ส่อง 5 Future Trend ในปี 2568 เปิดโผ “หุ้นไทย” โดดเด่นเด้งรับอานิสงส์ (ตอนจบ)
InnovestX พาส่อง 5 Future Trend ที่จะเข้ามาเป็นกระแสหลักในปี 2568 ไม่ได้มีเพียงแต่ความเคลื่อนไหวการเข้ามาลงทุนธุรกิจ Data Center เท่านั้น แต่ยังรวมถึงโอกาสของการพัฒนายารักษามะเร็ง พร้อมเปิดโผ "หุ้นไทย" โดดเด่นเด้งรับอานิสงส์เหล่านี้
5 Future Trend อีก 3 ประการที่น่าติดตามมีดังนี้
3. Sustainable Aviation Fuel (SAF) ฟ้าใสไร้มลพิษด้วยนวัตกรรมเชื่อเพลิงการบินที่ยั่งยืน
แม้ว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมการบินจะคิดเป็นเพียง 3% ของทั้งหมด แต่อัตราการเพิ่มขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาที่ 4% ต่อปีเมื่อเทียบกับภาพรวมที่ 2% ทำให้อุตสาหกรรมมีความตื่นตัวมากขึ้น และมองหาทางเลือกต่าง ๆ การขับเคลื่อนเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่พร้อมใช้งานและราคาไม่สูงเกินไป
SAF เป็นทางออกในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของฝูงบินทั่วโลกได้อย่างมาก โดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบขับเคลื่อนของเครื่องบินและไม่จำเป็นต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมที่สนามบิน
โดย SAF คือเชื้อเพลิงการบินที่ทำจากวัตถุดิบตั้งต้นที่ยั่งยืน เช่น น้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้ว หรือของเสียจากชุมชน
การใช้งานส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้โดยตรงตลอดวงจรชีวิตของเชื้อเพลิงได้สูงสุดถึง 80% เมื่อเทียบกับน้ำมันอากาศยานปกติ ทำให้สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) รัฐบาลแห่งชาติ และสายการบินต่าง ๆ สนับสนุนการใช้ SAF ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกี่ยวข้องกับการบิน
แต่ SAF ยังคงเป็นทางเลือกที่มีราคาแพงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมากสำหรับสายการบิน เนื่องจากอุปทานจำกัดเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของต้นทุนที่สูงกว่าเชื้อเพลิงแบบเดิมถึง 2-5 เท่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาตั๋วเครื่องบินอย่างมากหากจะใช้ SAF 100% ทำให้อุตสาหกรรมการบินอาจจะเลือกสัดส่วนการเติมแค่เพียง 10% ทำให้ราคาตั๋วจะสูงขึ้น 3-12% ซึ่งน่าจะเป็นระดับที่ผู้โดยสารยอมรับได้
สายการบินทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มการใช้ SAF
อุตสาหกรรมการบินโลกนั้นมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยองค์การการบินพลเรือบระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) ซึ่งเป็นหน่วยงานชำนาญพิเศษของสหประชาชาชาติ มีสมาชิกกว่า 190 ประเทศ ในการออกกฎระเบียบและมาตรฐานข้อปฏิบัติด้านการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนที่จะมุ่งสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (net-zero carbon emissions) สำหรับเส้นทางการบินระหว่างประเทศภายในปี 2050 (หรือ พ.ศ. 2593)
ในปี 2023 ICAO ประกาศว่าอนุญาตให้สายการบินสามารถใช้ SAF หรือ Lower Carbon Aviation Fuel เพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเที่ยวบินตามข้อกำหนดของ CORSIA (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation) ซึ่งเป็นแผนการลดและชดเชยการปล่อยคาร์บอนสำหรับธุรกิจการบินได้
กำลังการผลิต SAF ทั่วโลก มีแนวโน้มเน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่สูงขึ้นจากสายการบินต่าง ๆ ที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของรัฐบาลและทิศทางของสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจสายการบินทั่วโลก ที่มีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ในปี 2050
นอกจากนี้บางสายการบินที่ได้รับการช่วยเหลือโดยรัฐบาลก็มีข้อผูกมัดอย่างชัดเจนกับข้อกำหนดในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งเพิ่มความจำเป็นสำหรับ SAF เเม้อุปสงค์ของผู้โดยสารอาจจะได้ผลกระทบก็ตาม
SAF เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อความยั่งยืน
แนวการลงทุนในเทรนด์การผลิตและการบริโภค SAF เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อความยั่งยืนเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ชีวภาพและหมุนเวียนอื่น ๆ เนื่องจากกำไรของธุรกิจอาจจะส่งผลบวกต่อกำไรรวมในช่วงต้นๆ ไม่สูงนัก โดยหุ้นไทยอาจจะยังมีตัวเลือกไม่มาก เมื่อเทียบกับต่างประเทศ หุ้นไทยที่น่าจะได้ประโยชน์ คือ BCP ขณะที่ GGC ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาและรอความชัดเจนของนโยบายพลังงาน
BCP เป็นผู้ผลิตน้ำมันสำเร็จรูปที่มีความโดดเด่นมากที่สุดในการลงทุนใน SAF ซึ่งนับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของบริษัทในการลงทุนเพื่อความยั่งยืน และเป็นการสนับสนุนธุรกิจการตลาดน้ำมันอากาศยานในประเทศด้วยผ่านบริษัทย่อยคือ บริษัท BSGF ที่จะเริ่มดำเนินธุรกิจด้วยการก่อสร้างหน่วยผลิต SAF จากน้ำมันใช้แล้วจากการทำอาหาร (Used Cooking Oil) และ PFAD หรือ ส่วนที่เหลือจากกระบวนการกลั่นของผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มดิบของ BBGI ภายในบริเวณโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการได้ช่วงกลางปี 2025 ด้วยกำลังการผลิตเริ่มต้น 1 ล้านลิตร/วัน
เงินลงทุนใน SAF ที่ 8.10 พันล้านบาท คิดเป็น 5-7% ของงบประมาณลงทุนของ BCP ในช่วงช่วงปี 2024-2030 เราคาดว่ากำไรจากธุรกิจ SAF น่าจะมากกว่า 1.5 พันล้านบาท/ปี ที่การใช้กำลังการผลิต 100%
โดยบริษัทได้รับความร่วมมือในด้านวัตถุดิบจากผู้ประกอบการไทยหลายราย เพื่อสร้างเสถียรภาพของอุปทานของวัตถุดิบในระยะยาว ขณะที่มีการทำสัญญาระยะยาวกับผู้ใช้ SAF ทั้งผู้ค้าน้ำมันและสายการบินต่าง ๆ ในเอเชีย
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ ความผันผวนของวัตถุดิบทั้งปริมาณและราคา โดยเฉพาะน้ำมันพืชใช้แล้ว การบริหารการผลิต SAF ในช่วงต้น เนื่องจากเป็นธุรกิจใหม่ ผลตอบแทนจากการลงทุนอาจจะไม่เป็นไปตามที่คาด
4. Data Center เกาะกระแสการใช้งานข้อมูลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Data Center ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับควานสนใจในประเทศไทยเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากมีแนวโน้มของการเติบโตกว่า 23% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และยังมีการคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตนั้นจะเร่งตัวขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่เป็นในในทิศทางเดียวกับตลาดโลก
โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักๆ นั้นมาจากการใช้งานข้อมูลของผู้บริโกค ทั้งการเก็บข้อมูลส่วนตัว เช่น รูปภาพ การใช้งาน Social Media, Video/Music Streaming และอื่น ๆ รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artficial Intelligence: AI) โดยเฉพาะ Generative AI อีกทั้งนักพัฒนา Software ยังหันมาพัฒนา Application บน Cloud Platform ที่มากขึ้นด้วย
ประเทศไทยเองนั้นยังถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศนอกเหนือจาก มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการที่ผู้ให้บริการ Data Center ในสิงคโปร์เริ่มมองหาประเทศใกล้เคียงเพื่อขยายศูนย์เนื่องด้วยพื้นที่ของสิงคโปร์ที่มีจำกัดยากต่อการตั้ง Data Center ขนาดใหญ่
โดยประเทศไทยเองถือว่ามีจุดแข็งด้านความเร็วในการ Download ข้อมูลสำหรับอินเทอร์เน็ตไร้สายแบบคงที่ (Fixed Broadband) ที่สูงเป็นอันดับ 8 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์
ทำให้เราเริ่มเห็นผู้ประกอบการรายใหญ่มีการประกาศแผนลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เช่น Google ได้มีการประกาศเข้าลงทุนธุรกิจนี้ในประเทศไทยด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในอีก 5 ปีข้างหน้า
และก่อนหน้านี้ทาง AWS ได้มีการประกาศการลงทุนในประเทศไทยเช่นกันด้วยเม็ดเงินกว่า 5 พ้นล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2037 นอกเหนือจากนี้ ทาง Singtel ได้มีการร่วมมือกับ GULF-AIS ในการเข้ามาลงทุน Data Center ด้วยเช่นกัน
การเข้ามาของผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจนี้จะเป็นปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในหลาย ๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรงไฟฟ้า (บนประเด็นความต้องการไฟฟ้าที่สูงขึ้น) นิคมอุตสาหกรรม (บนโอกาสในการที่จะขายที่ดินได้มากขึ้น) ผู้ให้บริการสร้างและออกแบบ Data Center และอื่น ๆ
กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอาจจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้
ด้วยทิศทางการเติบโตของ Data Center ในประเทศไทยที่คาดว่าจะขยายตัวเป็นอัตราเร่งมากขึ้นในปี 2024-2025 กลุ่มที่คาดว่าจะได้ประโยชน์กลุ่มหนึ่ง คือ นิคมอุตสาหกรรม จากการเข้ามาใช้พื้นที่ในนิคมฯ เพื่อได้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีเพิ่มขึ้นจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนปัจจุบัน ที่ยกเว้นภาษีนำเข้าอุปกรณ์ที่จำเป็นและยกเว้นภาษีนิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี รวมทั้งยกเว้น VAT จากเดิม 7% สำหรับผู้ให้บริการ Data Center และ Cloud Service ที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไข
เรามองว่าหากภาครัฐมีการส่งเสริมและอุดหนุนโยบายอื่นเพิ่มขึ้นจะสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้เพิ่มขึ้น และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยมาสู่อันดันต้นๆ ของภูมิกาค ในปี 2024 เราเริ่มเห็นการจัดตั้ง Data Center ขนาดใหญ่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เช่น Google ซึ่งใช้พื้นที่ประมาณ 400 ไร่
และการทำ Colocation จากประเทศสิงคโปรในพื้นที่ประมาณ 50-70 ไร่ และคาดว่าจะเห็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นในปี 2025
นอกเหนือไปจากนี้ BOI รายงานตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในรอบ 9M24 พบว่าอุตสาหกรรมเกิดใหม่เติบโตได้โดดเด่น โดยเฉพาะกลุ่มดิจิทัล ซึ่งมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 9.4 หมื่นล้านบาท เติบโต 2334% YoY และยังมีแนวโน้มที่เติบโตต่อเนื่อง
Data Center ตัวเร่งความต้องการใช้ไฟฟ้า
การเติบโตของการลงทุน Data Center ระดับไฮเปอร์สเกล (ศูนย์ข้อมูลที่อาศัยพลังการประมวลผลอย่างมหาศาศาล) กำลังเป็นผู้ขับเคลื่อนการใช้ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะไฟฟ้าที่มาจาก Renewable Energy และยิ่งมีการขยายการใช้งาน AI, และ Cloud Computing แล้ว ยิ่งมีอัตราใช้ไฟเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากที่ต้องมีการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง และอัตราการใช้ไฟฟ้าสำหรับ Data Center ที่มีการใช้ GPU มากขึ้น จะใช้ไฟฟ้ามากกว่า Data Center ในอดีตที่เป็นลักษณะ CPU ถึง 10 เท่า
รวมถึง AI Search จะใช้พลังงานมากกว่า Google Search ธรรมดาประมาณ 10 เท่า ขณะที่คาดการณ์ว่า 20% ของ Data Center ทั้งหมดจะเป็น AI Data Center ภายในปี 2028 รวมถึง Data Center จะใช้ไฟฟ้าประมาณ 10% ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกภายในปี 2030
ประเทศไทยถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกสนใจมาลงทุน เมื่องจากเรามีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ยังมีเหลือค่อนข้างมาก
โดยในปี 2024 นั้นประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าในช่วงกลางวันอยู่ที่ 48,899 MW ขณะที่กำลังการผลิตไฟฟ้าในช่วงเวลากลางคืนอยู่ที่ 47,479 MW เทียบกับการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่เพียง 36,104 MW หรือคิดเป็น Reserve Margin อยู่กว่า 24% ซึ่งเพียงพอรองรับปริมาณความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างมาก โดยแผน PDP2024 พบว่าแผนการเพิ่มพลังงานทดแทนจะเพิ่มขึ้นขึ้นเฉลี่ย 11% CAGR ในช่วง 2023-30
ดังนั้นเรามีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าในประเทศไทยที่จะมีการพัฒนาโรงไฟฟ้าสะอาดมากขึ้น ประกอบกับปริมาณความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นมากในอนาคต ซึ่งบริษัทในกลุ่มโรจไฟฟ้าในประเทศไทยต่างก็มีเป้าหมายที่จะลงทุนเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น โดยสรปแล้วจะส่งผลบวกต่อผลประกอบการในระยะกลางถึงยาวของบริษัทในกลุ่มโรงไฟฟ้าจากประเด็นการเพิ่มขึ้นของ Data Center ที่เข้ามาในประเทศไทยให้มีรายได้ที่ค่อนข้างมั่นคง
5. Pharmaceutical ตลาดยารักษามะเร็ง: การเติบโตที่มาพร้อมความหวังและความท้าทาย
ตลาดยารักษามะเร็งทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 218 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2023 และคาดว่าจะเติบโตถึง 320 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2030 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 8.9% การเติบโตนี้มาจากหลายปัจจัย ทั้งจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น การพัฒนาของเทคโนโลยี และการเข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะเอเชียแปซิฟิก ทั้งจีนและอินเดียกำลังกลายเป็นตลาดที่น่าจับตามอง ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาระบบสาธารณสุข และจำนวนประชากรขนาดใหญ่
แต่ตลาดยารักษามะเร็งก็ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ราคายาที่สูงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงการรักษา โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนั้นในตลาดที่มีมูลค่าสูง การแข่งขันย่อมเข้มข้น บริษัทยาขนาดใหญ่ทั่วโลกต่างทุ่มงบประมาณมหาศาลในการวิจัยและพัฒนา ขณะที่บริษัทเทคโนโนโลยีชีวภาพรายเล็กก็พยายามสร้างนวัตกรรมเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด การแข่งขันนี้นำมาซึ่งการพัฒนาที่รวดเร็วของวิธีการรักษาใหม่ ๆ
ปัญญาประดิษฐ์กําลังปฏิวัติกระบวนการค้นพบยาใหม่
จากรายงานของ McKinsey พบว่าปัญญาประดิษฐ์กำลังปฏิวัติกระบวนการค้นพบยาใหม่ ด้วยความสามารถในการประมวลผลข้อมูลขนาดมหาศาล AI สามารถ
1) วิเคราะห์โมเลกุลนับล้านเพื่อหาตัวยาที่มีศักยภาพและแม่นยำ
2) ทำนายปฏิกิริยาระหว่างยากับเป้าหมายในร่างกาย รวมถึงการตอบสนองต่อร่างกาย และ
3) ลดระยะเวลาและต้นทุนในการพัฒนายา
ทั้งนี้ AI ช่วยลดเวลาในการค้นพบยาใหม่จาก 5-6 ปี เหลือเพียง 1-2 ปี นอกจากนั้น InnovestX เห็นผู้ผลิตยารายใหญ่อย่าง Pfizer ไปร่วมมือกับ Amazon Web Services ในการคิดค้นยาตัวใหม่ด้วยการใช้ AI นับว่าเป็นสัญญาณที่จะได้เห็นการลงทุนใน AI เพื่อไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้การเติบโตเร่งตัวขึ้นและเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับการเติบโตในอดีต
ในภาพรวมมี 7 บริษัทยาที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดยารักษาโรคมะเร็ง หากพิจารณาถึงการออกยาที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งพบว่า บริษัทยาหลายแห่งมีการวางแผนที่จะเปิดตัวยารักษาโรคมะเร็งในช่วงปี 2025-2027 ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นและความสามารถในการเข้าถึงระบบประกันที่มากขึ้น
ผู้ผลิตยาและโรงพยาบาลจะได้ประโยชน์จากเทรนด์นี้
InnovestX มองว่าตัวยารักษาโรคมะเร็ง จะมีแนวโน้มได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงปี 2024-2030 ทำให้บริษัทที่กำลังวิจัยและพัฒนายารักษาโรคมะเร็งอย่าง Merck, Roche Holding, GSK, Pfizer, Novartis มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีขึ้น และจะส่งผลกับแนวโน้มราคาหุ้น
สำหรับในส่วนของประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญกับการรักษาโรคมะเร็ง ที่มีความต้องการรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นสาเหตุหลักของการตาย สะท้อนจากแนวโน้มของโรงพยาบาลเอกชนที่มีการเปิดโรงพยาบาลหรือศูนย์เพื่อรักษาโรคมะเร็งโดยเฉพาะ นอกเหนือไปจากการมีแผนกเฉพาะทางในโรงพยาบาล เช่น BDMS BCH CHG RJH รายละเอียดดังนี้
- BDMS เปิดโรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพระยอง (ก.พ. 2023) อาคารศูนย์มะเร็งที่โรงพยาบาลกรุงเทพ สิริโรจน์ (ก.ย. 2024) และอาคารศูนย์มะเร็งที่โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงใหม่ (ปี 2027)
- BCH เปิดศูนย์มะเร็งรังสีรักษา เกษมราษฎร์อารี (ก.ย. 2024)
- CHG เปิด จุฬารัตน์ เมดิคอล เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นศูนย์มะเร็งและรังสีรักษาครบวงจร (มิ.ย. 2023) และ
- RJH เปิด โรงพยาบาลรังสีรักษา ราชธานี (ม.ค. 2024)