โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ธปท. สั่งแบงก์ทำ Stress Test รับมือภาษีทรัมป์ เผยสินเชื่อหดตัว 3 ไตรมาสติด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 พ.ค. 2568 เวลา 11.37 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2568 เวลา 09.21 น.
สุวรรณี เจษฎาศักดิ์

ธปท.เผยสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาสที่ 1/68 หดตัว -1.3% ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 3 เช่าซื้อยังหดตัวต่อ -10.2% มองไปข้างหน้าสินเชื่อยังมีความท้าทายจากสงครามการค้า หนี้เสียขยับเพิ่มจาก 2.78% เป็น 2.9% ชี้หนี้เสียเอสเอ็มอีขยับเพิ่มทุกเซ็กเตอร์ ล่าสุดสั่งแบงก์กลุ่ม D-SIBs ทำประเมิน Stress Test รับมือพิษภาษีทรัมป์ ห่วงกระทบพอร์ตส่งออก-นำเข้า-ลูกจ้าง เพื่อออกมาตรการช่วยเหลือตรงจุด ยันแบงก์ช่วยหั่นกำไรอุ้มลูกหนี้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ควัก 50% ลดภาระดอกเบี้ย

นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสที่ 1/2568 หดตัวอยู่ที่ -1.3% เป็นการหดตัวติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 โดยมองไปข้างหน้าภาพรวมสินเชื่อยังคงมีความท้าทายจากผลกระทบนโยบายการค้าหลังครบกำหนด 90 วัน จึงต้องรอติดตามใกล้ชิด

อย่างไรก็ดี ภาพรวมสินเชื่อในไตรมาสที่หดตัว -1.3% หากดูไส้ในพบว่าสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ยังขยายตัวได้ 1.5% จากภาคอสังหาริมทรัพย์ การเงิน และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาคการส่งออกที่มีการเร่งส่งออกก่อนนโยบายการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า (Reciprocal Tariffs) ทำให้มีการเบิกใช้วงเงินมากขึ้น

ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หดตัว -5.5% ส่วนหนึ่งมาจากธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ดี ลูกค้าเดิมหรือลูกค้าที่มีศักยภาพธนาคารยังคงให้สินเชื่อ

ส่วนสินเชื่อรายย่อย หดตัว -2.2% หากดูใน 4 กลุ่มสินเชื่อ พบว่า สินเชื่อเช่าซื้อหดตัวเพิ่มขึ้นเป็น -10.2% จากไตรมาสก่อน -9.9% มาจากธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี พบว่ามีสัญญาณเป็นบวกในไตรมาสที่ 1/2568 จากจำนวนยอดรถยึดที่ปรับลดลงและราคารถมือสองที่ปรับดีขึ้น ส่วนบัตรเครดิตหดตัว -1.9% มาจากยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรที่ลดลง ด้านสินเชื่อบ้านโตแค่ 0.2% ในกลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท

ขณะที่สินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.9% จากไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ 2.78% มาจากผลของปริมาณสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น และฐานสินเชื่อหดตัวในบางประเภทสินเชื่อ โดยธุรกิจเอสเอ็มอีหนี้เสียปรับเพิ่มขึ้นทุกเซ็กเตอร์อยู่ที่ 7.35% จาก 6.88% อย่างไรก็ดี เป็นกลุ่มที่ได้รับความช่วยเหลือมาแล้วก่อนหน้า

ส่วนหนี้เสียในกลุ่มสินเชื่อรายย่อย พบว่าปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.20% มาอยู่ที่ 3.35% โดยสินเชื่อบ้านหนี้เสียเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นจาก 3.88% มาอยู่ที่ 4.10% ซึ่งพบว่ากลุ่มราคาบ้านสูงกว่า 5 ล้านบาทเป็นหนี้เสียมากขึ้น ส่วนหนี้เสียสินเชื่อเช่าซื้อปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.17% เป็น 2.20%

สำหรับสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ หรือ SM ภาพรวมปรับลดลงจาก 6.98% มาอยู่ที่ 6.97% สะท้อนสัญญาณที่ดีขึ้น โดยธุรกิจรายใหญ่ปรับลดลง เนื่องจากมีการชำระคืนหนี้ ส่วนธุรกิจเอสเอ็มอีปรับเพิ่มขึ้นจาก 12.81% เป็น 13.27% เป็นผลมาจากธนาคารมีการจัดชั้นเชิงคุณภาพมากขึ้น เช่นเดียวกับธุรกิจรายย่อยปรับเพิ่มขึ้นจาก 8.01% เป็น 8.06% มาจากสินเชื่อบ้าน อย่างไรก็ดี ธปท.ยังคงต้องติดตามไตรมาสต่อไป

“หากเราดูโฟลว์ของการปล่อยสินเชื่อใหม่และการขำระหนี้คืน เราจะพบว่าในไตรมาสที่ 1/2568 เทียบกับไตรมาสที่ 4/2567 มียอดการปล่อยสินเชื่อใหม่อยู่ที่ 4.4 ล้านล้านบาท แต่มีการชำระหนี้คืนราว 4.39 ล้านล้านบาท โดยเป็นการชำระหนี้คืนของธุรกิจรายใหญ่ ทำให้โฟลว์ไม่สูง มองไปข้างหน้าสินเชื่อก็ยังมีความท้าทายอยู่”

ขณะเดียวกัน การส่งผ่านการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มองว่า การลดดอกเบี้ยไม่ได้เป็นการช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เพราะปัจจัยหลักมาจากต้นทุนความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อ (Credit Risk) ในการพิจารณาสินเชื่อ แต่การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยลูกค้ามากกว่า

อย่างไรก็ดี การส่งผ่านรอบนี้ ถือว่าน้อยกว่าการปรับลดดอกเบี้ยใน 2 รอบก่อนหน้า แต่ถือว่าการส่งผ่านมากกว่าในปี 2563-2564 ในช่วงโควิด-19 และจะเห็นว่าธนาคารไม่ได้มีการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ในครั้งนี้ด้วย

นางสาวสุวรรณีกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงจากนโยบายการค้าและเศรษฐกิจธปท.ได้สั่งให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIBs) ทำแบบประเมินผลกระทบ (Stress Test) โดยกำหนดสมมุติฐาน เพื่อดูผลกระทบพอร์ตลูกค้าที่มีการเกี่ยวเนื่องกับภาคการส่งออก และสินค้านำเข้าที่มีการทะลักเข้ามา รวมถึงผลกระทบต่อพนักงานและการจ้างงานด้วย ทั้งในส่วนของพอร์ตสินเชื่อรายย่อย ธุรกิจเอสเอ็มอี และรายใหญ่ อย่างไรก็ดี ธปท.มีความเป็นห่วงธุรกิจเอสเอ็มอีที่จะได้รับผลกระทบ

“เรามีการพูดคุยกับสถาบันการเงิน และมีการทำ Stress Test ทุกปี โดยเราจะมีการกำหนดสมมุติฐานให้ธนาคาร ซึ่งจะมีก่อนที่ Tariffs จะมีผลชัด และได้กำหนดหลังจากที่มี Tariffs คาดว่าจะได้เห็นผลการทดสอบภายในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งการทดสอบดังกล่าว เราไม่ได้ดูความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินอย่างเดียว เพราะเรารู้ว่าสถาบันการเงินมีความแข็งแกร่งและมี Buffer คอยรองรับ แต่เราอยากรู้ว่าจะมีผลกระทบกับลูกค้าในพอร์ตอย่างไร เพื่อให้ ธปท.จะได้มีมาตรการเข้าไปดูแลช่วยเหลือเพิ่มเติมได้ โดยเรากังวลในกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันโดยเฉลี่ยบางธนาคารก็มีพอร์ตประมาณ 30% ขึ้นอยู่กับแต่ละแห่ง”

นางสาวสุวรรณีกล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีกระทรวงการคลังได้มีการเสนอให้ธนาคารพาณิชย์หั่นกำไรธนาคารมาช่วยเหลือลูกหนี้นั้น มองว่า ธนาคารก็ช่วยนำกำไรส่วนหนึ่ง 50% มาช่วยเหลือลูกค้าในโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” แล้ว ส่วนจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมอาจจะต้องรอดู

แต่หากดูโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ออกมา และกำลังมีการพูดคุยระหว่างกระทรวงการคลัง ธปท. สมาคมธนาคารไทย (TBA) และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) เพื่อขยายเกณฑ์และขอบเขตของลูกหนี้ แต่ยังคงตัดวันเป็นหนี้เสีย ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567

ทั้งนี้ คาดว่าความชัดเจนของมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” จะประกาศได้ภายในกลางเดือนหรือสิ้นมิถุนายน 2568 นี้

โดยล่าสุด โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” มีผู้ที่ลงทะเบียนและผ่านคุณสมบัติ 1.3 ล้านคน หรือ 1.7 ล้านบัญชี เฉลี่ยลูกหนี้ 1 คน มีบัญชี 1.2-1.3 บัญชี โดยข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2568 มีลูกหนี้ 5.8 แสนล้านราย คิดเป็น 30% และยอดหนี้ 4.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 48% ของเป้าหมาย โดยส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อบ้าน 1.8 แสนราย มูลค่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งเข้ามาเกิน 50% รองลงมา สินเชื่อเอสเอ็มอี และเช่าซื้อ

นางสาวสุวรรณีกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผลการดำเนินงานปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยหลักจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ลดลง (ค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่สูงซึ่งเป็นปัจจัยฤดูกาลในไตรมาสก่อนและค่าใช้จ่ายด้าน IT) และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (เงินลงทุนและการวัดมูลค่าตราสารทางการเงิน) ปรับเพิ่มขึ้น

ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดย NIM อยู่ที่ 2.8% อยู่ในระดับกลาง ๆ เมื่อเทียบกับภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย NIM อยู่ที่ 4.6% ฟิลิปปินส์ 4.1% เวียดนาม 3.3% และประเทศที่ต่ำกว่าไทย คือสิงคโปร์ 2%

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธปท. สั่งแบงก์ทำ Stress Test รับมือภาษีทรัมป์ เผยสินเชื่อหดตัว 3 ไตรมาสติด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...