โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฉลองก้าวใหม่ 52 ปี ร้านอาหาร S&P 82 ปี “ภัทรา ศิลาอ่อน”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 ธ.ค. 2567 เวลา 10.51 น. • เผยแพร่ 18 ธ.ค. 2567 เวลา 04.55 น.
ภัทรา ศิลาอ่อน

งานเลี้ยงส่งท้ายปี S&P ร้านอาหารของนักธุรกิจตระกูลเก่า เชื้อสายผู้ดีอย่าง “ไรวา” และ “ศิลาอ่อน” ปีนี้ดูพิเศษ ไม่ธรรมดา

เพราะ “ภัทรา ศิลาอ่อน” หรือ “ป้าใหญ่” ประธานกรรมการ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ได้จูงมือเพื่อนสนิท “สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม” เจ้าแม่เรือด่วนมาร่วมงานด้วย ในฐานะเพื่อนวัยเด็กตั้งแต่อายุ 12 ขวบ และเป็นเจ้าของ “ท่ามหาราช” คอมมิวนิตี้มอลล์ที่ S&P ใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงริมเจ้าพระยาวันก่อน

“ปีนี้ป้าใหญ่อายุ 82 ปีแล้ว ส่วนป้าติ๋ม (สุภาพรรณ) แค่ 80 เราเพื่อนกันแต่อายุห่างกัน 2 ปี เราสองคนเหมือนกันอย่างคือเป็นคนชอบทำงาน” ผู้ก่อตั้งร้านเกริ่นและเล่าว่า

“จำได้ว่า วันแรกที่เปิดร้านก็ต้องปิดเลย เพราะเกิดเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง ทุกคนต้องกลับบ้านหมด ทำให้วันนั้นขายได้ประมาณ 400 บาท เพราะเปิดวันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 (หัวเราะ)”

ร้านนี้ก่อตั้งจากความชอบกินไอติม โดยพี่น้องตระกูล “ไรวา” ที่ร่วมลงขัน เปิดร้านไอศกรีมเล็ก ๆ เป็นห้องแถวห้องเดียวตรงหัวมุม ในซอยสุขุมวิท 23 หรือซอยประสานมิตร ตั้งชื่อร้านว่า “S&P Ice-Cream Corner”

ตอนนั้นตั้งใจจะขายแค่ไอศกรีม เพราะ “ศาลาโฟร์โมสต์” เป็นเจ้าแห่งไอศกรีม และมาช่วย S&P เปิดร้าน เอาทุกอย่างมาสอน

แต่ความที่เป็นคนชอบกิน มีแค่ไอศกรีมเฉย ๆ คงไม่พอ จึงเริ่มนำอาหารจานเดียว เช่น ราดหน้า ผัดไทย ข้าวผัดอเมริกัน มาขายด้วย

ช่วงนั้น “วิทูร ศิลาอ่อน” ลูกชายคนโต อายุแค่ 5 ขวบ ส่วน “กำธร ศิลาอ่อน” อายุเพียง 3 ขวบเท่านั้น

S&P เปิดร้านมา 4 ปีก็ยังไม่ได้เริ่มขายเบเกอรี่ บังเอิญมีช่างเบเกอรี่คนหนึ่งมาสมัครงาน แล้วน้องสะใภ้ “พันทิพา ไรวา” ซึ่งชอบทำเบเกอรี่และเป็นคนดูแลด้านนี้อยู่แล้วเกิดสนใจ เราเลยเริ่มขายเบเกอรี่จากช่างคนเดียว อยู่บนชั้นสองของห้องแถวที่ร้าน

การทำเบเกอรี่ไม่สามารถขายที่เดียวได้ เพราะทำต่อครั้งเป็นจำนวนมาก มาถึงปี 2523 ซึ่งเข้าสู่ปีที่ 7 ของ S&P จึงเปิดสาขาเพิ่มเพื่อระบายเบเกอรี่ที่สยามสแควร์ เป็นเบเกอรี่ช็อปเล็ก ๆ ที่ทำให้คนเริ่มรู้จัก S&P เยอะขึ้น

รู้จักในวงกว้างมากกว่าร้านเดิมที่ประสานมิตร ยี่ห้อหรือแบรนด์ของเราได้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในยุคนั้น

S&P มีจุดเด่น สร้างความฮือฮาในสมัยนั้น ด้วยการทำเค้กการ์ตูน ตอนนั้นเพื่อนรักอีกคน คือ “ปราไพ ปราสาททองโอสถ” น้องของ “น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ” เธอนำพิมพ์เค้กจากอเมริกามาให้ สมัยนั้นยังไม่มีเรื่องลิขสิทธิ์

เราจึงเริ่มทำเค้กมิกกี้เมาส์ โดนัลด์ดั๊ก และการ์ตูนดัง ๆ เป็นเจ้าแรกของประเทศไทย ปรากฏว่า เด็ก ๆ ชอบมาก วันเกิดก็ต้องมาสั่งเค้กที่ S&P

เค้กการ์ตูนถือเป็น “สิ่งใหม่” ที่ทำให้ S&P มีชื่อเสียงโด่งดังมาถึงปัจจุบัน ที่เราได้ตกแต่งหน้าเค้กเป็นดอกไม้สวยงาม เค้กพวงมาลัย เป็นงานประณีต

จากสยามสแควร์ S&P ก็เปิดสาขาใหม่ที่ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว ซึ่งตอนนั้นไม่มีร้านอะไรเลย มีแต่เราโดด ๆ แล้วเซ็นทรัลลาดพร้าวสมัยนั้น ถือว่าอยู่นอกเมือง คนยังไม่มั่นใจว่าไปเปิดแล้วใครจะซื้อ

กระทั่งผ่านมา 16 ปี วันนี้ S&P มี 16 สาขาแล้ว เป็นร้านอาหารไทย และมีอาหารญี่ปุ่นด้วย เพราะสมัยหนึ่งในเมืองไทยไม่มีอาหารญี่ปุ่น ถ้ามีก็ราคาแพงมากและอยู่ในโรงแรม

ทำให้ S&P เห็นโอกาสทางการตลาดทำอาหารญี่ปุ่นขายด้วย จึงเป็นที่ดึงดูด

“จุดเด่นของเราคือมีทั้งอาหาร ไอศกรีม เบเกอรี่ เครื่องดื่ม และอาหารญี่ปุ่น คงเป็นเพราะเราทำกันเองมาตลอด แม้จะมีมืออาชีพเข้ามา เราก็ยังคงใส่ใจทั้งเรื่องคุณภาพ รสชาติ มีเอกลักษณ์ 4 อย่างที่ทำให้ S&P อยู่ได้ คือ บริการที่เรียบร้อย อาหารที่อร่อย ร้านที่สะอาด และบรรยากาศดี”

จาก 400 บาท สู่บริษัทพันล้าน

จุดเปลี่ยนอีกครั้งของ S&P คือได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อปี 2532 ชื่อบริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) หรือ SNP ดำเนินธุรกิจร้านอาหารและร้านเบเกอรี่ จำหน่ายผลิตภัณฑ์ อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง รวมทั้งส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ บริการจัดส่งอาหารถึงบ้าน และบริการรับจัดเลี้ยงนอกสถานที่

ช่วงโควิดทางร้านไม่ได้รับผลกระทบ เพียงแต่ไม่ได้เปิดให้นั่งรับประทานในร้าน จะใช้วิธีจัดส่งถึงบ้าน

“สมัยก่อน คนไทยไม่ทำร้านอาหาร เพราะต้องให้บริการ ต้องพินอบพิเทา แต่สมัยนี้ทำกันเป็นจำนวนมาก จนถึงมากเกินไป”

ปัจจุบัน S&P มีพาร์ตเนอร์อย่าง “บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล” เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น ซึ่งช่วยดูในเรื่องการบริหารแฟรนไชส์ และขยายธุรกิจอย่างจริงจัง โดย ป้าใหญ่ ภัทรา ยังคงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยทายาทที่ยังคงช่วยกันสานต่อธุรกิจของครอบครัว

จากวันแรกที่ขายได้เพียง 400 บาท และต้องปิดร้าน นับแต่นั้น S&P ไม่เคยปิดร้านอีกเลย แม้ในช่วงโควิด-19 พร้อมบุกเบิกไปยังตลาดต่างประเทศ เป็น “ครัวโลก” ที่คนทั่วโลกยอมรับ

ขณะที่รายได้ดีขึ้น แต่ไม่หวือหวา กำไรยังคงต่อเนื่อง เช่น ปี 2563 มีรายได้รวมอยู่ที่ 5,285 ล้านบาท ปี 2564 อยู่ที่ 4,817 ล้านบาท ปี 2565 อยู่ที่ 5,711 ล้านบาท ปี 2566 อยู่ที่ 6,224 ล้านบาท และปี 2567 อยู่ที่ 4,512 ล้านบาท (สิ้นสุด 30 ก.ย. 2567)

พร้อมกับทำกำไรต่อเนื่องทุกปี ดังนี้ ปี 2563 อยู่ที่ 183 ล้านบาท ปี 2564 อยู่ที่ 340 ล้านบาท ปี 2565 อยู่ที่ 460 ล้านบาท ปี 2566 อยู่ที่ 485 ล้านบาท ปี 2567 อยู่ที่ 300 ล้านบาท (สิ้นสุด 30 ก.ย. 2567) โดยปัจจุบัน มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ 5,507 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 16 ธ.ค. 2567) โดยมีสาขาทั้งในและต่างประเทศกว่า 455 แห่ง

52 ปี S&P รับเทรนด์ยั่งยืน

“มณีสุดา ศิลาอ่อน” ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ.เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เผยว่า S&P ทำเรื่องความยั่งยืนมานานแล้วตั้งแต่ปี 2559 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น มีเป้าหมายที่ชัดเจน ภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ People Planet และ Profit

People คือการดูแลพนักงาน คู่ค้า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนผู้บริโภค และทุกคนในห่วงโซ่อุปทาน ให้ความสำคัญกับเกษตรกรและคนในชุมชน เพื่อพัฒนาเกษตรกรที่ซัพพลายวัตถุดิบให้เรา เพื่อเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

อีกสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ในวันนี้ คือ Planet ซึ่งเป็นโลกเดือดที่เกินกว่าโลกร้อนไปแล้ว ที่ผ่านมา S&P ทำเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก ทั้งปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้เป็น Green Industry ทั้งโรงงาน หน้าร้าน และเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งเป็นวัสดุรักษ์โลกทั้งหมด

พร้อมบริหารจัดการขยะจากเศษอาหาร เศษเบเกอรี่ ให้เป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศ เพราะทรัพยากรโลกมีจำกัด การบริโภคต้องมีสติ

S&P
S&P
S&P
S&P

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ฉลองก้าวใหม่ 52 ปี ร้านอาหาร S&P 82 ปี “ภัทรา ศิลาอ่อน”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...