โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'เทคนิคการเจรจาต่อรองให้สำเร็จ' ลดความขัดแย้ง และนำไปสู่ทางออกแห่งสันติ

BT Beartai

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 10.45 น.
'เทคนิคการเจรจาต่อรองให้สำเร็จ' ลดความขัดแย้ง และนำไปสู่ทางออกแห่งสันติ

เทคนิคการเจรจา “Private Conversation” หรือการสนทนาอย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้นำประเทศ ถือเป็นหนึ่งใน “การฑูตช่องทางลับ” (Backchannel Diplomacy) ที่ใช้ได้ผลในสถานการณ์อ่อนไหวหรือเมื่อความขัดแยกระหว่างประเทศยังไม่สามารถหาข้อยุติผ่านเวทีทางการทูตได้โดยตรง ซึ่งเทคนิคนี้มีความซับซ้อนสูง และต้องอาศัยชั้นเชิงทางการเมือง จิตวิทยา และความไว้วางใจส่วนบุคคล

ในกรณีเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งที่นำไปสู่เหตุการณ์ความเปราะบางอันกระทบกับประเทศชาติและความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ผู้นำจะต้องดำเนินการเจรจาเพื่อหาทางออกด้วยความสันติ

โดยทั่วไปการเจรจาในเรื่องความขัดแย้งจะถูกทำอย่างเป็นส่วนตัว ไม่เปิดเผย สาธารณะจะได้ทราบอีกครั้งหลังจากได้ข้อสรุปแล้วผ่านการแถลงอย่างเป็นทางการเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วจะประกอบไปด้วยผู้นำ ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง และล่ามเพื่อแปลภาษา

ซึ่งการเจรจาต่อรองรูปแบบนี้มีความแตกต่างออกไปจากการต่อรองเพื่อการค้า หรือการต่อรองเพื่อปิดการขาย เนื่องจากเป็นเนื้อหาของการต่อรองที่อ่อนไหวและต้องคำนึงผลกระทบของประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่จะตามมา

ข้อมูลงานวิจัยเรื่อง Navigating Relationship Conflicts through Leadership Communication จาก ResearchGate เว็บไซต์เครือข่ายสังคมสำหรับนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ภาวะผู้นำและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเพื่อแก้ไขความขัดแย้งในความสัมพันธ์ ซึ่งมีการนำเทคนิคของการเจรจามาเป็นส่วนสำคัญ

ผลสรุปของงานวิจัยนี้พบว่า “สำนวนเชิงชักชวน” (Persuasive Language) และ “สัญลักษณ์เชิงสัญชาตญาณ” (Intuitive Symbolic Interaction) ในบริบทของการเจรจา การใช้คำพูด สีหน้า ท่าทาง สัญญะ หรือรูปแบบพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์เชิงตรรกะ แต่สื่อสารถึงความตั้งใจ หรือ อารมณ์ ได้อย่างชัดเจน ช่วยสร้างความไว้วางใจและจัดการข้อขัดแย้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะภาคธุรกิจ แต่ใช้ได้กับผู้นำระดับรัฐมนตรีหรือผู้นำประเทศได้เช่นกัน

โดยเทคนิคในการพูดเพื่อการเจรจานั้น สรุปได้ 4 ประเด็นดังนี้

  • ใช้ช่องทางลับ (Back‑Channel) การพูดคุยผ่านหลังบ้าน เพื่อสร้าง “Safe Space” ระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง เหมาะสำหรับเริ่มต้นเจรจาในกรณีที่มีฝ่ายต้องการเสนอเงื่อนไข หรือมีฝ่ายหนึ่งต่อต้าน
  • ระวังไม่ให้การเจรจากลายเป็นนโยบายทางต่างประเทศลับ (Secret Foreign Policy) ที่ขาดการตรวจสอบ ต้องคำนึกถึงผลดี ผลเสีย ผลกระทบก่อนตกลงรับข้อเสนอ
  • เน้นภาวะความฉลาดทางความขัดแย้ง (Conflict Intelligence) คือ ผู้นำต้องมีความสามารถในการจัดการความคิดและพฤติกรรมของตัวเอง (Self Control), การตระหนักรู้ทางสังคม เข้าใจในมุมมองอื่นที่ต่างไปจากความคิดของตน (Social awareness) และ มีกลยุทธ์ในการปรับตัวเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงหรือไม่สามารถคาดเดาได้ (Strategic Adaptation)
  • ใช้ภาษาเชิงสร้างสัมพันธภาพ (Persuasive symbolic interaction) สร้างความเชื่อใจและเปิดช่องให้ฝ่ายอื่นถอยได้อย่างไม่เสียหน้าได้

บทความวิเคราะห์ใน PON (Program on Negotiation, Harvard Law) ชี้ให้เห็นว่า การนำเทคนิค Back‑Channel ไปใช้ในกรณีของ เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) กับรัฐบาลแอฟริกาใต้ (ปี 1985) และกรณีอิสราเอล–ปาเลสไตน์ (1994‑96) มีประโยชน์ในการเริ่มต้นพูดคุยและลดเงื่อนไขล่วงหน้า (Preconditions)

อย่างไรก็ตามการเจรจาเพื่อสันติส่วนใหญ่จะคำนึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง และไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบเชิงลบในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเมือง และการทหาร

ดังนั้น ข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นการพูดคุยแบบสันติวิธีในลักษณะบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น เพื่อหาตรงกลางของทางออก และยุติปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นให้ได้อย่างสันติ ปราศจากความรุนแรง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...