.6 โอ๋เล่าว่าตนนั้นดำเนินชีวิตการเรียนเรื่อยมา จนชั้น ม.3 เธอก็เริ่มฉุกคิดเรื่องสิทธิทางการศึกษา หากจะเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น
“ครอบครัวเราลําบาก เราเห็นเพื่อนกู้เงิน กยศ. ก็อยากกู้บ้าง แต่กู้ไม่ได้ เพราะเงื่อนไขระบุชัดเจนว่าต้องสัญชาติไทยเท่านั้น เราก็เริ่มคิดว่าถ้าเราถือสัญชาติไทยก็คงจะช่วยให้เรียนได้อย่างไม่ลําบากนัก แต่สมัยนั้นความรู้เรื่องสิทธิในสัญชาติยังไม่แพร่หลายเท่าปัจจุบัน ไม่มีใครให้ข้อมูลเราในเรื่องนี้ พ่อแม่ก็พยายามส่งเสียให้เราได้เรียน ก็ประหยัดเอา อดทนลําบากกันไป ส่วนครูแนะแนวก็จะให้เราได้รับทุนการศึกษาจากผู้บริจาคตามโอกาสต่างๆ”
ในช่วงเวลานั้น โอ๋เคยพยายามดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งบัตรประชาชนไทย ซึ่งขั้นตอนแรกคือการแจ้งเกิดย้อนหลัง เพื่อยืนยันว่าเธอเกิดในประเทศไทย เพื่อให้ได้รับหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. 20/1) เสียก่อน แต่เธอกลับต้องพบทางตัน “ตอนนั้นเราเป็นเด็กคนหนึ่ง ไปที่อำเภอ เจ้าหน้าที่ให้เรายืนรอหน้าเคาน์เตอร์นานมาก แต่สุดท้ายปฏิเสธว่าทําไม่ได้ เราก็งงว่าต้องทำอย่างไรต่อ เขาก็บอกให้เราหาพยานบุคคลที่เป็นข้าราชการ เป็นผู้ใหญ่บ้านสมัยที่เราเกิด ซึ่งตอนนั้นเราทำด้วยตัวเองไม่ได้”
อย่างไรก็ตาม โอ๋พยายามดำเนินการตามนั้น แต่ด้วยความที่ในเวลานั้นพ่อแม่ของโอ๋ไม่อยู่ในประเทศไทย รวมถึงการสืบพยานที่ไม่ได้รู้เห็นการเกิดจริง เนื่องจากเจ้าหน้าที่บอกเพียงว่าต้องเป็นข้าราชการ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่คุณสมบัติพยานตามที่กฎหมายระบุ โอ๋จึงไม่ได้รับหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. 20/1) แต่กลับได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติ ท.ร. 38 ก (ทะเบียนราษฎรซึ่งรับรองภูมิลำเนาตามกฎหมายของบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร หรือคนไร้รัฐ ที่อาศัยอยู่จริงในประเทศไทย) และได้รับบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 0
เธอเล่าถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตว่า “ช่วง ม.5 เทอมสอง ม.6 โอ๋เริ่มนึกถึงคําว่า ‘ความฝัน’ พอได้ยินเพื่อนพูดกันเรื่องเรียนต่อ โอ๋ก็อยากเรียนต่อเหมือนกัน”
โอ๋ทำตามฝัน โดยสมัครเข้ามหาวิทยาลัยในรอบพอร์ตโฟลิโอของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเธอได้รับเลือกให้ศึกษาต่อ และได้พบกับ ผศ.เคท ครั้งพิบูลย์ อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ผู้ตั้งคำถามว่าทำไมเธอจึงไม่มีนามสกุล และมีเอกสารประจำตัวที่ไม่เหมือนคนไทยทั่วไป จากจุดตั้งต้นนี้ ทำให้โอ๋ได้เข้าสู่กระบวนการขอรับรองสัญชาติไทย โดยได้รับความช่วยเหลือจากบางกอกคลินิก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดย ดร.ศิวนุช สร้อยทอง และ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร ทำให้ในช่วงคาบเกี่ยวก่อนจะขึ้นชั้นปีที่ 1 ได้มีการซักข้อเท็จจริงและประวัติต่างๆ ของโอ๋ และได้ดำเนินการขั้นแรกคือพาโอ๋กลับไประนองเพื่อพิสูจน์การเกิดอีกครั้งหนึ่ง โอ๋จึงได้รับหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. 20/1) ในที่สุด และหลังจากนั้น ก็ได้ดำเนินการขั้นที่สอง คือการรวบรวมหลักฐานหนังสือรับรองการทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศไทย เพื่อดำเนินการขอรับรองสัญชาติไทยในขั้นต่อไป
โอ๋อธิบายว่า ตามกฎหมายแล้ว เงื่อนไขในการขอรับรองสัญชาติไทยสำหรับบุตรแรงงานข้ามชาติอย่างโอ๋ เมื่อมีหลักฐานการเกิดในประเทศไทยแล้วสามารถทำได้ในสองกรณี กรณีแรกคือสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และอีกกรณีหนึ่งคือการทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ โดยต้องได้รับการรับรองจากองค์กร กรม หรือกระทรวง ซึ่งกรณีเช่นนี้เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยแล้ว อย่างเรื่องของหม่อง ทองดี แชมป์เครื่องบินกระดาษที่ได้รับรองสัญชาติจากการทำคุณประโยชน์ให้ประเทศ
“ด้วยความที่เราเรียนสังคมสงเคราะห์ ทำกิจกรรมทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย ทำกิจกรรมกับ UNICEF เป็นกระบอกเสียงให้เด็กๆ ไร้สัญชาติ อาจารย์ปลาทอง (ดร.ศิวนุช สร้อยทอง) เห็นว่าเรามีคุณสมบัติตรงกับเงื่อนไขการทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ จึงยื่นเรื่องไปที่อำเภอเมืองระนองตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2566 ซึ่งมีหน้าที่ต้องส่งต่อให้กรมการปกครองพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขหรือไม่ เราดําเนินการภาคประชาชนเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า ในขณะที่ล่าสุด (ส.ค. 2567) ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็รับรองเงื่อนไขการทำคุณประโยชน์ และได้ส่งหนังสือต่อกรมการปกครองแล้ว” โอ๋กล่าว
“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มันมีความเหนื่อยล้าด้วย เราเคยรอตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงห้าโมงเย็น รอจนสํานักงานอําเภอปิด เข้าใจได้ว่าเจ้าหน้าที่อาจไม่เพียงพอ และเขาก็คงเหนื่อยมากเหมือนกัน แต่เขาก็ทำงานได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชน งานนี้เป็นหน้าที่ของเขาโดยชอบธรรม ประชาชนเองก็ต้องหาเช้ากินค่ำ ต้องทำงานเหมือนกัน”
โอ๋เล่าถึงอุปสรรคในช่วงแรกๆ ของการขอรับรองสัญชาติไทยว่า “เราเคยเกือบต้องแก้เลขประจำตัวใหม่ สืบพยานพิสูจน์การเกิดใหม่ทั้งหมด แล้วพยานที่เป็นคนแก่ เขาก็ไม่อยู่แล้ว เราจะไปหาพยานจากไหน” อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว ก็มีการสืบพยานใหม่โดยเป็นผู้ที่รู้เห็นการเกิดจริง พร้อมทั้งมีการพิจารณาว่าเอกสารการเกิดที่เธอมีอยู่ก่อนหน้านี้สามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบได้ด้วยเช่นกัน แต่กว่าจะได้รับการยืนยันก็ใช้เวลาเนิ่นนาน
โอ๋เล่าว่ากระบวนการขอรับรองสัญชาติและสถานะบุคคลที่ล่าช้าส่งผลให้ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ส่งผลกระทบอย่างยิ่งโดยเฉพาะเรื่องการเดินทางออกนอกประเทศ “ชีวิตเราเดินหน้าทุกวัน เราเรียนจบแล้ว เราอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ อยากใช้ชีวิต ซึ่งการขอทุนเรียนต่อ บางหน่วยงานก็จำกัดอายุไม่เกิน 35 ปี” เส้นทางชีวิตจริงกว่าจะได้มาซึ่งสัญชาตินั้นไม่แน่นอน มีหลายคนที่กว่าจะได้บัตรประชาชนไทยก็กินเวลาไปเป็นสิบปี
“เราได้ทุนเรียนต่อปริญญาโทแล้วนะ แต่ก็ได้งานพอดี เลยสละสิทธิทุนและทำงานก่อน ซึ่งเจ้าขององค์กรก็มีวิสัยทัศน์อยากส่งเราไปเรียนภาษาระยะสั้นที่ต่างประเทศ ทุกคนหยิบยื่นโอกาสให้เรา เราพร้อมจะไปมากๆ แต่ก็ไปไม่ได้เพราะยังไม่ได้รับการรับรองสัญชาติไทย มันเหมือนมีก้อนหินทับขาเราไว้ เราพยายามเดินตามเส้นทางของกฎหมาย แต่ก็เหมือนถูกผลักให้ตกเหวตลอดเลย” โอ๋กล่าวย้ำ เธอเล่าเสริมว่า การดำเนินการขอรับรองสัญชาติเป็นสิ่งที่ต้องใช้แรงกายแรงใจอย่างมาก เธอพำนักอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ต้องกลับไปดำเนินการที่ระนองตลอดช่วงสี่ปีที่ผ่านมา เธอเคยคิดว่าเมื่อทำงานแล้วก็จะมีเงินเก็บที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีและมีความมั่นคงมากขึ้น แต่ก็ต้องสูญเสียไปกับค่าใช้จ่ายยิบย่อยอย่างค่าเดินทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ระนอง
โอ๋ยอมรับว่ามีช่วงเวลาที่ท้อแท้ และความรู้สึกนี้ยิ่งตอกย้ำหลังจากที่พ่อของเธอเสียชีวิต เธอกล่าวว่า “เราเรียนจบปริญญาตรี อยากเป็นนักสังคมสงเคราะห์ และอยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในอนาคต แต่การต่อสู้ที่ผ่านมาหรือใบปริญญาจะมีความหมายอะไร ถ้าเรายังทำงานเลี้ยงตัวเองและครอบครัวไม่ได้เลย เราเข้าใจว่านี่คือราคาที่ต้องจ่ายให้กับสิ่งที่เราต้องการ แต่มันยาวนานและแพงเกินไป ช่วงที่เราเสียคุณพ่อไปเมื่อปีที่แล้ว เรากลับมาลังเลว่าเราคิดถูกไหมที่เลือกเดินเส้นทางการศึกษา ถ้าเราไม่เรียนตั้งแต่แรก แต่ทำงานแทน เราจะมีเงินมากพอให้พ่อได้รับการรักษาที่ดีกว่านี้ไหม แล้วถึงตอนนี้พ่ออาจยังมีชีวิตอยู่ก็ได้”
เมื่อพูดถึงแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย หลายคนโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่มักจะมีอคติกับคนกลุ่มนี้ โอ๋มองว่าอาจเป็นเพราะแนวคิดชาตินิยมที่ทําให้การพิสูจน์สถานะอาจดูเป็นไปไม่ได้ ทำให้การเข้าถึงสถานะบุคคลของประเทศไทยนั้นค่อนข้างยากพอสมควร
จากประสบการณ์การทำงานเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้เด็กไร้สัญชาติ โอ๋สะท้อนว่า “โดยพื้นฐานแล้ว เด็กกลุ่มที่ต้องการขอรับรองสัญชาติมักมาจากครอบครัวยากจน และมักหล่นหายไปจากระบบการศึกษา พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็กลายเป็นแรงงานเถื่อน ถูกนายจ้างกดขี่ ถูกบังคับค้าประเวณี ซึ่งเราต้องเข้าใจว่าพื้นฐานของคนคือต้องเลี้ยงปากท้อง กระบวนการขอรับรองสัญชาตินั้นเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานมาก ในขณะที่การเลี้ยงปากท้องเป็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เด็กไร้สัญชาติและครอบครัวของเขาจึงมีแนวคิดฝังลึกว่าคนเราต้องใช้เงินซื้อข้าวกิน บัตรประชาชนใช้ซื้อข้าวไม่ได้”
โอ๋ชี้ให้เห็นว่า อันที่จริงแล้ว การรับรองสัญชาติหรือบัตรประชาชนหนึ่งใบจะเป็นใบเบิกทางสำหรับสิทธิต่างๆ ในอนาคต เช่น การกู้ กยศ. เพื่อเข้าถึงการศึกษาที่สูงขึ้น และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น แต่การต่อสู้ที่ไม่เห็นปลายทางชัดเจนเช่นนี้ ก็คล้ายเป็นการบีบบังคับให้พวกเขาไม่คิดว่าตัวเองมีทางเลือกในการสู้ต่อ
“เราอยากฝากถึงเด็กๆ ว่า หากยังพอมีโอกาส ก็อยากให้เข้าถึงการศึกษาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเราเชื่อว่าการศึกษาเป็นพื้นฐานให้มนุษย์เจริญได้ด้วยปัญญา คนไทยเรามักบอกว่าเด็กคืออนาคตของชาติ ดังนั้นเรามองว่าผู้ใหญ่ก็ต้องทําหน้าที่ชี้ทางให้เขาด้วย ไม่ใช่บีบบังคับให้เด็กต้องกลายเป็นคนที่เขาไม่อยากเป็น”
โอ๋เล่าว่าตนยังโชคดีที่ได้รับกำลังใจจากครอบครัว “การต่อสู้เรื่องสัญชาติต้องใช้พลังใจสูง ถ้าขาดการสนับสนุนจากคนรอบตัว ก็ยากที่จะยืนได้ด้วยตัวเอง แม่เราบอกว่า ‘ถ้าโอ๋หยุดตอนนี้ จะกลายเป็นว่าที่ผ่านมาสูญเปล่า โอ๋แค่ยืนบนบันไดขั้นสุดท้ายนานไปหน่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าโอ๋จะไปต่อไม่ได้จนต้องถอยหลังกลับ’ เราฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นคำพูดที่ดีมากๆ”
เมื่อเราถามโอ๋ว่าตกผลึกอะไรบ้างตลอดเส้นทางที่ผ่านมา สิ่งใดบ้างที่เธอคาดหวังให้มีการเปลี่ยนแปลง โอ๋เน้นย้ำเรื่องทัศคติ และประสิทธิภาพในกระบวนการดำเนินการทางกฎหมาย
“เราเชื่อว่าความรู้และทัศนคติจะสะท้อนออกมาเป็นพฤติกรรมได้ว่าเราจะปฏิบัติต่อคนคนนั้นอย่างไร เชื้อชาติกับสัญชาติไม่เหมือนกัน อย่างเรามีเชื้อชาติเมียนมา แต่สัญชาติเราเปลี่ยนแปลงได้ โลกมันกว้างมาก ลองจินตนาการดูว่าถ้าคุณถูกเรียกว่าต่างด้าวในต่างประเทศล่ะ หรืออย่างคนไทยไปอยู่ต่างประเทศ ก็ยังมีการเข้าสู่กระบวนการขอรับรองสัญชาติของประเทศนั้น สัญชาติเป็นหนึ่งในสิทธิทางกฎหมายที่มนุษย์สามารถเลือกจะยึดโยงได้ ถ้าโลกเราการศึกษาเจริญขึ้น จะไม่มีปัญหาเรื่องกระบวนการรับรองสัญชาติเลย เราจึงอยากฝากเรื่องความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น (empathy) ซึ่งอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าเริ่มจากสิ่งนี้ เราเชื่อว่าในทางกฎหมายหรือเรื่องอื่นๆ ก็จะดำเนินไปต่อได้ในที่สุด” โอ๋กล่าว
“เราอยากให้การทํางานภาครัฐรวดเร็วขึ้น และอยากให้เขาเข้าใจประเด็นจริงๆ อย่างกรณีของเรา เจ้าหน้าที่อําเภอเปลี่ยนมาแล้วหลายชุด การส่งต่อเคสไม่มีเสถียรภาพ ขาดความต่อเนื่องครบถ้วน เราจึงอยากให้มีการสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา เพื่อจะได้ดําเนินการต่อได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วตามที่กฎหมายกําหนด อีกเรื่องหนึ่งคือเราอยากให้นโยบายทางกฎหมายด้านการพิสูจน์สถานะบุคคล มีการกําหนดทิศทางชัดเจน เช่น ใช้มาตรฐานอะไรในการนิยามคําว่าทําคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ คุณประโยชน์ที่ประเทศไทยอยากได้รับจากคนกลุ่มนี้คืออะไร”
“คืนชีวิตและโอกาสให้ประชาชนดีกว่า … เราไม่ได้มีเวลาทั้งชีวิตสําหรับการแค่รอบัตรประชาชนใบเดียว” โอ๋ทิ้งท้าย
เส้นทางที่ยังต้องไปต่อของกระบวนการขอรับรองสัญชาติไทย
ปี 2567 คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ ร่วมกับ โครงการการพัฒนาเครือข่ายและกลไกระดับพื้นที่เพื่อสร้างการเข้าถึงหลักประกันทางสุขภาพฯ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย จัดงานเสวนาเรื่อง “การบริหารจัดการราษฎรที่ยังไม่ได้สัญชาติไทย ตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาประชากรเพื่อการพัฒนาประเทศระยะยาว เพื่อรองรับสังคมสูงวัย” มีการรายงานว่าบุคคลไร้สัญชาติไทยในประเทศไทยมีจำนวนราว 991,425 คน อย่างไรก็ตาม สถิติการให้สัญชาติบุคคลกลุ่มต่างๆ นับตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงมิถุนายน ปี 2566 ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย คือจำนวน 7,016 คน จาก 483,383 คนที่เข้ารับการขอรับรองสัญชาติ คิดเป็นร้อยละ 1.45 เท่านั้น
เรื่องราวของทั้ง ‘ปิ่นไพร’ และ ‘โอ๋’ ตอกย้ำให้เราเห็นปัญหาของคนไร้สัญชาติในประเทศไทยที่ทับซ้อนกันในหลายประการ ทั้งการขาดข้อมูลในเรื่องการเข้าถึงสิทธิต่างๆ และการดำเนินการขอรับรองสัญชาติที่เป็นไปด้วยความล่าช้า จนประวิงเวลาที่ทั้งสองจะสามารถวางแผนอนาคตอย่างมั่นคงได้
สิ่งที่ทั้งปิ่นไพรและโอ๋เผชิญเหมือนกัน เริ่มต้นตั้งแต่การถูกปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐ โดยไม่มีการให้คำแนะนำหรือชี้ทางให้เดินต่อ หรือสร้างความเชื่อมั่นว่าการขอรับรองสัญชาตินั้นเป็นไปได้ ประเด็นนี้ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนว่าจะทำอย่างไรให้กระบวนการขอรับรองสัญชาติไทยนั้นตอบโจทย์ชีวิตของเด็กไร้สัญชาติอย่างแท้จริง
รายงานสรุป ‘ชีวิตที่ไม่มีใครเห็น: 48 ปี สถานการณ์เด็กไร้สัญชาติในประเทศไทย (2515-2563)’ กล่าวถึงการลดอุปสรรคในกระบวนการรับรองสัญชาติ เช่น ในด้านการรับรองการเกิดและการจดทะเบียนการเกิดนั้น หน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลควรจัดทำคู่มือแนวปฏิบัติสำหรับการรับแจ้งเกิดของสำนักทะเบียนอำเภอหรือท้องถิ่น และสำหรับปัญหาการแจ้งเกิดเกินกำหนด ก็ต้องมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน พิจารณาพยานหลักฐานที่เป็นคุณหรือการยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่เด็ก หรืออดีตเด็ก นอกจากนั้น ในเชิงกฎหมายที่ว่าเงื่อนไขการขอรับรองสัญชาติไทยจะทำได้ในกรณีที่ผู้เป็นบุตรของคนต่างด้าวกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์จะต้องเรียนจบในระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่า ก็ให้พิจารณาลดเงื่อนไขดังกล่าวลง เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงสิทธิในสัญชาติ
สิ่งสำคัญคือการลดขั้นตอนการดำเนินการ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การตั้งหน่วยงานเฉพาะ และการอบรมให้ความรู้เจ้าหน้าที่รัฐและเอกชน รวมไปถึงข้อเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขส่งเสริมมาตรการการจดทะเบียนการเกิดถ้วนหน้า และการดำเนินนโยบายสาธารณสุขเชิงรุกมากขึ้น
สุดท้ายแล้ว เรื่องราวของโอ๋และปิ่นไพร รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเด็กไร้สัญชาติ ชวนให้เราตั้งคำถามถึงชุดความคิดและอคติที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทย ตั้งแต่ผู้คนทั่วไป ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจในการกำกับดูแลกระบวนการดังกล่าว ว่ามีความเข้าอกเข้าใจในปัญหาของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมากแค่ไหน และจะดีกว่าไหม หากเด็กไร้สัญชาติได้มีโอกาสรับรองสัญชาติไทยด้วยเงื่อนไขที่เป็นธรรม โดยไม่มีใครต้องรอทั้งชีวิตเพื่อบัตรประชาชนไทยใบเดียว
[1] พ.ร.บ. สัญชาติ มาตรา ๗ บุคคลต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด
(๑) ผู้เกิดโดยบิดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าเกิดในหรือ นอกราชอาณาจักร
(๒) ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรโดยมีมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่ไม่ปรากฏบิดา ตามกฎหมาย หรือบิดาไม่มีสัญชาติ
(๓) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย
เอกสารอ้างอิง
กรมการปกครอง, การขอให้พิจารณาเหตุความจำเป็นที่จะต้องมีสัญชาติไทยของนักเรียนนักศึกษาที่เกิดในประเทศไทยและยังเรียนไม่จบปริญญาตรี
รายงานสรุป ‘ชีวิตที่ไม่มีใครเห็น: 48 ปี สถานการณ์เด็กไร้สัญชาติในประเทศไทย (2515-2563)’ โดยศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) โดยการสนับสนุนของสหภาพยุโรป (EU)
ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ The101.world
เด็กไร้สัญชาติ เด็กไร้สัญชาติ