โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เผชิญหน้า 20 ปี ตากใบและไฟใต้ : ถอดบทเรียนสู่ข้อเสนอการสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง

The101.world

อัพเดต 06 พ.ย. 2567 เวลา 14.43 น. • เผยแพร่ 05 พ.ย. 2567 เวลา 23.14 น. • The 101 World

กระบวนการสันติภาพ

25 ตุลาคม 2547 มีประชาชนทั้งสิ้น 85 คนเสียชีวิตจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมหน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ และจากการขาดอากาศหายใจระหว่างถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี จากเหตุการณ์วันนั้นมาถึงปัจจุบัน ญาติผู้เสียชีวิตและอัยการได้ฟ้องเจ้าหน้าที่ทหาร อดีตเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ รวมทั้งสิ้น 14 คน จาก 2 สำนวนคดี แต่เมื่อผ่านพ้นคืนวันที่ 25 ตุลาคม 2567 ไป คดีตากใบก็ขาดอายุความโดยที่ไม่มีการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และไม่สามารถให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวผู้เสียชีวิตได้ สะท้อนภาพวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดที่ยังคงอยู่ในสังคมไทย

อีกด้านหนึ่ง ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความขัดแย้ง ภายใต้กฎหมายพิเศษ 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกฎอัยการศึก มาเป็นเวลายาวนานถึงราวสองทศวรรษ โดยเหตุการณ์ตากใบกลายเป็นอีกบทพิสูจน์กระบวนการยุติธรรมไทย และเป็นภาพสะท้อนท่าทีของภาครัฐต่อปัญหาชายแดนใต้

กระบวนการสันติภาพจะแก้ปัญหานี้และสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมไทยให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างไร? 101 ชวน ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ศูนย์ทนายความมุสลิม และอดีต สส. ยะลา พรรคพลังประชารัฐ เปิดวงสนทนาเพื่อทำความเข้าใจปัญหาอย่างรอบด้าน มองก้าวต่อไปของเหตุการณ์ตากใบ ถอดบทเรียนการพูดคุยสันติภาพ และข้อเสนอเพื่อสร้างสันติภาพชายแดนใต้อย่างยั่งยืน

หมายเหตุ: ถอดความบางส่วนจากรายการ 101 Public Forum – เผชิญหน้า ‘20 ปีตากใบ’ หาทางออก ‘20 ปีไฟใต้’ ออกอากาศเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567

20 ปีแห่งการเรียกร้องความยุติธรรม

ในช่วงเดือนสุดท้ายก่อนคดีตากใบมีอายุความครบ 20 ปี สังคมตั้งคำถามว่าเหตุใดครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตากใบจึงเพิ่งดำเนินการฟ้องร้องในตอนที่คดีใกล้หมดอายุความ อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ผู้ทำงานกับประชาชนในพื้นที่ ชวนย้อนทำความเข้าใจ 3 คดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ตากใบ และการดำเนินการทางกฎหมายในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

หนึ่ง – คดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพ กรณีที่มีผู้เสียชีวิตหน้า สภ.ตากใบ 7 คนในวันเกิดเหตุ หลังจากมีการไต่สวนชันสูตรพลิกศพแล้ว พนักงานสอบสวนมีความเห็นในทางคดีเสนอพนักงานอัยการว่าไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด จึงทำให้คดีจบ ซึ่งหมายความว่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อปี 2547 จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าในทางพยานหลักฐานว่าใครเป็นคนทำให้ประชาชน 7 คนเสียชีวิต

สอง – คดีที่พนักงานอัยการฟ้องประชาชน 58 คนผู้ถูกอ้างว่าเป็นแกนนำการชุมนุมหน้า สภ.ตากใบ ซึ่งในท้ายที่สุด พนักงานอัยการมีความเห็นถอนฟ้อง ด้วยความเห็นทางคดีตามมาตรา 21 ของ พ.ร.บ. องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ

สาม – คดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพ กรณีที่มีผู้เสียชีวิตหน้าค่ายอิงคยุทธบริหาร 78 คน คดีนี้เริ่มต้นที่ศาล จ.ปัตตานี และถูกโอนคดีไปไต่สวนที่ศาล จ.สงขลา ตามคำสั่งศาลฎีกา และในปี 2552 มีคำสั่งศาลออกมาว่าประชาชนเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ

อาดิลันอธิบายว่า หลังจากศาลมีคำสั่งดังกล่าวแล้ว ศาลต้องส่งสำนวนกลับไปที่อัยการ และอัยการต้องส่งสำนวนกลับไปที่พนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนเพื่อให้เจ้าของสำนวนดำเนินการต่อ ซึ่งในกรณีที่มีผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่หนึ่งกรณี พนักงานสอบสวนจะต้องทำสำนวน 3 สำนวน ได้แก่

หนึ่ง – สำนวนคดีที่ประชาชนเป็นผู้กระทำผิดต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งในกรณีนี้ประชาชนถึงแก่ความตายแล้ว สำนวนคดีอาญานี้จึงถูกระงับไป

สอง – สำนวนคดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพ

สาม – สำนวนคดีที่เจ้าหน้าที่ทำให้ประชาชนเสียชีวิต ซึ่งเป็นสำนวนที่มีปัญหา เพราะหลังจากการไต่สวนชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นและสำนวนนี้ถูกส่งกลับไปถึงพนักงานสอบสวนแล้ว ประชาชนไม่รู้ว่าสำนวนนี้ถูกดำเนินการไปอย่างไรบ้าง

นอกจากคดีที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีคดีแพ่งที่ญาติผู้เสียชีวิตฟ้องหน่วยงานรัฐ เพื่อเรียกค่าเสียหายที่ทำให้ประชาชนถึงแก่ความตาย ซึ่งมีการเจรจาให้จ่ายค่าเสียหายแล้ว

กระทั่งเดือนตุลาคม 2566 ประชาชนยื่นร้องขอให้คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สภ.ตากใบ สภ.หนองจิก สำนักงานอัยการภาค 9 ส.อบต. และตำรวจภูธรภาค 9 มาชี้แจงถึงสถานะคดี ซึ่งในวันนั้น ไม่มีหน่วยงานใดชี้แจงได้ว่าสถานะคดีเป็นอย่างไร สำนวนอยู่ที่ไหน กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานกรรมาธิการกฎหมายฯ ติงว่าการกระทำเช่นนี้เข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำเอกสารส่งกลับมา

ต่อมา ประชาชนได้ทราบในภายหลังว่า ในปี 2552 หลังจากพนักงานสอบสวน สภ.หนองจิกได้รับสำนวนคำสั่งไต่สวนชันสูตรพลิกศพจากสำนักงานอัยการแล้ว พนักงานสอบสวนมีความเห็นทางคดีว่าผู้เสียชีวิต 78 ราย เสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจเอง จึงไม่ได้เป็นผลแห่งความผิดทางอาญา และเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีในปี 2552 ผู้ว่าฯ ปัตตานีเห็นชอบด้วย คดีจึงยุติไปตามกฎหมาย มาตรา 156 ซึ่งอาดิลันชี้ว่า อันที่จริง ผู้ชุมนุม 78 คนเสียชีวิตขณะอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ พนักงานสอบสวนจึงไม่ควรสรุปว่าความตายไม่ได้เกิดจากการกระทำความผิดทางอาญา

หลังจากได้ทราบสถานะคดีแล้ว ในปี 2567 ครอบครัวผู้เสียชีวิตจึงรวมตัวกันดำเนินการฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐผู้เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมหน้า สภ.ตากใบ ซึ่งต่อมา ทีมทนายได้ทราบข้อมูลว่าพนักงานอัยการเพิ่งสั่งฟ้องผู้ต้องหา ขนานกับคดีที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตยื่นฟ้อง โดยใช้เลขคดีอาญา 13/2567 ทำให้เห็นว่าตั้งแต่ปี 2547 ไม่เคยมีการตั้งสำนวนคดีนี้ขึ้นมาเลย เพราะหากมีการตั้งเลขคดีในปี 2547 พนักงานสอบสวนต้องใช้เลขคดีเดิมในการดำเนินคดี

อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ

“ถ้าฝั่งชาวบ้านปล่อยให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการอย่างเดียว ก็ไม่รู้ว่าจะคืบหน้าได้ขนาดไหน จึงตัดสินใจฟ้องในนามของตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องเหนือจินตนาการมากในพื้นที่ความมั่นคง ในพื้นที่ที่กองกำลังมีการสู้รบกัน มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก มีการคุกคามต่างๆ การลุกขึ้นยืนหยัดและใช้กลไกของกระบวนการยุติธรรมในการฟ้องร้องโดยเปิดเผยชื่อตัวเองนั้น ไม่ง่ายเลยทีเดียว” รอมฎอน ปันจอร์ ขยายความ

รอมฎอนเล่าว่า ในช่วงก่อนคดีตากใบหมดอายุความ ในเวทีเสวนาต่างๆ มีข้อเสนอต่อภาครัฐมากมาย เช่น การออกกฎหมายพระราชกำหนดเพื่อขยายอายุความ การเปิดประชุมร่วมสองสภาเพื่ออภิปรายปัญหานี้ แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงคืนวันที่ 25 ตุลาคม ข้อเสนอเหล่านี้ก็ไม่เกิดขึ้นจริง

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์อย่างคดีตากใบขาดอายุความเกิดซ้ำรอย คือข้อเสนอการแก้ประมวลกฎหมายวิธีการพิจารณาความอาญา เรื่องอายุความ มาตรา 95 ที่กำหนดให้คดีอาญามีอายุความมากสุด 20 ปี โดยเสนอว่าบางฐานความผิดไม่ควรมีอายุความ หรืออีกข้อเสนอหนึ่ง คือการนับคดีอายุความเป็นขั้น เช่น เมื่อเข้าสู่การพิจารณาและสรุปสำนวนโดยเจ้าพนักงานสอบสวนแล้ว เมื่อส่งสำนวนให้อัยการก็เริ่มนับอายุความใหม่อีก 20 ปี โดยมีหลักคิดคือเพื่อเร่งรัดการสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบ และเก็บรวบรวมหลักฐานให้เร็วที่สุด

มากไปกว่านั้น มีผู้เสนอสิ่งที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในรัฐสภาไทย คือการไต่สวนสาธารณะ เพื่อเอื้อให้เปิดเผยความจริงและให้ความยุติธรรมกับผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ตากใบหลังคดีขาดอายุความไปแล้ว โดยเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาเป็นเจ้าภาพในการเปิดการไต่สวนสาธารณะ กล่าวคือ เป็นการเปิดเผยความจริงจากทุกมุมของเหตุการณ์ตากใบในที่สาธารณะ เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความจริงเหล่านั้น ซึ่งการไต่สวนสาธารณะเช่นนี้เป็นสิ่งใหม่ที่หากเกิดขึ้นจริงต้องออกแบบในเชิงสถาบันว่าจะดำเนินการอย่างไร และที่สำคัญกว่านั้นคือเจตจำนงและความพร้อมของสังคมไทยที่จะรับฟังประวัติศาสตร์บาดแผลเหล่านี้ในพื้นที่ทางการเมืองแบบเปิด

“มีคนเสนอให้มีการไต่สวนสาธารณะ เพราะเขารู้สึกขาดโอกาส เขามีโอกาสในการที่จะตัดสินพิสูจน์ความจริงต่างๆ ได้แค่นี้ แล้วพอจบไป มันก็จบไปอย่างเคว้งคว้าง แล้วเราจะเยียวยาโอบอุ้มความเจ็บปวดที่ไม่มีอายุความของเขา และทำให้พวกเขาอยู่ร่วมกับสังคมนี้อย่างไร เพราะในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องอยู่ในสังคมที่มีผู้ใหญ่มากมายที่ยังมีหน้ามีตา แล้วก็ยังมีวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด” รอมฎอนกล่าว

รอมฎอน ปันจอร์

กระบวนการสันติภาพชายแดนใต้

รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช ชี้ว่า เหตุการณ์ตากใบสะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดยังคงมีอยู่ในสังคมไทยกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำความผิดต่อชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่ชายแดนใต้ได้ เสมือนมีการปกป้องไม่ให้นำตัวคนผิดมาขึ้นศาล การทำงานเรื่องการสร้างสันติภาพจึงยากลำบากมากขึ้น เพราะความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อกระบวนการยุติธรรมและรัฐบาลไทยสั่นคลอน

อย่างไรก็ตาม รุ่งรวีได้อธิบายถึงความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพในภาคใต้ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปี 2556 โดยสิ่งสำคัญที่กระบวนการสันติภาพทำคือเปลี่ยนพลวัตของความขัดแย้งในภาคใต้ จากความขัดแย้งเดิมที่เป็นการต่อสู้ทางการทหารเป็นหลัก สู่การต่อสู้ในพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้น โดยสิ่งเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ คือเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่มีจำนวนลดลง

ต่อมา ในปี 2565 มีข้อตกลงสำคัญที่เรียกว่าหลักการทั่วไปของกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (General Principles of The Peace Dialouge Process) ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (บีอาร์เอ็น) ซึ่งข้อตกลงนี้มีหลักการสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ 1) การลดความรุนแรงหรือการยุติการเป็นปฏิปักษ์ 2) การปรึกษาหารือสาธารณะ และ 3) การแสวงหาทางออกทางการเมืองร่วมกัน

หลังจากมีข้อตกลงนี้ ก็นำไปสู่การออกแบบแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (Joint Comprehensive Plan towards Peace : JCPP) ซึ่งประกอบด้วย 5 ประเด็นหลักที่มีการวางแผนว่าจะพูดคุยกัน ได้แก่ 1) รูปแบบปกครอง 2) การยอมรับอัตลักษณ์และวัฒนธรรมประชาคมปาตานี 3) สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และกฎหมาย 4) เศรษฐกิจและการพัฒนา และ 5) การศึกษา ซึ่งในสมัยรัฐบาลปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายเริ่มกลับมาคุยเรื่อง JCPP กันมากขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อเดือนตุลาคม 2566 มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กมธ.สันติภาพชายแดนใต้) โดยมีอนุกรรมาธิการ 2 คณะ คือคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการเจรจาสันติภาพและข้อเสนอทางออกทางการเมืองในจังหวัดชายแดนใต้ และคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในปัจจุบัน กรรมาธิการสันติภาพชายแดนใต้กำลังดำเนินการเขียนรายงานข้อเสนอต่อสภาและฝ่ายบริหาร ซึ่งมีเนื้อหาส่วนที่เป็นข้อเสนอเพื่อช่วยปรับปรุงให้กระบวนการสันติภาพขับเคลื่อนได้ดีขึ้น เช่น เจตจำนงทางการเมืองของผู้นำ ซึ่งรุ่งรวีมองว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก

“เราไม่เห็นเจตจำนงทางการเมืองของผู้นำที่ชัดเจนต่อการสนับสนุนและทำให้กระบวนการสันติภาพเป็นแกนกลางของการแก้ปัญหา เจตจำนงเป็นเรื่องหลักที่เราคิดว่าจำเป็นต้องเกิดขึ้นเพื่อไปขับเคลื่อนองคาพยพต่างๆ ของรัฐให้ดำเนินการในเรื่องนี้” รุ่งรวีอธิบาย

อีกทั้งยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับแผนการใช้งบประมาณสำหรับการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งด้วยสันติวิธี การเปลี่ยนตัวชี้วัดจากการลดเหตุความรุนแรงเป็นการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน การสร้างเอกภาพของหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การยอมรับในเชิงอัตลักษณ์ และการให้คนในพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดชะตากรรมของตัวเอง (right to self-determination) เป็นต้น

มากไปกว่านั้น รุ่งรวีย้ำว่าเหตุการณ์ตากใบเป็นประเด็นใหญ่เกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรม จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (transitional justice) ซึ่งมีองค์ประกอบหลักสำคัญ คือ 1) การแสวงหาความจริง 2) การนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ 3) การเยียวยา และ 4) การปฏิรูปสถาบันทางด้านนิติธรรม

“สังคมต้องมีบทสนทนาว่าทำอย่างไรเราทั้งสังคมจะเปลี่ยนผ่านและก้าวข้ามบาดแผลจากความขัดแย้งในอดีตได้ เรื่องของการเยียวยาด้วยตัวเงินก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ต้องมีเรื่องอื่นที่ทำให้คนรู้สึกว่าการเยียวยาจะเกิดขึ้นได้จากอะไรบ้าง เพื่อนๆ พวกเราบางคนทำนิทรรศการตากใบ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมได้รู้จักและเรียนรู้ว่าความผิดพลาดในอดีตคืออะไร ถ้ายอมรับผิดและรู้ว่ามันคือข้อผิดพลาด จึงจะเดินไปข้างหน้าได้โดยไม่กระทำผิดซ้ำอีก” รุ่งรวีกล่าว และเสริมว่าการทำให้คนนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช

สร้างความเชื่อมั่นให้คนในพื้นที่ สร้างความเข้าใจแก่สังคม

ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ เปิดประเด็นด้วยข้อสังเกตว่า ความไม่ยุติธรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองเป็นหรือไม่เป็นเป็นสมาชิกของสังคมการเมืองหนึ่ง โดยไม่ได้เจาะจงเฉพาะสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือเรื่องอัตลักษณ์ของกลุ่มคน ชญานิษฐ์ยกตัวอย่างถึงเหตุการณ์การชุมนุมในช่วงปี 2563-2564 ที่รัฐบาลใช้การสลายการชุมนุมหรือนิติสงครามต่างๆ ซึ่งทำให้พื้นที่ทางการเมืองของประชาชนและเยาวชนที่ออกมาชุมนุมแคบลง จนผู้ชุมนุมรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรม ในช่วงนั้นจึงเกิดกระแสการอยากย้ายประเทศ ซึ่งคล้ายคลึงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชายแดนใต้

นอกจากนี้ ชญานิษฐ์ยังยกตัวอย่างงานสำรวจความคิดเห็นโดยกลุ่ม Projek Sama Sama ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา จำนวน 4,232 คน เกี่ยวกับกรณีตากใบ โดยมีตัวอย่างคำถาม เช่น ทราบหรือไม่ว่าครอบครัวผู้เสียหายและญาติจากเหตุการณ์ตากใบเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ เชื่อมั่นในความเป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรมไทยในกรณีตากใบแค่ไหน เชื่อหรือไม่ว่าการสอบสวนและการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มักสิ้นสุดลงโดยไม่มีการลงโทษ การลอยนวลพ้นผิดของผู้มีอำนาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างไร รัฐควรมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่ปาตานี/ชายแดนใต้หรือไม่ ซึ่งคำตอบส่วนมากของทุกข้อล้วนแสดงถึงความไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม

“ถ้าในรัฐสภาและนิติบัญญัติได้ยินเสียงของประชาชนสักนิด จะเห็นว่าประเด็นนี้สำคัญ เพราะเหตุการณ์ตากใบไม่ได้อยู่ที่ตากใบอย่างเดียว แต่อยู่ในเส้นเรื่องของประวัติศาสตร์บาดแผลด้วย” ชญานิษฐ์กล่าว

ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์

นอกจากความคิดเห็นของประชาชนในงานสำรวจข้างต้น อาดิลันยกตัวอย่างเสียงสะท้อนจากประชาชนในวงเสวนาหนึ่งว่ารัฐบาลไทยมีสองมาตรฐานในการดำเนินการใดๆ กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สามารถติดตามจับตัวผู้กระทำผิดได้หลังศาลออกหมายจับเป็นระยะเวลาร่วมเดือน ในทางกลับกัน ตำรวจไทยกลับสามารถจับตัวผู้กระทำผิดในคดีอื่นๆ ได้ในระยะเวลาอันสั้น ความแตกต่างนี้ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลไม่จริงใจในการดำเนินการเพื่อให้ความเป็นธรรมอย่างแท้จริงกับพวกเขา

ในมุมมองของอาดิลัน ครอบครัวผู้เสียชีวิตเพิ่งมีความกล้าที่จะตัดสินใจฟ้องคดีในปีที่ 19 ของอายุความ เพราะที่ผ่านมาพวกเขาไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยและต้องใช้ชีวิตภายใต้กฎหมายพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ในปัจจุบันก็ยังคงมีกฎหมายนั้นอยู่ แต่บรรยากาศในสังคมทำให้ผู้สูญเสียกล้าตัดสินใจฟ้อง อย่างไรก็ดี เมื่อประชาชนกล้ายืนหยัดเพื่อความยุติธรรม แต่ราชการยังไม่ให้ความเป็นธรรมกับพวกเขาและทำให้ประชาชนรู้สึกว่าโดนกระทำสองมาตรฐาน กรณีนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับนักวิชาการและฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ต้องเรียกความเชื่อมั่นของคนในพื้นที่ต่อกระบวนการยุติธรรมกลับมา

“แม้ปัญหาระหว่างทางก่อนเข้าสู่กระบวนการศาลจะเป็นอุปสรรค แต่พวกเราทุกคนในสังคมต้องมาช่วยกันปรับแต่ง ตรวจสอบ และกำหนดทิศทางที่เหมาะสมให้กับสังคมให้ได้ ไม่อย่างนั้น ถ้าเมื่อไหร่ที่คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้หันหลัง ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม บ้านเมืองเราจะลุกเป็นไฟ นี่คือความน่ากลัวที่เราไม่อยากเจอในจังหวัดชายแดนภาคใต้” อาดิลันกล่าว

ท่ามกลางความเชื่อมั่นอันสั่นคลอนของคนในพื้นที่ ชญานิษฐ์เห็นความหวังในการสร้างสันติภาพชายแดนใต้และความเข้าใจของสังคม จากการชุมนุมปี 2563-2564 ในกรุงเทพฯ ที่มีการปราศรัยเกี่ยวกับประเด็นปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการที่ขบวนการของคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศในช่วงเวลานั้นเจอการถูกกดขี่ปราบปราม การสลายการชุมนุม และนิติสงครามจากรัฐ เป็นประสบการณ์ร่วมกับสิ่งที่คนในชายแดนภาคใต้เจอ ซึ่งชญานิษฐ์มองว่าเหตุการณ์เหล่านี้นำมาสู่ข้อสรุปว่า ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงประเทศ ต้องสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย โดยชญานิษฐ์เล่าถึงเหตุการณ์ที่ ซูกริฟฟี ลาเตะ เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยซูกริฟฟีกล่าวว่า “ผมไม่ได้ปราศรัยให้คุณประยุทธ์ จันทร์โอชาฟัง ผมปราศรัยให้คนไทยทั้งประเทศได้ยินว่าประสบการณ์ที่คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เจอมันคืออะไร มันเป็นอย่างไร”

ชญานิษฐ์เล่าถึงการทำงานของอนุกรรมาธิการสันติภาพชายแดนใต้ ซึ่งไปจัดสัมมนาในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น นครศรีธรรมราช อยุธยา ปัตตานี ยะลา บนฐานคิดว่า การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องฟังเสียงคนทั้งประเทศ ซึ่งในหลายพื้นที่ ประชาชนมีความเข้าใจและมีความรู้สึกร่วมกับคนในจังหวัดชายแดนใต้ แม้จะมีร่องรอยความไม่เข้าใจอยู่บ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อยที่ชญานิษฐ์เจอ

สำหรับประเด็นการทำงานในสภา กรรมาธิการสันติภาพชายแดนใต้ถูกจับตามองจากหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งรุ่งรวีอธิบายว่ากรรมาธิการสันติภาพชายแดนได้เป็นคณะกรรมาธิการแรกที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานเกี่ยวกับกระบวนการสร้างสันติภาพในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงอาจทำให้หน่วยงานความมั่นคงตื่นตระหนก

“บางคนเรียกเราว่ากรรมาธิการโจร บางคนก็บอกว่ากรรมาธิการนี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งสิ่งที่เราทำไม่ได้ลึกลับซับซ้อน มันคือการเปิดพื้นที่ทางการเมือง นำเรื่องที่เป็นปัญหามาคุยกันเพื่อแสวงหาทางออกทางการเมือง ถ้าคุณพยายามจะปิดพื้นที่แบบนี้อีก มันก็ทำให้การต่อสู้ลงใต้ดิน ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต” รุ่งรวีกล่าว

ข้อเสนอต่อภาครัฐ สู่การสร้างสันติภาพชายแดนใต้อย่างยั่งยืน

จากการรับมือวิกฤตศรัทธาต่อกรณีตากใบทำให้เห็นว่ารัฐบาลขาดเจตจำนงทางการเมืองต่อประเด็นนี้ รอมฎอนจึงเสนอว่า ในการสร้างสันติภาพชายแดนใต้อย่างแท้จริง รัฐบาลต้องจริงจังมากขึ้นและต้องเปิดเผยออกมาว่าจะมีทิศทางในการเจรจาสันติภาพอย่างไร และจะดำเนินการอย่างไรกับกฎหมายพิเศษต่างๆ โดยเขาย้ำว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องของประเทศชาติที่ต้องให้ความสำคัญ เป็นเรื่องที่ภาคส่วนต่างๆ ต้องประคับประคองไปด้วยกัน

ด้านรุ่งรวีชี้ว่า ตามหลักวิชาการ รัฐบาลพลเรือนควรเป็นฝ่ายนำในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้มากกว่าการให้ฝ่ายความมั่นคงหรือกองทัพเป็นผู้นำ แต่รัฐบาลพลเรือนชุดปัจจุบันกลับไม่ค่อยแสดงเจตจำนงที่ชัดเจน ต่างจากในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่เปิดการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งหากรัฐบาลปัจจุบันให้ความสำคัญในการสานต่อแนวนโยบายนี้และเดินหน้าต่อไปเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ก็จะเป็นมรดกทางการเมืองของรัฐบาลชุดนี้

นอกจากนี้ ชญานิษฐ์ยังชวนขบคิดว่า สถาบันที่ขับเคลื่อนเรื่องสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีสถานะถาวรในการทำงานทางการเมือง เช่นเดียวกับกรรมาธิการสันติภาพชายแดนใต้ที่มีบทบาทในการเพิ่มพื้นที่ให้ทั้งประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้และสังคมไทยได้มีบทสนทนาเกี่ยวกับประเด็นนี้และสร้างความเข้าใจกันในสังคม แต่กรรมาธิการนี้ก็มีอายุงานจำกัด ชญานิษฐ์จึงเสนอว่า ประเทศไทยควรมีองค์กร หน่วยงาน หรือสถาบันที่ทำงานเรื่องนี้อย่างจริงจังและถาวร เพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืน

ท้ายที่สุด อาดิลันเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายอายุความ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลรับปากว่าต่อจากนี้จะมีการควบคุมหรือกำหนดมาตรการที่เข้มงวดขึ้น เพื่อไม่ให้มีกรณีแบบเหตุการณ์ตากใบเกิดขึ้นอีกในสังคมไทย ด้านรอมฎอนเสริมว่าการส่งสัญญาณทางการเมืองที่อาจเป็นการแสดงเจตจำนงได้มากพอว่า รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือการยกเลิกกฎอัยการศึกในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

“เมื่อฝ่ายรัฐซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนสังคมไทยเรา พูดและแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจน บรรยากาศความเจ็บปวดของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะลดลง” อาดิลันย้ำ ก่อนทิ้งท้ายว่า “การเสริมกระบวนการสันติภาพ พูดคุยแสดงเจตจำนง ตั้งคณะกรรมการในการเจรจา และสร้างบรรยากาศเพื่อหนุนเสริมให้จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่สันติภาพให้ได้ เหล่านี้คือสิ่งที่คนในพื้นที่พอจะรับได้ แม้จะไม่อาจเยียวยาหรือชดเชยได้เทียบเท่ากับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์หรือความผิดของผู้เกี่ยวข้องก็ตาม”

กระบวนการสันติภาพ

กระบวนการสันติภาพ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...