“พิธีกลบบัตรสุมเพลิง” ธรรมเนียมชาววังสุดเคร่ง เมื่อคนธรรมดาเกิดหรือตายในวังหลวง
“พิธีกลบบัตรสุมเพลิง” ธรรมเนียมชาววังสุดเคร่ง เมื่อคนธรรมดาเกิดหรือตายในวังหลวง
“พระบรมมหาราชวัง”หรือ “วังหลวง”เป็นศูนย์กลางของราชสำนักที่ใช้บริหารราชการแผ่นดินและเป็นสถานที่ประทับหลักของพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 5
แม้ว่าตั้งแต่รัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา บทบาทของวังหลวงจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จมาประทับในโอกาสพิเศษบ้างเป็นครั้งคราว แต่คุณค่าและความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนี้ก็ยังคงอยู่อย่างเต็มเปี่ยมดั่งเช่นแรกสร้าง
เนื่องจากปฐมฤกษ์การก่อร่างสร้างพระบรมมหาราชวังใน พ.ศ. 2325 ในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อครั้งทรงสถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง สิ่งที่ราชสำนักสยามทำเป็นลำดับแรกๆ คือ การทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์อย่างการอัญเชิญเทพยดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาสถิตเพื่อปกปักรักษา รวมถึงเพื่อเป็นสิริมงคลแก่องค์พระมหากษัตริย์และบ้านเมืองตามโบราณราชประเพณี
ด้วยเหตุนี้ พระบรมมหาราชวังจึงเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางทางการเมือง หากแต่ยังเปรียบเสมือนที่ประทับขององค์สมมติเทพ
เมื่อเป็นเช่นนั้น คติความเชื่อที่ว่า ห้ามโลหิตของสามัญชนคนธรรมดาตกลงบนธรณีในเขตพระราชฐานอันศักดิ์สิทธิ์ จึงถือกำเนิดมาคู่กัน
แล้วถ้าเกิดเหตุสุดวิสัยที่ว่านี้ในพระบรมมหาราชวังจะต้องทำอย่างไร ?
ชาววังทุกยุคทุกสมัยจะรู้กันว่า สิ่งที่ต้องทำหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น คือ การทำพิธี “กลบบัตรสุมเพลิง” หรือที่ในเอกสารโบราณต่างๆ จารึกไว้ว่า พิธี“กลบบาตร”
กลบบัตรสุมเพลิงเป็นธรรมเนียมตามความเชื่อแบบพราหมณ์ในราชสำนักสยาม กระทำเพื่อปัดเป่าเสนียดจัญไรที่เกิดขึ้น เมื่อมีคนธรรมดาสามัญมาเกิด ตาย หรือเหตุใดๆ ก็ตาม อันเป็นเหตุให้โลหิต (เลือด) ต้องตกลงในเขตพระบรมมหาราชวัง และยังถือเป็นการถอนดวงจิตของผู้ตายที่สถิตอยู่ให้ออกไปนอกเขตพระราชฐานอีกด้วย
พราหมณ์ที่รับหน้าที่นี้ในวังหลวงเรียกว่า“พราหมณ์พฤติบาศ”เป็นพราหมณ์กลุ่มหนึ่งที่ดูแลช้างหลวงและจัดการพิธีต่างๆ ที่ใช้สำหรับขับไล่สิ่งอัปมงคลที่เกิดขึ้นในราชสำนัก
ลำดับพิธีการ คือ เริ่มแรกจะต้องสร้างศาลเพียงตาขึ้นมาหลังหนึ่ง ตามด้วยการขุดดินบริเวณที่โลหิตของสามัญชนตกลงให้เป็นหลุมกว้างและยาวอย่างละ 2 ศอก ความลึกประมาณศอกกว่าๆ
เมื่อขุดหลุมเรียบร้อยแล้วให้นำแกลบมาใส่ในหลุมให้เต็ม และจุดไฟเผาทันที เพราะเชื่อว่าไฟคือตัวกลางที่จะเผาไหม้สิ่งอัปมงคลที่ดีที่สุด
จากนั้น พราหมณ์พฤติบาศจะโปรยเครื่องสังเวยจำนวน 7 หยิบมือลงไปในหลุม พร้อมกับอ่านโองการเพื่อปัดเป่าเสนียดจัญไรออกไป และต้องมีการประโคมแตรเป่าสังข์ในขณะทำพิธีไปด้วย เมื่อเสร็จแล้วจึงเอาดินมากลบหลุม ถือว่าพิธีเสร็จเรียบร้อย
หากหาจุดเริ่มต้นของพิธีกลบบัตรสุมเพลิงในภูมิภาคนี้ จะพบหลักฐานที่ย้อนไปได้ถึงครั้งสถาปนากรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเจ้าอู่ทอง พ.ศ. 1893 ดังที่มีบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ความว่า
“ศุภมัสดุศักราช ๗๑๒ ปีขาล โทศก (พศ. ๑๘๙๓) วันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๕ เพลาสามนาฬิกาเก้าบาท สถาปนากรุงศรีอยุธยา ชีพ่อพราหมณ์ ให้ตั้งฤกษ์ตั้งพิธีกลบบาตร ให้สังข์ทักษิณาวัฏ ใต้ต้นหมันใบหนึ่ง แล้วสร้างพระที่นั่ง ไพฑูรย์มหาปราสาทองค์หนึ่ง สร้างพระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาทองค์หนึ่ง แล้วพระเจ้าอู่ทองก็เสด็จมาเสวยราชสมบัติ”
จากพระราชพงศาวดารจะเห็นได้ว่า ในกรณีนี้ “กลบบัตรสุมเพลิง” มีขึ้นเพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดีที่อยู่ในพื้นที่มาก่อนอยู่แล้ว พระเจ้าอู่ทองจึงทรงให้พราหมณ์ทำพิธี เพื่อเตรียมพื้นที่สร้างพระบรมมหาราชวัง และเพื่อสถาปนากรุงศรีอยุธยาให้เป็นราชธานีที่มิมีมลทิน
หลังจากนั้นยังปรากฏหลักฐานการบันทึกถึงพิธีดังกล่าวเรื่อยมา ในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นภายในพระบรมมหาราชวัง โดยเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์เลือดตกยางออก แต่เลือดนั้นมิได้มาจากพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชินี พระราชโอรส พระราชธิดาของพระเจ้าอยู่หัว หรือพระบรมวงศานุวงศ์
อย่างเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2409 เจ้าจอมเป้าในรัชกาลที่ 4 ขัดเคืองที่“อีกิมจู”ทาสหญิงในเรือนหนีไป พอจับได้ก็สั่งเฆี่ยนจนตายในวังหลวง เมื่อความทราบถึงพระกรรณ พระเจ้าอยู่หัวทรงไม่พอพระทัย เห็นว่าเป็นเรื่องอัปมงคล จึงทรงมีรับสั่งให้เจ้าจอมเป้าจัดละครและทำขวัญ พร้อมทำพิธีกลบบัตรสุมเพลิงขึ้นเพื่อสะเดาะเคราะห์
หรืออีกเหตุการณ์ใหญ่ คือ “กบฏบวรเดช”สมัยรัชกาลที่ 7 ก็มีเรื่องเล่าสุดระทึกที่ทำให้วังหลวงเกือบจะได้จัดพิธีกลบบัตรสุมเพลิงขึ้นอีกครั้ง ดังที่งานเขียน “พ. 27 สายลับพระปกเกล้าฯ และหัวหน้าวิทยุกระจายเสียงภาคไทย ของกองบัญชาการทหารสูงสุดพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 เล่ม 2 ตอน ‘ชนะแน่คือหนี’ ” เล่าเอาไว้ว่า
“…เครื่องบินตกลงพังพินาศ สิบตรีแฉล้ม นักบินสลบคาที่และกำลังจะตายเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังต้องรีบหามออกไปให้สิ้นใจภายนอกกำแพงวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการที่จะต้องประกอบพิธี ‘กลบบัตรสุมเพลิง’ ณ จุดที่ถึงแก่กรรม โดยพราหมณ์ราชพิธี จะต้องกระทำในเมื่อมีผู้ที่มิใช่พระราชวงศ์เข้ามาตายในเขตพระบรมมหาราชวัง เป็นการ ‘ปัดรังควาน’ ตามประเพณีของราชสำนัก…”
แม้ว่าหลักฐานที่ชี้ว่าการ “กลบบัตรสุมเพลิง” มีการทำพิธีครั้งล่าสุดในสมัยรัชกาลที่ 6 แต่ปัจจุบันในทางปฎิบัติผู้มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในวังหลวงจะยังคงคอยระแวดระวังไม่ให้สามัญชนคนทั่วไปเข้ามาทำการอะไรก็ตามอันเป็นเหตุให้เลือดต้องตกในวังหลวง อย่างที่เคยปฎิบัติกันมาตามโบราณราชประเพณี เพื่อให้พระบรมมหาราชวังอันเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนคงความเป็นสิริมงคลและความศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมืองต่อไป
อ่านเพิ่มเติม :
- เมื่อเครื่องบินตกในวังหลวง ครั้งกบฏบวรเดช เจ้าหน้าที่ต้องหามนักบินออกมาตายนอกวัง
- นัยของธรรมเนียม “เป็นสาว” ของชาววัง “เป็นสาว” เองไม่ได้ ต้องมีผู้ใหญ่อนุญาต?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก . “พราหมณ์พฤฒิบาศ”. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก. เข้าถึงเมื่อ 4 มิถุนายน 2568. https://phralan.in.th/coronation/vocabdetail.php?id=368
อ.ก. รุ่งแสง. เรื่องตอนหนึ่งในประวัติชีวิตอันไม่สู้จะราบรื่นของ พ.27 สายลับพระปกเกล้าฯ เนรเทศตนเองไปอยู่ต่างแดน และได้เป็นหัวหน้าวิทยุกระจายเสียงภาคไทยของกองบัญชาการทหารสูงสุดสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทยเขษม, 2521.
เกร็ดความรู้.พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พันเอก หลวงไกรสงคราม, ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร พระนคร, วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2510. พระนคร: ม.ป.ท., 2510.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 มิถุนายน 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “พิธีกลบบัตรสุมเพลิง” ธรรมเนียมชาววังสุดเคร่ง เมื่อคนธรรมดาเกิดหรือตายในวังหลวง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com