โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เฟ้นหาหุ้นอาหารสัตว์เลี้ยง ในวันที่ไทยจะเป็นผู้ส่งออกเบอร์ 3 ของโลก

Wealthy Thai

อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 04.23 น. • เผยแพร่ 03 ธ.ค. 2564 เวลา 09.23 น. • This’s Alano

สัตว์เลี้ยงเป็นที่นิยมมาอย่างยาวนาน และมีมูลค่าปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้หลายๆบริษัทได้ปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจดังกล่าว หลังจากมองเห็นโอกาสการเติบโต ยิ่งปัจจุบันอยู่ในสภาวะที่ปกคลุมด้วยสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ผู้คนต่างใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในบ้าน ทำให้สัตว์เลี้ยง คือ “เพื่อนในยามยาก”
ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ได้ประเมินเกี่ยวกับตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีใจความว่า การส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยยังเห็นโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกในปี 2565 สามารถแตะระดับที่ 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตราว 20% ชะลอตัวเล็กน้อยจากปี 2564 ที่คาดว่าจะโต 23% ขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับที่ 3 ของโลก
ทั้งนี้จากอุปสงค์ต่างประเทศที่ยังขยายตัวต่อเนื่องทั้งปริมาณการเลี้ยงสัตว์ที่ยังคงเพิ่มขึ้น และพฤติกรรม Pet Humanization ที่เจ้าของใส่ใจสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัวและพร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้ออาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพสูง ตลอดจนความได้เปรียบทางด้านภาษีจากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงที่สำคัญบางประเทศ เช่น อาเซียน ญี่ปุ่น นอกจากนี้โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ (Omicron) ที่กำลังแพร่ระบาดในปัจจุบัน คาดว่ายังคงเป็นปัจจัย หนุนการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงอีกด้วย
โดยในระยะข้างหน้ายังมีปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโต คือ การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีจำนวนผู้สูงอายุและคนโสดเพิ่มอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสังคมในปัจจุบันมีขนาดครอบครัวที่เล็กลงทำให้คนเลี้ยงสัตว์มากขึ้น อีกทั้งแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่เลี้ยงสัตว์เสมือนเป็นสมาชิกของครอบครัว(Pet Humanization) มีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูงและพร้อมจะเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพและราคาสูงเพื่อสัตว์เลี้ยง
อย่างไรก็ดี ยังมีหลายปัจจัยท้าทายที่ผู้ประกอบการจะต้องติดตามไม่ว่าจะเป็น ราคาพลังงานที่สูงขึ้นและการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงโดยเฉพาะคู่แข่งอย่างเวียดนามที่เริ่มมีบทบาทในตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงมากขึ้น และผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ยังคงรับจ้างผลิต (OEM) ให้แก่แบรนด์จากต่างประเทศ
ดังนั้น เพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องพัฒนาและเร่งสร้างแบรนด์ รวมทั้งอาจมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอาหารสัตว์พรีเมี่ยมและสอดรับกับเทรนด์ในระยะข้างหน้า ที่สำคัญคือการเตรียมการรองรับความต้องการของตลาดนำเข้าหลักทั่วโลกที่คงจะมีการกำหนดมาตรฐานการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การลดการปล่อยคาร์บอน (CO2) รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังควรพัฒนาสูตรอาหารที่เน้นเรื่องสุขภาพอนามัยของสัตว์เลี้ยง เนื่องจากเจ้าของสัตว์เลี้ยงหันมาใส่ใจต่อสุขภาพสัตว์มากขึ้น และสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มอายุยืนอาจทำให้มีปัญหาสุขภาพตามมา

จากบทวิจัยดังกล่าว ตลาดสัตว์เลี้ยง มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยพฤติกรรม Pet Humanization ที่เจ้าของใส่ใจสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว ที่พร้อมจ่ายเงินเพื่อสัตว์เลี้ยงของตนเอง ประกอบกับโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ (Omicron) ที่กำลังแพร่ระบาดในปัจจุบัน คาดว่ายังคงเป็นปัจจัย หนุนการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงอีกด้วย ดังนั้น Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาสำรวจดูว่า มีหุ้นอะไรบ้างที่ดำเนินธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง

TU ยอดขายของธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงโต

เริ่มจาก TU ผู้ผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งและบรรจุกระป๋อง และขยายธุรกิจให้ครบวงจรด้วยธุรกิจอาหารสำเร็จรูปและอาหารว่าง โดยเน้นอาหารทะเล ธุรกิจบรรจุภัณฑ์และสิ่งพิมพ์ ธุรกิจการตลาดภายในประเทศ ธุรกิจอาหารสัตว์ และธุรกิจพัฒนาสายพันธุ์กุ้งเพื่อจำหน่าย
โดยสิ้นไตรมาส 3/64 ยอดขายของธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าและอื่นๆเพิ่มขึ้น 11.4% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าเนื่องจากความต้องการของสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่สูง การเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ การขยายไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ ยอดขายที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า รวมถึงผลประกอบการดีขึ้นของธุรกิจบรรจุภัณฑ์
ขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า TU หุ้นกลุ่มส่งออกที่ได้ประโยชน์เวลาบาทอ่อนค่า คาดผันผวนน้อยกว่าตลาดฯ แม้คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 4/64 จะอ่อนตัวลงจากงวดไตรมาส 3/64 จากธุรกิจ Red Lobster ที่อ่อนตัวลงตามฤดูกาล แต่คาดทิศทางกำไรสุทธิจะกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งในงวดไตรมาส 1/65 โดยคาดกำไรสุทธิปี 2564-65 จะเพิ่มขึ้น 21.9% และ 3.4%ตามลำดับ เทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ Valuation น่าสนใจทั้งในมุมของ PE และ Div. Yieldแนะนำ ซื้อ พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 26.00 บาท โดยยังคาดหวัง Div. Yieldปีนี้ที่ระดับ 4.3%

ASIAN สัดส่วนยอดขายอาหารสัตว์เลี้ยงพุ่ง

ถัดมา ASIAN ผู้ดำเนินธุรกิจประเภทอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำแช่เยือกแข็ง จำหน่ายและส่งออก และอาหารสัตว์เลี้ยง โดยล่าสุดงวดไตรมาส 3/64 กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงมีสัดส่วนสูงที่สุดอยู่ที่ราว 44% ของยอดขายรวม การเติบโตของผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารสัตว์เลียงนับเป็นสัดส่วนที่สําคัญสําหรับปีนี้
ทั้งนี้ ASIANเผยในคำอธิบายผลการดำเนินงานว่า กระแสความนิยมในกลุ่มสินค้าระดับพรีเมียมและสินค้าที่ใกล้เคียงกับอาหารคนยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทําให้ตลาดมีการเติบโตในช่วงทีผ่านมา ประกอบกับสัตว์เลี้ยงกลายเป็นสมาชิกในครอบครัว ทําให้ผู้เลี้ยงให้ความสําคัญกับสุขภาพสัตว์เลียงมากขึ้น ทําให้คาดการณ์ได้ว่า อุปสงค์ของอาหารสัตว์เลี้ยงจะยังคงสูงขึ้นในปีต่อๆ ไปด้วย
โดยมุมมองบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ASIAN เป็นหุ้นรับประโยชน์บาทอ่อนค่า (ส่งออก 75%) โดยมองแนวโน้มกำไรปกติปีนี้ เติบโต 26% มาที่ 899 ล้านบาท ระยะสั้นมองกำไรไตรมาส 4/64 ที่ 200-250 ล้านบาท ลดลง 5% ถึงเพิ่มขึ้น 18%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่โดดเด่น ส่วนภาพระยะกลางปี 65 ยังมีแผนเพิ่ม Capacity รองรับคำสั่งซื้อกลุ่ม Pet food +13% และกลุ่ม VAP +30% นอกจากนี้เป็นบริษัทที่ปรับโครงสร้างธุรกิจสำเร็จมากลุ่มที่เติบโตสูง และเข้ากับ Theme PET Humanization และ Aging society
ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ จีเอ็มโอ-แซด คอม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ยังคงแนะ “ซื้อ” ASIAN โดยให้ราคาเหมาะสมปี 65 ที่ 21.60 บาท จากแนวโน้มการเติบโตของกำไรในอนาคตซึ่งคาดว่าจะมาจาก VAP เป็นหลัก ซึ่งจะเริ่มรับรู้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเต็มปีในปีหน้า การลดลงของอตัราภาษีจ่ายจากสิทธิ์ BOI รวมทั้งการ Spin-off AAI จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศ ในอนาคต โดยคาดปีนี้มีกำไรสุทธิ 1,085 ล้านบาท เติบโต 32%จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 818 ล้านบาท
อ่านข่าว ASIAN ย้อนหลังได้ที่นี่ https://www.wealthythai.com/en/updates/stock/news-highlight/5716

NRF บุกอาหารทานเล่นสัตว์เลี้ยง

ต่อมา NRF ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) มีมติให้ร่วมลงทุนในบริษัท Botany Petcare จำกัด เข้าถือหุ้น 66.7% หรือคิดเป็นมูลค่า 36 ล้านบาท ผ่านทางบริษัท ซิตี้ฟูด จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ NRF ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการเปลี่ยนโรงงานผลิตน้ำเต้าหู้เดิมภายใต้แบรนด์ชินโป มาเป็นโรงงานผลิตอาหารทานเล่นสัตว์เลี้ยง คาดธุรกรรมจะเสร็จสิ้นในช่วงต้นไตรมาส 4/2564 ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากที่ดิน โรงงาน และ ระบบสาธารณูปโภคที่โรงงานใน จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นโรงงานเดิมที่ซิตี้ฟูดมีอยู่ โดยวางเป้าหมายพัฒนา และต่อยอดความสามารถในการผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง plant-based ภายใน 3 ปีข้างหน้า
การเข้าลงทุนในโครงการดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนโรงงานราชบุรี ซึ่งปัจจุบันยังใช้ในการดำเนินงานไม่เต็มกำลังการผลิต ให้เป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งบริษัทมองว่า อุตสาหกรรมดังกล่าวมีแนวโน้มการเติบโตและขยายตัวที่ดีอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศ และต่างประเทศ นอกจากนี้ โบทานีสตูดิโอยังมีแผนธุรกิจที่ชัดเจนและมีลูกค้ารองรับ ตลอดจนผู้บริหารและบุคลากรของโบทานีสตูดิโอที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญในการผลิตการจัดจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ โดยบริษัท คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ ตั้งแต่ไตรมาส 4/2564 เป็นต้นไป และรายได้จะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยยะในช่วง ไตรมาส 2 ปี 2565 หลังจากที่บริษัทได้ปรับปรุงโรงงานได้เสร็จสิ้น
มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า กำไรปกติงวด 9เดือนปีนี้ อยู่ที่ 69.7 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 80% ของประมาณการทั้งปีที่ 87 ล้านบาท ลดลง 30.6%จากปีก่อน ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4/64 คาดเบื้องต้นที่ 45ล้านบาท (แบบบวกลบ) ทรงตัวจากไตรมาสก่อน ส่งผลให้ กำไรทั้งปีมีโอกาสที่จะสูงกว่าที่ประเมินไว้
ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการปี 2565 คาดเห็นการเติบโตเด่น หลังปัจจัย กดดันต่างๆคลี่คลายมากขึ้น เช่นปัญหาการขนส่งทางเรือจะช่วยให้ธุรกิจ Plant-Based กลับมาเติบโตในระดับที่ควรจะเป็น, Plant & Bean คาดจะพลิกมีกำไรหลังเดินหน้าเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตหลังจากนี้ ประกอบกับธุรกิจ E-commerce จะรับรู้รายได้ได้มากขึ้น และบริษัทยังมีแผนในการสร้างการเติบโตผ่านการเข้าซื้อกิจการ E-commerce อย่างต่อเนื่อง คาดไม่ต่ำกว่า 5 ธุรกิจต่อปี คงประมาณการกำไรปกติปี 2565 ที่ 287 ล้านบาท เติบโต 230.3%จากปีนี้ และราคาเป้าหมายที่ 9.25 บาท แนะนำ TRADING

RS ขยายสู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง

ถัดมา RS โดยายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า บริษัทขยายสู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง เปิดตัวแบรนด์ Lifemate (ไลฟ์เมต) ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ภายใต้คอนเซปต์ Holistic Wellness ดูแลสุนัขและแมวให้มีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี ด้วยสารอาหารที่ดูแลครบทุกส่วนทั้งผิวหนัง เส้นขน กระดูกและข้อ สายตาการมองเห็น และระบบทางเดินอาหาร ด้วยอาหารแห้งชนิดเม็ดสูตร Complete & Balance รวมถึงเตรียมออกอาหารเปียก อาหารขบเคี้ยว และอาหารว่างสำหรับสัตว์เลี้ยงในไตรมาส 2 และ 3 ปีหน้า
บริษัทตั้งเป้ายอดขายไลฟ์เมดไว้ที่ 320 ล้านบาทภายในปี 65 ด้วยตลาดสัตว์เลี้ยงที่มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นทุกปี โดยมีมูลค่าตลาดสูงถึงกว่า 4 หมื่นล้านบาท ในหมวดอาหารสุนัขและอาหารแมวมีมูลค่าประมาณ 18,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 45% จึงเป็นโอกาสที่จะเข้าสู่ธุรกิจใหม่
อ่านข่าวเพิ่มเติมที่ https://www.wealthythai.com/en/updates/stock/news-highlight/5958
มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การขยายสู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงของ RS มอง Slightly Positive เป็นการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายธุรกิจCommerce โดย RS มีจุดเด่นในการแข่งขันด้วยกลยุทธ์การตลาดที่มีช่องทาง (สื่อ) เข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายช่องทาง ซึ่งมองว่าผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์แข่งขัน กันที่กลยุทธ์การตลาดเป็นหลัก
ทั้งนี้คาดกำไรสุทธิปี 65 ฟื้นตัวโดดเด่น 158% เป็น 680 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานรายได้รวมเติบโต 26% เป็น 4.8 พันล้านบาท จากการฟื้นตัวของธุรกิจ Media และ Entertainment จากฐานต่ำในปีก่อน และการเติบโตของธุรกิจ Commerce
ส่วนผลประกอบการงวดไตรมาส 4/64 คาดฟื้นเป็นกำไรสุทธิ 72 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้าขาดทุน 0.3 ล้านบาท (จากรายได้ฟื้นตามสถานการณ์ COVID-19 และลดค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดธุรกิจ Commerce) แต่ยังต่ำกว่าฐานช่วงเดียวกันของปีก่อน 30% จึงคาดปีนี้มีกำไรสุทธิ 264 ล้านบาท ลดลงจากปี 63 ที่อยู่ระดับ 528 ล้านบาท คงแนะนำ Trading Buy ราคาเป้าหมาย 20.75 บาท ระยะสั้นมองการขยายสู่ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงเป็น Gimmick ของธุรกิจ Commerce

IHLวางจำหน่ายแบรนด์ "MOMO & FRIENDS"

IHLก่อนหน้านี้านนายวศิน ดำรงสกุลวงษ์ กรรมการ และผู้จัดการทั่วไป บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน) หรือ IHLได้เปิดเผยว่า ธุรกิจขนมขบเคี้ยวสุนัข ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ได้เริ่มวางจำหน่าย ภายใต้แบรนด์ "MOMO & FRIENDS" ผ่านช่องทางออนไลน์เรียบร้อยแล้ว และมีแผนที่จะขยายช่องทางการจำหน่ายไปตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับจ้างผลิต (OEM) ส่งออกไปยังประเทศเกาหลี และมีการส่งออกวัตถุดิบหนังวัวไปยังประเทศเวียดนาม และกัมพูชา รวมทั้งมีแผนที่จะขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศอื่นๆ อีกด้วย
อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่ https://www.wealthythai.com/en/updates/stock/news-highlight/5027

PPPM ไตรมาส 3 รายได้อาหารสัตว์เลี้ยงโต 88%

PPPM ผู้เนินธุรกิจหลักในธุรกิจจำหน่ายและผลิตอาหารสัตว์น้ำและสัตว์เลี้ยง (FOOD) โดยแบ่งเป็น สายการผลิตอาหารกุ้ง (Shrimp Feed) สายการผลิตอาหารปลา (Fish Feed) และอาหารสัตว์เลี้ยง (PET Food) บริษัทบริหารจัดการฟาร์มเพื่อเป็นศูนย์วิจัยสำหรับการทดสอบและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำ นอกจากนี้บริษัทได้ดำเนินธุรกิจใหม่ที่สร้างผลตอบแทนที่ดีและต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืนตลอดไปในอนาคต (FUTURE)
โดยงวดไตรมาส 3/64 บริษัทมีรายได้จากธุรกิจจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงเท่ากับ 165.52 ล้านบาท เติบโตประมาณ 88.97% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ระดับ 289.97 ล้านบาท ลดลง 36.42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

CMCF หุ้นไอพีโอมีสัดส่วนอาหารสัตว์เลี้ยงราว 20%

ขณะที่อีกหนึ่งบริษัทที่น่าจับตาอย่าง CMCF หรือ บริษัท โชติวัฒน์อุตสาหกรรมการผลิต จำกัด (มหาชน) ที่เตรียมเข้า SET เร็วๆนี้ โดยเป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องและถุงสูญญากาศ ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการแปรรูปอาหารทะเล และผลิตภัณฑ์อื่นๆ
CMCF แบ่งธุรกิจหลักเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องและถุงสุญญากาศ ซึ่งเป็นสัดส่วนรายได้หลักกว่า 80% ของรายได้จากการขายรวม ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาทูน่าและปลาทะเลอื่นๆ พร้อมรับประทาน (Standard Product) และผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปจากปลาทูน่าและปลาทะเลอื่นๆ แบบปรุงรสชาติพร้อมรับประทาน (Value-Added Product) 2.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป (Pet Food) 3.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อื่นๆ และ 4.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการแปรรูปอาหารทะเล (By Product) ได้แก่ ปลาป่นเพื่อเป็นอาหารปศุสัตว์
CMCF มีการจำหน่ายกว่า 50 ประเทศ โดยมีสัดส่วนรายได้จาก ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาทูน่าและปลาทะเลอื่นๆ พร้อมรับประทาน (Standard Product) ราว 60-70% ขณะที่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป (Pet Food) อยู่ที่ราว 20% มองว่าในอนาคตสัดส่วนรายได้จาก Pet Food มีโอกาสเพิ่มเป็น 30% เพราะมองว่ามีอัตราการเติบโตสูง
อ่านข่าว CMCFเพิ่มเติมที่ https://www.wealthythai.com/en/updates/stock/stock-of-the-day/4728

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...