โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไม “โฆษกและรองโฆษก” พรรคเพื่อไทยถึงสู้พรรคประชาชนไม่ได้ วิเคราะห์ลึกถึงรากของปัญหาและเกมวาทกรรมที่เปลี่ยนไป

THE POINT

อัพเดต 26 พ.ค. 2568 เวลา 08.47 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2568 เวลา 08.47 น. • THE POINT
ทำไม “โฆษกและรองโฆษก” พรรคเพื่อไทยถึงสู้พรรคประชาชนไม่ได้ วิเคราะห์ลึกถึงรากของปัญหาและเกมวาทกรรมที่เปลี่ยนไป

ในสนามการเมืองยุคใหม่ ตำแหน่ง “โฆษก” และ “รองโฆษก” ไม่ได้มีหน้าที่แค่ตอบคำถามจากสื่อ แต่กลายเป็นนักรบวาทกรรมที่ต้องตีกรอบเกม สร้างกระแส และปั้นภาพจำของพรรคให้ชัดเจน โดยเฉพาะในยุคที่พรรคประชาชน (ไม่ว่าจะหมายถึงก้าวไกล หรือกลุ่มการเมืองใหม่ๆ ที่มีพลังสื่อ) ขยับตัวไว คม และมีท่าทีชัดมากในทุกเรื่อง ขณะที่พรรคเพื่อไทยกลับดู “ช้า หลวม ไม่กล้า” จนทำให้โฆษกและรองโฆษกไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็น “ตัวขับเคลื่อน” ได้

เหตุผลลึกๆ ที่ควรถอดบทเรียนมี 4 ข้อสำคัญ และไม่ใช่แค่เรื่องตัวบุคคล แต่คือ “โครงสร้าง-บริบท-อำนาจต่อรอง” ที่ซ่อนอยู่

หนึ่ง: ไม่มีเอกภาพในหมู่รองโฆษก ไม่มีใครขึ้นมาเป็นตัวจริงในเกมความขัดแย้ง

เมื่อมองไปที่รองโฆษกพรรคเพื่อไทย จะพบว่าไม่มีใครสามารถสร้างคาแรกเตอร์ชัดเจนได้เทียบเท่าฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตอบโต้ คำพูดที่เป็นกระแส หรือแม้แต่การเปิดประเด็นเชิงรุก เหตุผลคือรองโฆษกของเพื่อไทยหลายคนมักถูกวางตำแหน่งมาแบบ “สมดุลกลุ่มอำนาจ” มากกว่า “สมดุลศึกสื่อสาร” พูดง่ายๆ คือ ถูกตั้งเพื่อแบ่งเค้ก แทนที่จะตั้งเพื่อชนเกม ทำให้ไม่มีใครมีบทบาทเด่นจริง และส่วนใหญ่รอให้โฆษกหลักออกหน้าก่อนเสมอ

สอง: โฆษกไม่สามารถปลดปล่อยพลังได้เต็มที่ เพราะติดแผนชั้นในและเงาทักษิณ

แม้จะมีความสามารถในการพูด การวางกลยุทธ์ แต่โฆษกพรรคเพื่อไทยถูกล้อมกรอบด้วยเงาของผู้นำเก่าอย่างทักษิณ จนไม่สามารถแสดงภาวะ “โฆษกของประชาชน” ได้เต็มที่ ทุกการแถลงล้วนเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ไม่สามารถรุกแรง หรือแสดงจุดยืนขัดอำนาจภายในได้ ขณะที่โฆษกจากพรรคประชาชน หรือก้าวไกล กลับมีอิสระเต็มที่ในการ “บวกทุกทิศ” และสร้างน้ำหนักเชิงสัญลักษณ์ให้พรรคดู “กล้าชน”

สาม: รองโฆษกพรรคประชาชนถูกปั้นมาเพื่อเกมบุก ขณะที่เพื่อไทยยังใช้โหมดตั้งรับ

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาชนจำนวนมากสร้างรองโฆษกที่มี “Persona” ชัดเจน เช่น พูดตรง โต้กลับไว ใช้ภาษาโซเชียลเก่ง และมีฐานแฟนคลับออนไลน์ เช่นเดียวกับก้าวไกลที่มีโฆษกหลายคนพูดประเด็นแรงแต่เป็นระบบ และสามารถกลายเป็นไวรัลในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ขณะที่รองโฆษกเพื่อไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในกรอบ “ตอบสื่อ – ถนอมน้ำใจ – ไม่ปะทะแรง” และแทบไม่มีใครที่คนรุ่นใหม่รู้จักเป็นรายชื่อ

สี่: โครงสร้างพรรคและกลไกการสื่อสารไม่สอดรับกัน = ต่อให้โฆษกเก่ง ก็ไม่มีทางเกิด

นี่คือปัญหาสำคัญที่สุด พรรคเพื่อไทยแม้จะมีทุน มีคน แต่ไม่มี “ระบบส่งต่อ Narrative” ที่ทรงพลัง เหมือนที่พรรคประชาชนใช้กลไก Threads, TikTok, เพจรอง, เพจซัพพอร์ต และ Influencer ช่วยขยายเสียงโฆษกทันทีหลังแถลง พรรคประชาชนมีการทำงานร่วมระหว่างทีมสื่อ ทีมปั่นกระแส และทีมพูดแบบบูรณาการ ขณะที่เพื่อไทยยังใช้ระบบเก่า ที่ต้องผ่านหลายชั้น และใช้ทีมการเมืองนำการสื่อสาร ทำให้โฆษกถึงจะพูดดี แต่เสียงไม่ดัง และไม่มีคนช่วยส่งต่อ

บทสรุป: ถ้ายังไม่แก้เกมโครงสร้าง – ต่อให้เปลี่ยนตัวโฆษกก็ไม่รอด

ต่อให้พรรคเพื่อไทยจะเปลี่ยนตัวโฆษกอีกกี่รอบ หรือเลือกคนพูดเก่งแค่ไหนขึ้นมา หากพรรคยังติดกรอบกลุ่มอำนาจ ยังไม่ยอมให้โฆษกมีอิสระ และยังไม่สร้าง ecosystem การสื่อสารให้ทันยุค ก็จะไม่มีทางชนะเกมวาทกรรมที่พรรคประชาชนครองความได้เปรียบอยู่ในปัจจุบัน ยิ่งรองโฆษกยังไร้บทบาท เหมือนม้านั่งสำรองที่ไม่ได้ลงสนาม ก็ยิ่งทำให้ภาพรวมพรรคขาดพลังรุกในศึกประชาชน

ถ้าพรรคอยากกลับมาเป็นพรรคที่ “พูดแล้วทั้งประเทศฟัง” ต้องไม่ใช่แค่มีโฆษกที่พูดเก่ง แต่ต้องมีระบบที่ส่งเสียงให้กลายเป็นพลังของมวลชนอย่างแท้จริง


#Thepoint #Newsthepoint

#รัฐบาลเพื่อไทย #เพื่อไทย

#พรรคประชาชน #โฆษก #รองโฆษก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...