BIS เตือน “รัฐบาลทั่วโลก” เร่งคุม หนี้สาธารณะ ก่อนสาย ดอกเบี้ยสูงฉุดเสถียรภาพการเงิน-เสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง
BIS ส่งสัญญาณแรงรัฐบาลทั่วโลกต้องหยุด หนี้สาธารณะ ที่พุ่งไม่หยุด หลังต้นทุนดอกเบี้ยสูงจนอาจฉุดความเชื่อมั่น-เสถียรภาพการเงินโลก แนะวางกรอบการคลังโปร่งใส และเดินหน้ารัดเข็มขัดทันที
วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 เวลา 07.28 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า Agustín Carstens ผู้จัดการทั่วไปของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) กล่าวว่า รัฐบาลทั่วโลกต้องเร่งควบคุมการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะที่ไม่หยุดยั้ง เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกำลังทำให้เส้นทางการคลังของหลายประเทศไม่ยั่งยืน
Agustín Carstens กล่าวว่า หลังวิกฤตการเงินโลก รัฐบาลหลายประเทศสามารถดำเนินนโยบายขาดดุลการคลังและก่อหนี้ในระดับสูงได้โดยไม่กระทบเสถียรภาพ เพราะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ จึงหลีกเลี่ยงการตัดสินใจยาก ๆ อย่างการลดรายจ่ายหรือขึ้นภาษีได้
“แต่วันนี้ยุคของดอกเบี้ยต่ำสุดขีดได้จบลงแล้ว รัฐบาลมีเวลาจำกัดในการจัดระเบียบการคลังก่อนที่ประชาชนจะเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่น” คาร์สเทนส์กล่าวในเวทีประชุมที่จัดโดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ณ กรุงโตเกียว พร้อมเสริมว่า “ขณะนี้ตลาดเริ่มตระหนักแล้วว่าบางเส้นทางทางการคลังนั้นไม่ยั่งยืน และหากปล่อยให้เกิดความไม่สมดุลในระดับสูง ระบบการเงินโลกอาจปั่นป่วนได้ในทันที”
นอกจากนี้ได้เตือนว่ารัฐบาลหลายประเทศต้องเริ่มกระบวนการรัดเข็มขัดทางการคลัง (Fiscal Consolidation) โดยไม่สามารถแก้ปัญหาไปวัน ๆ ได้อีกต่อไป
โดยคำเตือนนี้มีขึ้นหลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yields) ในสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนความกังวลของตลาดว่ารัฐบาลอาจเพิ่มการใช้จ่ายโดยอาศัยหนี้เพิ่มขึ้น
“การผิดนัดชำระหนี้สาธารณะ (Public debt defaults) สามารถทำลายเสถียรภาพของระบบการเงินโลก และทำลายนโยบายการเงิน …เมื่อธนาคารกลางต้องเข้ามาแบกรับหนี้ของรัฐบาล จะทำให้เกิดภาวะที่การคลังกลายเป็นฝ่ายกำหนดนโยบายการเงิน (Fiscal Dominance) ซึ่งนำไปสู่เงินเฟ้อสูงและค่าเงินอ่อนค่ารุนแรง”
คาร์สเทนส์จึงกล่าวย้ำว่า “ทางการคลังต้องควบคุมการเพิ่มขึ้นของหนี้อย่างไม่หยุดยั้งให้ได้” เพราะหากปล่อยต่อไป ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจะยิ่งรุนแรง
ทั้งนี้ BIS มีบทบาทในการส่งเสริมความร่วมมือทางการเงินและการคลังระหว่างธนาคารกลางทั่วโลก และทำหน้าที่เป็นธนาคารของธนาคารกลาง
คาร์สเทนส์ยังกล่าวอีกว่าหลายประเทศทั่วโลกจะเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นในการใช้จ่ายภาครัฐ จากปัจจัยระยะยาว เช่น การเข้าสู่สังคมสูงวัย (Population ageing) ปัญหาสภาพภูมิอากาศ (Climate change) และค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้น (Defense spending)
“รัฐบาลต้องกำหนดเส้นทางการคลังที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ เพื่อรักษาความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว โดยควรยึดตามกรอบวินัยการคลังที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญคือต้องทำตามที่ประกาศไว้จริง …ธนาคารกลางไม่ควรเป็น ‘คนแบกรับทุกอย่าง’ อยู่ฝ่ายเดียว”
ในส่วนของนโยบายการเงิน คาร์สเทนส์กล่าวว่า “เราไม่ควรคาดหวังว่าธนาคารกลางจะสามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในช่วงแคบ ๆ ภายในเวลาอันสั้นได้เสมอ …เพราะอย่างที่เห็นกันแล้วในช่วงที่ผ่านมา เงินเฟ้อบางส่วนเกิดจากปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของธนาคารกลาง”
อ้างอิง : reuters.com