'กัมพูชา' ประเด็นเบื้องหลัง ศูนย์กลางสแกมเมอร์ข้ามชาติ
อาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาตินับเป็นอุตสาหกรรมผิดกฎหมายที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นอันตรายมากสุดที่สุดในโลก ซึ่งมีศูนย์กลางการระบาดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในอนุภาคลุ่มน้ำโขงที่ประกอบด้วย เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และสองมณฑลทางตอนใต้ของประเทศจีน คือยูนนานและกว่างสี
โดยเฉพาะใน สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมา ที่มีอาชญากรไซเบอร์กว่า 350,000 คน ซึ่งหลอกลวงเงินได้กว่า 50,000 ถึง 75,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,600,000 ถึง 2,400,000 ล้านบาท
ขณะที่กัมพูชาถือเป็นแหล่งอาชญากรรมไซเบอร์ที่มีการเติบโตสูงสุด โดยอ้างอิงจากรายงานของ “เจคอบ ซิมส์” (Jacob Sims) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมข้ามชาติและความมั่นคงในภูมิภาค ประจำศูนย์เอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
“ประชาชาติธุรกิจ” พาสำรวจอาชญากรรมในกัมพูชา จากข้อค้นพบในรายงาน “Policies and Patterns : State-Abetted Transnational Crime in Cambodia as a Global Security Threat” ซึ่งมีประเด็นที่น่าจับตา ดังนี้
อาชญากรรมไซเบอร์ทำเงินได้มากกว่าอุตสาหกรรมหลักของประเทศ
อุตสาหกรรมการหลอกลวงในกัมพูชาทำเงินได้กว่า 12,500 ล้านดอลลาร์ ถึง 19,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ราว 400,000 ถึง 600,000 ล้านบาท คิดเป็น 40-60% ของจีดีพี
มากกว่าอุตสาหกรรมหลักของประเทศอย่างสิ่งทอและเสื้อผ้า ที่ทำเงินได้เพียง 9,300 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงิน 300,000 ล้านบาท
ทำให้การหลอกลวงในกัมพูชา ไม่ใช่แค่อาชญากรรม แต่เป็นภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศ
รัฐมีเอี่ยว ยอมปิดตาข้างเดียว
บุคคลสำคัญใน “พรรคประชาชนกัมพูชา” (Cambodian People’s Party-CPP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล และคนในครอบครัวมีส่วนร่วมโดยตรงและโดยอ้อมของการหลอกลวง ผ่านการเป็นเจ้าของ ร่วมลงทุน หรือให้เช่าทรัพย์สินสำหรับการหลอกลวง เช่น กาสิโน โรงแรม หรืออพาร์ตเมนต์ ในพื้นที่สำคัญต่าง ๆ เช่น สีหนุวิลล์ พนมเปญ และปอยเปต
โดยรายได้จากการหลอกลวง ถือเป็นรายได้สำคัญในการหล่อเลี้ยงระบบอุปถัมภ์ โดยเฉพาะ “ฮุน เซน” ที่ใช้เงินดังกล่าวซื้อความภักดี ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่เพียงเฉยเมยต่ออาชญากรรม แต่ยังเป็นผู้ร่วมขบวนการผ่านการคุ้มครองด้านกฎหมายต่อผู้กระทำผิด แต่ปราบปรามนักข่าวและภาคประชาสังคมที่ต้องการเปิดเผยความฉ้อฉลนี้แทน
การค้ามนุษย์ฝังลึก
รายงานระบุว่าการค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากความบังเอิญ แต่เป็นผลของขบวนการที่ดำเนินอย่างเป็นระบบ ผ่านการคอร์รัปชั่น และผู้มีอิทธิพลในภาคธุรกิจและภาคการเมือง ซึ่งแม้ว่าจะได้รับความสนใจจากนานาชาติเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่รัฐบาลกัมพูชาก็ไม่สามารถดำเนินการปราบปรามได้อย่างจริงจัง
ความช่วยเหลือก็มีขึ้นเป็นครั้งคราว เมื่อถูกกดดันทางการทูต ถึงแม้อย่างนั้น การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกลับมีเพียงเล็กน้อย หรือแทบไม่มีการดำเนินคดีเลย
คาดว่ามีเหยื่อจำนวนหลายหมื่นคนจากกว่า 70 ประเทศ ถูกหลอกเข้ามาเป็นเหยื่อค้ามนุษย์จากข้อเสนองานปลอม แต่กลับต้องมาหลอกลวงเป็นส่วนหนึ่งของ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” แทน เหยื่อส่วนมากถูกกักขัง ยึดหนังสือเดินทาง และอาจถูกทำร้ายร่างกาย รวมถึงข่มขู่ไม่ให้หลบหนี
ทุนจีน
ทุนจีนมีส่วนสำคัญต่อการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ในกัมพูชา ทั้งในฐานะผู้จัดหาเงิน และมอบเงิน ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หลังการริเริ่มโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ของจีน ซึ่งนำมาสู่การลงทุนในกาสิโน และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษของกัมพูชา
จนกระทั่งในปี 2019 เมื่อกัมพูชาสามารถควบคุมการพนันออนไลน์ได้ในที่สุด กาสิโนและอสังหาฯต่าง ๆ ก็ถูกผันมาเป็นพื้นที่ก่ออาชญากรรมไซเบอร์
ชาวจีนไม่เพียงเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการบริหาร ดำเนินการ และคัดหาบุคลากรเข้าร่วมเครือข่ายหลอกลวงนี้อีกด้วย ซึ่งนำพาเทคโนโลยีสำคัญในการฟอกเงินและติดสินบนผ่านแพลตฟอร์ม HuionePay อันเป็นกระดูกสันหลังของธุรกรรมการเงินผิดกฎหมายส่วนใหญ่ในกัมพูชา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘กัมพูชา’ ประเด็นเบื้องหลัง ศูนย์กลางสแกมเมอร์ข้ามชาติ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net