เปิด 4 ฉากทัศน์ภาษีสหรัฐ-ไทย ลุ้นเคาะอัตรา 18% หนุน Sentiment บวก-ได้เปรียบเวียดนาม
เปิด 4 ฉากทัศน์ภาษีสหรัฐ-ไทย ลุ้นเคาะอัตรา 18% หนุน Sentiment บวก-ได้เปรียบเวียดนาม
โบรกฯ เปิด 4 มุมมองการเจรจาภาษีการค้าไทยกับสหรัฐฯ วันนี้ ลุ้นเคาะอัตราภาษี 18% จากอัตราเดิม 36% หนุน Sentiment เชิงบวก หวั่นอัตราภาษีสูงกว่า 20% ทำไทยเสียเปรียบเวียดนามทันที หรือกรณีเลวร้ายภาษี 36% เสี่ยงปรับลงมาที่ 1,060 จุดได้อีกรอบ
จับตาอัตราภาษีไทย 18% ลุ้นเจรจาสหรัฐวันนี้
บล.เอเซีย พลัส (ASPS) เปิดเผยในบทวิเคราะห์ว่า สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้ากับเวียดนามแล้ว หลังเจรจากันมาแล้วหลายครั้ง โดยสหรัฐฯ จะเก็บภาษี 20%สำหรับสินค้านำเข้าจากเวียดนาม ส่วนสินค้าที่ถูกมองว่า TRANSSHIPPING (นำเข้าจากจีนแล้วส่งต่อผ่านเวียดนาม) จะถูกเก็บภาษี 40% ส่วนเวียดนาม ตกลงยกเลิกภาษีทั้งหมดสำหรับสินค้าสหรัฐฯ และเปิดตลาดให้สหรัฐฯ แบบปลอดภาษี (0%)
ทั้งนี้ เวียดนาม เป็นผู้ส่งออกอันดับ 6 ของสหรัฐฯ ในปี 2024 มูลค่าเกือบ $137 พันล้าน และเป็นแหล่งผลิตหลักของสินค้าแฟชั่น อาทิ NIKE, GAP, LULULEMON เป็นต้น ขณะที่ข้อตกลงนี้ลดภาษีจาก 46% (ที่ประกาศเมื่อ 2 เม.ย.) เหลือ 20% แม้จะสูงกว่าภาษี 10% ที่ใช้กับประเทศส่วนใหญ่ แต่ยังดีกว่า WORST CASE ซึ่งก่อนหน้านี้ BLOOMBERG ได้ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจเวียดนามไว้
อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาท่าที่ของประเทศที่มีการส่งส่งต่อผ่านเวียดนามที่จะถูกเก็บภาษี 40% โดยเฉพาะ จีน ที่มีดุลการค้าเกินดุลกับเวียดนามเกือบ $77 พันล้าน (ข้อมูล ณ พ.ค. 2025) หากการส่งออกผ่านเวียดนามถูกตัดออก อาจกระทบ GDP จีนราว 0.4% ซึ่งการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ ในทางอ้อมนี้ ต้องรอดูว่าจะมีการตอบโต้กลับจากจีนหรือไม่? โดยจีนมีดุลการค้าเกินดุลกับเวียดนามเกือบ $77 พันล้าน (ข้อมูล ณ พ.ค. 2025)
ส่วนบ้านเรา รมว. คลังได้เดินทางไปสหรัฐแล้ว มีกำหนดประชุมกับนายเจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ในวันที่ 3 ก.ค.2568 เวลา 21.00 น. ตามเวลาไทย เพื่อลดอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐที่เก็บกับไทยจาก 36% ให้เหลือต่ำที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาไทยยื่นข้อเสนอหลายครั้ง และได้รับสัญญาณที่ดีจากฝั่งสหรัฐ เบื้องต้นมีข้อเสนอสหรัฐฯ ว่าอาจมีการเก็บภาษีตอบโต้ไทย 18% (อัตราเดิม 36%) หากข้อตกลงออกมาต่ำกว่าอัตราที่รับรู้ไป (<18%) เชื่อว่าจะเป็น SETIMENT เชิงบวกต่อไทย แต่ในทางกลับกัน หากเก็บในอัตราที่สูงกว่า (>18%) อาจเพิ่ม DOWNSIDE ให้กับ GDP บ้านเรา
ลุ้นแรงหนุนเชิงบวกจากประเด็นที่ไทยเข้าเจรจาสหรัฐฯ ต่อรองเหลือภาษี 10% รวมถึงการขยายระยะเวลาผ่อนผันจัดเก็บภาษีอัตราใหม่ แนะเก็งกำไร COCOCO, CCET, KCE, HANA, TU,ITC, WHA, AMATA
หวั่นภาษีสูงกว่า 20% ทำไทยเสียเปรียบเวียดนาม
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุว่า หลังสหรัฐได้บรรลุข้อตกลงการค้ากับเวียดนามแล้ว โดยสหรัฐจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากเวียดนามในอัตรา 20% ซึ่งต่ำกว่าที่สหรัฐเคยขู่ไว้ก่อนหน้านี้ สำหรับประเทศไทยก็มีความหวังว่าสหรัฐจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าในอัตรา 10-20% จากที่ประกาศไว้ 36%
หากสหรัฐเรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้าจากไทย 10-15% ซึ่งต่ำกว่าเวียดนามก็จะเป็นข่าวดี .เป็นบวกกับกลุ่มนิคมฯ(AMATA, WHA, ROJNA ฯลฯ) และกลุ่มอิเลคทรอนิกส์& ส่งออก แต่ถ้าอัตราภาษีเท่ากันที่ 20% ก็ on par แต่ถ้าสูงกว่า 20% ก็จะเป็นข่าวลบ โดยไทยจะเสียเปรียบเวียดนาม
ข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-เวียดนาม หนุนกองทุน-หุ้นทำธุรกิจเวียดนาม
บล.กรุงศรี ระบุว่า สหรัฐได้บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับเวียดนามแล้ว โดยรวมมองเป็นจิตวิทยาบวกต่อตลาดหุ้นเวียดนามกองทุนหุ้นเวียดนาม อาทิ B-Vietnam และหุ้นที่ทำธุรกิจในเวียดนาม อาทิ SNNP, AMATA, CPF 2).คณะบริหารของทรัมป์ส่งสัญญาณว่าการทำข้อตกลงการค้ากับอินเดียกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ (มองเป็นจิตวิทาบวกต่อตลาดหุ้นอินเดีย แนะกองทุน KT-India-A อย่างไรก็ดี ประเทศอื่น ๆ อาจจะยังไม่พร้อมทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ภายในวันที่ 9 ก.ค.
นอกจากนี้ ข้อตกลงอัตราภาษีดังกล่าว จะกลายเป็นฐานที่ตลาดใช้ประเมินศักยภาพแข่งขันของประเทศในกลุ่มอาเซียนอื่นๆ โดยไทยต้องจับตาข้อเสนอที่จะได้ คงโอกาส 65% ที่จะได้ดีลใกล้เคียงหรือดีกว่าประเทศที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน
ทั้งนี้ กรณีเชิงเปรียบเทียบเวียดนาม หากอิงกลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯกังวลอยู่ในลักษณะสวมสิทธิ์สูงกว่าไทย กล่าวคือ เวียดนาม คือ อิเลคทรอนิกส์+ชิ้นส่วนฯ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ เหล็ก อะลูมิเนียม ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนต่อยอดส่งออกราว 55-60% ส่วนไทย คือ อิเลคทรอนิกส์+ชิ้นส่วนฯ สิ่งทอ เหล็ก อะลูมิเนียม และ Solar Cells คิดเป็นสัดส่วนต่อยอดส่งออกราว 28-32%
อย่างไรก็ตาม ในเชิงเปรียบเทียบอาจพิจารณาประเด็นอื่นๆ ร่วมเพิ่มเติม อาทิ ข้อเสนอที่เวียดนามเปิดรับสินค้าสหรัฐฯ แบบปลอดภาษี vs นโยบายที่ไทยใช้ปกป้องอุตสาหกรรมภายใน อาทิ เกษตร, ยานยต์, กรณีที่สหรัฐฯมีข้อกังวลแรงงานและสิทธิมนุษยชน
ระยะสั้นเราคาดตลาดจะชะลอลงทุนหุ้นในธีม Reopening Trade เพื่อประเมินสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มที่มี Valuation ถูก มองผันผวนจำกัด อาทิ นิคม China Plays ขณะที่กลุ่มที่ตลาดมีโอกาสพิจารณาเก็งกำไร หากตลาดตั้งสมมติฐานว่าไทยน่าจะต้องยอมเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 0% เท่าเวียดนาม คือ กลุ่มนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ อาทิ กลุ่มที่นำเข้าก๊าซฯ บวกต่อ PTTGC โรงไฟฟ้า หุ้น Consumer Electronics และกลุ่มได้ประโยชน์ดอกเบี้ยขาลงที่เร่งขึ้นจากความเสี่ยงผลกระทบเศรษฐกิจ
ลุ้น 3 แนวทางเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ ชี้นำทิศทางตลาดหุ้น
บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุว่า การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ -ไทย คาดมีความชัดเจนขึ้นในเดือนนี้ ประเมิน 3แนวทางที่เป็นไปได้
1) สหรัฐฯ ลดการเก็บภาษีตอบโต้ให้ไทยต่ำกว่าระดับ 36% มาที่ 10%หรือไม่เสียเปรียบคู่แข่ง
2) สหรัฐฯขยายเวลาการเก็บภาษีตอบโต้เพื่อเจรจาเพิ่ม
3) สหรัฐฯเก็บภาษีตอบโต้กับไทย 36%มีผล 9 ก.ค.
ให้น้ำหนักโอกาสเกิด 2 กรณีแรกเพราะเราเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของข้อเสนอรัฐบาลไทยต่อสหรัฐฯ เช่น การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น การลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีและการควบคุมแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ไทยสามารถตอบสนองได้ หากเกิดขึ้นคาดจะเป็นบวกต่อตลาดหุ้นจากมุมมองเรื่องความเสี่ยงเศรษฐกิจช่วง 2H68 ลดลง โดยหุ้นที่กลุ่มที่นำตลาดจะเป็นกลุ่มที่ข้องกับการลงทุนภาคเอกชนและภาคส่งออกชอบ WHA CCET และ GFPT
ส่วนกลุ่มที่ได้ประโยชน์ทางอ้อมหากสหรัฐฯ ผ่อนปรนนโยบายภาษีกับประเทศต่างๆร่วมด้วย คือ กลุ่มน้ำมันจากราคาน้ำมันดิบที่มีโอกาสฟื้นตัวชอบ PTTEP และ SPRC และกลุ่มโรงไฟฟ้าที่จะได้รับปัจจัยบวกจากแนวโน้มดอกเบี้ยฯของ FED ที่ลงได้ง่ายขึ้นตามความเสี่ยงเงินเฟ้อสหรัฐฯที่ลดลงชอบ CKP
แต่อย่างไรก็ตามหากออกมากรณีเลวร้ายสหรัฐฯเก็บภาษีไทย 36% ประเมิน SET Index มีความ เสี่ยงปรับลงมาที่ 1,060 จุดได้อีกรอบ
เปิด 4 ฉากทัศน์เจรจาการค้า แนวโน้มภาษี 10-20% มองเป็นบวก
บล.ยูโอบีเคย์เฮียน มีมุมมองการเจรจาภาษีการค้า ดังนี้
1) คาดภาษีการค้าประเทศส่วนใหญ่ในโลกอยู่แถว 10-20% (สหรัฐฯ เก็บคนที่เกินดุลอย่างอังกฤษ 10% และเก็บเวียดนามที่ขาดดุลอันดับ 3 ที่ 20%)
2) มีโอกาสที่ไทยจะถูกเก็บภาษีต่ำกว่า 20% เนื่องจากไทยเกินดุลสหรัฐฯ ในอันดับที่ 11 (4.6 หมืนล้านเหรียญฯ) ในระดับที่น้อยกว่ามาก เทียบกับเวียดนามที่เกินดุลอันดับ 3 (1.2 แสนล้านเหรียญฯ) หรือในกรณีแย่ก็อาจเสีย 20% เท่าเวียดนาม
3) อัตราภาษีที่นักลงทุนน่าจะมองว่าเป็นบวกกับไทย พิจารณาจาก 2 ปัจจัย คือ ต่ำกว่า 18% ที่เป็นเป้าหมายของทีมเจรจา และสมมติฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย จะทำให้ประมาณการทางเศรษฐกิจที่อัพไซด์ และต้องรอประกาศอัตราภาษีการค้าของประเทศอื่นๆ ซึ่งหากภาษี (tariffs) ของไทยใกล้เคียงหรือดีกว่า จะทำให้ไทยไม่เสียเปรียบในภาคการผลิตและการส่งออก ซึ่งน่าจะทำให้ตลาดมองเป็นบวกได้
4) อาจเห็นการย้ายฐานการผลิตไปสหรัฐฯ การที่สหรัฐฯ ไม่เสียภาษีนำเข้า เมื่อส่งสินค้าไปยังเวียดนาม (และอาจรวมถึงประเทศอื่นๆ) จะทำให้สหรัฐฯ มีข้อได้เปรียบที่จูงใจให้ธุรกิจย้ายฐานการผลิต (บางส่วน) ไปยังสหรัฐฯ (แต่อาจต้องพิจารณาผลของต้นทุนค่าแรงที่สูงกว่าประกอบ)
ภาษีการค้าที่ใกล้ประกาศ คาดบวกต่อกลุ่มส่งออกไปยังสหรัฐฯ สูง เช่นอาหารทะเล อาหารสัตว์เลี้ยง แต่อาจไม่ช่วยมากนักสำหรับกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม:
1) ภาษีการค้า (tariffs) ที่มีโอกาสต่ำ 20% และอาจไม่แตกต่างกันมากนักกับประเทศอื่นๆ จะช่วยให้สินค้าไทยยังแข่งขันได้ ส่งผลบวกต่อกลุ่มที่มีรายได้จากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ สูง ได้แก่ TU, ITC, AAI เป็นต้น
2) เศรษฐกิจโลกที่อาจไม่แย่อย่างที่เคยกังวล ประกอบกับภาษีการค้าจีน ที่น่าจะอยู่ในระดับรับได้ คาดส่งผลบกต่อกลุ่มปิโตรเคมีและบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะ IVL, SCGP
3) กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ช่วงสั้นอาจฟื้นตัวจากแรงกดดันที่ผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม ระยะกลาง-ยาว จะยังเผชิญความเสี่ยงจากภาษีสินค้าผ่านทาง (transshipment) ทำให้การย้ายฐานของผู้ประกอบการจีนมาไทย อาจชะงัก ขณะที่ยุทธศาสตร์จูงใจย้ายฐานการผลิตไปยังสหรัฐฯ และประเทศในทวีปอเมริกา จะเป็นแรงกดดันระยะยาวที่ลดทอนอัตราการเติบโตของหุ้นในกลุ่มได้
เรียบเรียง โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
อีเมล์. charuwan@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ