โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยิ่งทำมาก ยิ่งได้น้อยลง? วิจัยเผย บริษัททำงาน 6 วัน ลด Productivity แถมหมดไฟทั้งองค์กร

Mission To The Moon

เผยแพร่ 05 พ.ย. 2567 เวลา 05.30 น. • Mission To The Moon Media

"จันทร์ถึงเสาร์ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น"
ตารางเวลาที่คุ้นหูสำหรับคนทำงานไทยหลายล้านคน แต่รู้หรือไม่ว่าการทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์อาจไม่ได้ช่วยให้บริษัทได้ผลงานมากขึ้นอย่างที่หลายคนเข้าใจ
.
.
ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังทดลองลดวันทำงานเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์ และมีผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจคือพนักงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ในไทยกลับมีหลายบริษัทที่ยังคงยึดติดกับการทำงาน 6 วัน ด้วยเหตุผลที่ว่า "ยิ่งทำมาก ยิ่งได้มาก" แต่งานวิจัยล่าสุดกลับชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อนี้อาจไม่ถูกต้องอีกต่อไป
.
กฎหมายคุ้มครองแรงงานไทยมุ่งควบคุมเพียงจำนวนชั่วโมงการทำงาน โดยกำหนดให้ทำงานไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่ไม่ได้ระบุจำนวนวันทำงานที่ชัดเจน ทำให้นายจ้างสามารถเลือกกระจายชั่วโมงทำงานเป็น 6 วันได้ ซึ่งหลายบริษัทมองว่าการทำงาน 6 วัน วันละ 8 ชั่วโมง จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วกว่า
.
แต่งานวิจัยที่ผ่านมากลับชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อนี้กำลังสร้างความเสียหายให้กับทั้งองค์กรและพนักงาน
.
.
งานวิจัยเผย: ยิ่งทำมาก ไม่ได้หมายถึงยิ่งได้มาก
.
ผลการศึกษาจาก Institute of Labor Economics ที่ศึกษาพนักงานคอลเซ็นเตอร์ในเนเธอร์แลนด์ จำนวน 332 คน เก็บข้อมูลระหว่างกลางปี 2008 ถึงต้นปี 2010 เพื่อวัดประสิทธิภาพจากเวลาเฉลี่ยในการรับสายต่อครั้ง (Average Handling Time)
.
ซึ่งจากการวิจัยในครั้งนั้นก็ทำให้พบข้อมูลที่น่าตกใจ คือการเพิ่มชั่วโมงทำงาน 1% กลับทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเพียง 0.9% เท่านั้น ตัวเลขนี้อาจดูไม่แตกต่างกันมาก แต่เมื่อคิดเป็นชั่วโมงการทำงานทั้งปี นั่นหมายความว่าองค์กรกำลังสูญเสียประสิทธิภาพการทำงานไปอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในกลุ่มพนักงานที่มีอายุงานน้อยกว่า 1 ปี ที่ผลกระทบยิ่งชัดเจน
.
ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า “การทำงานหนักเกินไปส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพนักงานใหม่” องค์กรควรจัดการเวลาทำงานให้เหมาะสม เพื่อรักษาทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพการทำงาน ซึ่งงานวิจัยนี้ก็เหมาะสำหรับใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดนโยบายเวลาทำงานสำหรับงานบริการที่ต้องใช้ทักษะระดับกลางอีกด้วย
.
.
ทำไมการทำงาน 6 วันถึงไม่ใช่คำตอบที่ดีอีกต่อไป?
.
นักวิจัยวิเคราะห์และพบว่า ระบบการทำงาน 6 วันกำลังสร้างปัญหาให้กับทั้งองค์กรและพนักงาน โดยเฉพาะเรื่องความเหนื่อยล้าสะสม ร่างกายและสมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำงานหนักติดต่อกันยาวนาน การที่ต้องตื่นเช้าไปทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ ทำให้พนักงานไม่มีเวลาพักผ่อนที่เพียงพอ เกิดความเครียดสะสมจากการเดินทาง คุณภาพการนอนแย่ลง และเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟ (Burnout) ในระยะยาว
.
ที่น่าตกใจคือ งานวิจัยพบว่าในวันทำงานที่ 6 พนักงานจะมีสมาธิในการทำงานลดลงถึง 20% การตัดสินใจช้าลงและผิดพลาดมากขึ้น ใช้เวลานานขึ้นในการทำงานชิ้นเดียวกัน และความคิดสร้างสรรค์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม
.
ผลกระทบไม่ได้จบแค่ตัวพนักงาน แต่ยังกระทบองค์กรในระยะยาว เราเริ่มเห็นอัตราการลาออกที่สูงขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ Work-life Balance ต้นทุนการจ้างงานเพิ่มขึ้นจากการจ่ายค่าล่วงเวลา ภาพลักษณ์องค์กรในสายตาคนรุ่นใหม่แย่ลง และที่สำคัญคือความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
.
นอกจากนี้ การทำงาน 6 วันยังสร้างปัญหาที่มองไม่เห็นอีกมากมาย เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานที่แย่ลงเพราะทุกคนเหนื่อยล้าเกินกว่าจะมีพลังเชื่อมต่อกัน บรรยากาศการทำงานที่ตึงเครียดเพราะทุกคนพยายามเร่งงานให้เสร็จเพื่อจะได้กลับบ้านเร็ว หรือแม้แต่การสูญเสียโอกาสทางธุรกิจเพราะพนักงานไม่มีเวลาและพลังที่จะคิดนวัตกรรมหรือโซลูชั่นใหม่ๆ ให้กับองค์กร สิ่งเหล่านี้อาจไม่สามารถวัดเป็นตัวเลขได้ชัดเจน แต่กำลังกัดกินความสามารถในการแข่งขันขององค์กรอย่างช้าๆ
.
.
แล้วทางออกที่ดีกว่าคืออะไร?
.
จากกรณีศึกษาของบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จในการปรับระบบการทำงาน ทางเลือกแรกที่น่าสนใจคือการลดวันทำงานเหลือ 5 วัน ซึ่งช่วยให้พนักงานมีเวลาพักผ่อนเพียงพอ ลดความเหนื่อยล้าสะสม และส่งผลให้ประสิทธิภาพในวันทำงานสูงขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มองหาองค์กรที่ใส่ใจคุณภาพชีวิตของพนักงาน
.
อีกทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยมคือการปรับใช้ระบบเวลาทำงานแบบยืดหยุ่น (Flexible Hours) ให้พนักงานสามารถเลือกเวลาเข้า-ออกงานได้ ผสมผสานกับการ Work from Home หรือแม้แต่การทำงานเป็นช่วงเวลา (Split Shift) ตามความเหมาะสมของแต่ละแผนก
.
สำหรับองค์กรที่พร้อมจะก้าวไกลกว่านั้น การทดลองระบบ 4 วันทำงาน 3 วันหยุด กำลังเป็นเทรนด์ที่น่าจับตามอง หลายบริษัทที่ทดลองใช้ระบบนี้รายงานว่าประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมไม่ได้ลดลง ในทางกลับกันพนักงานกลับทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะมีเวลาพักผ่อนที่เพียงพอและรู้สึกมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น
.
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานในองค์กรไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน องค์กรจำเป็นต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ทั้งการปรับโครงสร้างการทำงาน การวัดผลงานรูปแบบใหม่ และการเตรียมความพร้อมของพนักงาน หลายบริษัทเลือกที่จะเริ่มจากการทดลองในบางแผนกก่อน เพื่อเก็บข้อมูลและปรับปรุงระบบให้เหมาะสมกับบริบทขององค์กร
.
ในท้ายที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเปิดใจยอมรับว่าโลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลง การยึดติดกับระบบ 6 วันทำงานแบบเดิมๆ อาจทำให้องค์กรสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปในระยะยาว ถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหารต้องกล้าที่จะปรับเปลี่ยน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตของพนักงาน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนขององค์กรในอนาคต
.
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่องค์กรไทยจะเริ่มมองหาทางเลือกใหม่? เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การยึดติดกับระบบเก่าๆ อาจทำให้องค์กรสูญเสียทั้งประสิทธิภาพและบุคลากรที่มีคุณภาพไปในระยะยาว
.
.
อ้างอิง
- Is Working Overtime Good for Business? The Effects of Long Hours on Productivity: Tom Elliott: Teamly - https://bit.ly/48wckjr
- Working Hours and Productivity: Marion Collewet & Jan Sauermann: IZA DP No. 10722 - https://bit.ly/40rOZxm
- Report: Long Work Hours Lead to Burnout, Not Productivity: Kathy Gurchiek, SHRM - https://bit.ly/3YNR31k
.
#การทำงาน
#trend
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...