โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รัฐรับอานิสงส์สินค้าเกษตร “ข้าว-มัน-ยาง” ราคาพุ่งติดจรวด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ก.พ. 2567 เวลา 07.21 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. 2567 เวลา 23.22 น.

รัฐบาลเศรษฐารับ “อานิสงส์” สินค้าเกษตรตลาดโลก ทั้งดีมานด์-ราคาปรับขึ้นทุกรายการ ส่งผลราคาข้าวเปลือกหอมมะลิขยับใกล้ราคาประกันตันละ 15,000 บาท ข้าวเปลือกเจ้า-ข้าวเหนียวราคาเพิ่ม 12-32% ราคายางพาราเดือนเดียวพุ่งขึ้นกว่า 20 บาท ทะลุ 73 บาท/กก. ส่วนราคาผลปาล์มปลายฤดูยืนราคาเหนือ 7 บาท/กก. เหตุสต๊อกในประเทศลดฮวบ ชาวไร่มันอีสานมีเฮ ราคาหัวมันสดเฉียด กก.ละ 4 บาท

การฟื้นตัวของราคาสินค้าเกษตรและความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก ส่งผลให้รัฐบาลเศรษฐารับอานิสงส์จนแทบจะต้อง “พับเก็บ” นโยบายการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร เมื่อไล่เรียงดูราคาสินค้าเกษตรสำคัญแต่ละรายการพบว่า ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวเปลือก มันสำปะหลัง ต่างก็มีราคาปรับขึ้นทุกรายการ

ข้าวทุบสถิติ รอบ 5 ปี ราคาส่งออกพุ่ง

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ในปี 2566 ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวได้ 8.76 ล้านตัน หรือสูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2561 เพิ่มขึ้น 13.62% เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมาและยังเป็นการส่งออกข้าวที่ “เกินกว่า” เป้าหมายที่กำหนดไว้ 8 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 178,136 ล้านบาท หรือประมาณ 5,144 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.43% เมื่อเทียบปีที่ผ่านมา หากคิดราคาส่งออกเฉลี่ยของข้าวไทยจะปรับขึ้นจากตันละ 515 เหรียญ เป็น 587 เหรียญ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 50 เหรียญต่อตัน

“กรมร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดการณ์เป้าหมายการส่งออกข้าวในปี 2567 จะส่งออกได้ปริมาณ 7.5 ล้านตัน จากข้อมูลใบอนุญาตส่งออกข้าวของ กรมการค้าต่างประเทศ เดือนมกราคม 2567 มีปริมาณส่งออก 1,122,358 ตัน เพิ่มขึ้น 43.96% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณการขออนุญาตส่งออกข้าวอยู่ที่ 779,654 ตัน โดยปัจจัยสำคัญที่สามารถส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากความต้องการในตลาดโลกสูง การชะลอส่งออกข่าวของอินเดียและปัญหาโลกร้อน ขณะที่ผลผลิตข้าวของไทยที่คาดว่า จะลดลงจากปีก่อน 5.87% นั้นเป็นผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ” นายรณรงค์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีสัญญาณว่า อินโดนีเซียอาจซื้อข้าวน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เพราะมีข้าวค้างสต๊อกจากปี 2566 ค่อนข้างมาก ขณะที่จีนมีการผลิตข้าวมากขึ้นและเริ่มปรับเปลี่ยนจากการเป็นผู้นำเข้าข้าวให้เป็นผู้ผลิตข้าวที่เพียงพอต่อการบริโภคของประชากร และอาจส่งออกข้าวได้ในอนาคต ส่วนประเทศอินเดียอาจจะประกาศยกเลิกการระงับการส่งออกข้าวขาวหลังการเลือกตั้งกลางปี ดังนั้น ไทยจึงต้องเตรียมแผนรับมือด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกข้าว เพื่อส่งเสริมและผลักดันการส่งออกข้าวไทย ตามนโยบาย “รักษาตลาดเดิม เพิ่มตลาดใหม่ ในการส่งออกไปต่างประเทศ” เริ่มด้วยการจัดงานประชุมข้าวนานาชาติ “Thailand Rice Convention (TRC) 2024” ในเดือนพฤษภาคม 2567 จะเปิดให้มีการเจรจาธุรกิจระหว่างกัน

การส่งออกข้าวที่เติบโตมากขึ้นได้ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกขาวหอมมะลิปัจจุบันอยู่ที่ราคา 14,850 บาทต่อตัน เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 9% (13,640 บาทต่อตัน) ซึ่งเป็นระดับราคาที่ใกล้เคียงกับราคาประกันที่ตันละ 15,000 บาท, ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 14,600 บาทต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีราคาอยู่ที่ 12,924 บาทต่อตัน, ข้าวเปลือกปทุมธานี ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 14,450 บาทต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 34% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 10,804 บาทต่อตัน, ข้าวเปลือกเจ้าราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 12,950 บาทต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 9,781 บาทต่อตัน และข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 13,300 บาทต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 11,837 บาทต่อตัน

ราคายางพุ่งติดจรวด

ด้านสถานการณ์ยางแผ่นรมควันในประเทศปรากฏ วันนี้ (2 ก.พ.) ราคายางแผ่นรมควันชั้น 1 ประมูล ณ ตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา อยู่ที่ 72.69 บาท/กก. หรือราคา “ลดลง” จากวันก่อน (1 ก.พ.) ที่ราคา 73.39 บาท/กก. หรือลดลง 7 สตางต์ ขณะที่ราคาน้ำยางสด ณ โรงงาน อยู่ที่ 66.20 บาท/กก. หรือ “เพิ่มขึ้น” จากวันก่อน (1 ก.พ.) ที่ราคา 66 บาท หรือเพิ่มขึ้น 20 สตางค์ ส่วนราคาส่งออก FOB วันนี้อยู่ที่ 78.19 เหรียญ หรือ “ลดลง” จากวันก่อนที่ราคา 78.89 เหรียญ

แม้ภาพรวมราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 จะมีราคาประมูล “ลดลง” เป็นวันแรกก็ตาม แต่ก็ยังสามารถรักษาระดับราคายางที่ทะลุ 70 บาท/กก.มาได้ 1 สัปดาห์ และหากติดตามราคายางแผ่นตั้งแต่ต้นปี 2567 พบว่า ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ได้วิ่งขึ้นมาจากระดับราคาที่ 57.30 บาท (2 มกราคม) มาเป็น 72 บาท/กก. หรือปรับขึ้นมาด้วยเวลาอันรวดเร็วถึง 14 บาท/กก.ทีเดียว

ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (บอร์ด กยท.) กล่าวถึงโอกาสที่ราคายางพาราของไทยจะทะลุขึ้นไปถึง 3 หลักนั้น “มีความเป็นไปได้ เพียงแต่ไทยจะต้องแก้ปัญหาเรื่องยางพาราเถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามาในประเทศให้ได้ก่อน” สถานการณ์ยางจากประเทศเพื่อนบ้านที่ทะลักเข้ามาช่องทาง สังขละบุรี ประมาณ 100,000 กว่าตัน และทางระนองอีกประมาณแสนกว่าตัน มีทั้งยางแผ่นรมควันทุกแบบ ด้วยแรงจูงใจจากราคายางทางฝั่งเพื่อนบ้าน “ถูกกว่าไทย” ประมาณครึ่งต่อครึ่ง หรือจาก 30 กว่าบาท มาขาย 70 บาท/กก.

ดังนั้นรถที่จอดขึ้นยางที่ด่านสังขละบุรี สามารถกำไรต่อเที่ยวไม่ต่ำกว่า 600,000 บาท วันหนึ่งมีรถขึ้นมาขนยางกว่า 30 เที่ยว

“ผมมีแนวคิดว่า ต้องมีมาตรการไม่ให้นำผ่านยางพารา หรือถ้านำผ่านก็ต้องมีการเก็บค่าใช้จ่าย กก.ละ 2 บาท เช่นเดียวกับที่เกษตรกรชาวสวนไทยที่ต้องจ่ายเงิน กองทุนสงเคราะห์ชาวสวนยาง (CESS) เพื่อลดความได้เปรียบกรณีที่ยางเพื่อนบ้านขนส่งผ่านแดนจากข้ามประเทศไทยไปยังมาเลเซีย” ดร.เพิกกล่าว

ส่วนภารกิจของการยางแห่งประเทศไทย ที่จะเร่งกระตุ้นความต้องการใช้ยาง ประกอบไปด้วย 1) การสร้างตลาดยางมาตรฐานเดียวกัน 500 ตลาด ทุกท้องถิ่นทั่วไทย รองรับ EU Deforestation-free Products Regulation (EUDR) 2) บริหารจัดการโรคใบร่วงอย่างจริงจัง 3) เร่งออกโฉนดไม้ยางทุกพื้นที่ทั่วไทย 4) สร้างปัจจัยการผลิตแบรนด์การยางเพื่อลดต้นทุนให้เกษตรกร 5) ผลิตยางล้อแบรนด์การยาง Thai Type 6) สนับสนุนผลิตภัณฑ์ปลายน้ำของสถาบันเกษตรกร เน้นการทำตลาดแบบจริงจัง และ 7) ติดอาวุธทางความรู้และเครื่องมือในการประกอบอาชีพให้เกษตรกรทุกระดับชั้น

ล่าสุด กยท.เตรียมที่จะเสนอให้รัฐบาลให้สนันสนุนผู้ประกอบการยางด้วย ซอฟต์โลน ดอกเบี้ยต่ำ วงเงินเบื้องต้น 30,000 ล้านบาท เพื่อช่วยให้เกิดการดูดซับผลผลิตยางออกสู่ตลาดในลำดับถัดไป

ราคายางเข้าใกล้ 80 บาท

นายกัมปนาท วงศ์ชูวรรณ ที่ปรึกษาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้ตอนล่าง ผู้จัดการกลุ่มเกษตรกรทำสวนธารน้ำทิพย์ สถาบันเกษตรกรแปรรูปยางส่งออกต่างประเทศรายใหญ่ภาคใต้ กล่าวว่า ยางทางภาคใต้เกิดภาวการณ์ขาดแคลนเป็นจำนวนมาก ทั้งฝนตกน้ำท่วม ยางเกิดโรคใบร่วงและกำลังเข้าฤดูกาลยางผลัดใบ จึงส่งผลไม่ได้กรีดยางกันอย่างเต็มที่ บวกกับปริมาณน้ำยางสดปริมาณผลผลิตน้อยมาก ส่งผลกระทบต่อโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปยาง น้ำยางสด น้ำข้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต หลายแห่งส่อเค้าจะปิดตัวลงชั่วคราว และอีกส่วนหนึ่งต้องเร่งหาซื้อยางเข้าสู่โรงงาน ส่งผลให้ราคาน้ำยางปรับตัวขึ้น “และยังมีการชี้นำราคาด้วย”

ดังนั้น ทิศทางยางในปี 2567 ราคามีแนวโน้ม “จะดีอยู่ในระยะหนึ่งและอาจจะปรับตัวขึ้นอีก” จากปัจจัย 1) ยางขาดแคลน 2) โรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปยางเป็นผลิตภัณฑ์ขาดแคลน 3) ยางมีความต้องการเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวเติบโตของกลุ่มรถยนต์ EV และ 4) ราคายางในตลาดฟิวเจอร์มาร์เก็ต จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เป็นตัวแปรที่สำคัญด้วย

ด้านนายเรืองยศ เพ็งสกุล ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนแปรรูปยาง ประธานกลุ่มวิสาหกิจคนกรีดยางรายย่อยถ้ำพรรณรา กล่าวว่า ภาวะยางไทยมีแนวโน้มราคาจะปรับตัวสูงขึ้นตลอดปี 2567 และมีแนวโน้มราคายางแผ่นรมควันจะไต่ขึ้นไป 80 บาท/กก. และน้ำยางสดจะไต่ขึ้นไปที่ 70 บาท/กก. โดยราคาน้ำยางสดอยู่ที่ 66 บาท/กก. เทียบกับช่วงต้นเดือนมกราคม มีราคาอยู่ที่ 55 บาท/กก. หรือขึ้นมาถึง 10 บาท/กก. ส่วนปัจจัยที่ราคายางปรับตัวสูงขึ้นต่อไปนั้น ประกอบไปด้วย 1) การบริหารจัดการนโยบายยางของรัฐบาล ที่มีมาตรการเข้มข้นการตรวจสอบและจับกุมยางเถื่อนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

2) ภาวะแล้งและยางเกิดโรคระบาดใบร่วงไปทั่วภาคใต้ 3) มีการโค่นยางพาราหันไปปลูกปาล์มน้ำมันและทุเรียน และ 5) ภาคใต้ตอนล่างโซนอ่าวไทยเกิดฝนตกต่อเนื่อง ไม่สามารกรีดยางได้เต็มที่ ส่งผลให้น้ำยางสดได้หายไปจากตลาดถึง 60-70%

ดังนั้นกลุ่มค้ายางเมื่อถึงเวลาส่งมอบยางให้กับกลุ่มผู้ซื้อต่างประเทศ แต่ผิดความคาดหมายคือ ยางไม่เหลือสต๊อก เพราะยางเกิดการขาดแคลนจากหลายปัจจัยข้างต้นจนไม่มียางที่จะส่งมอบตามสัญญา จึงต้องมีการหายางและเร่งซื้อจนเกิดการแข่งขันกันซื้อยางกันขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้ราคายาง รัฐบาลปัจจุบันต่างกับรัฐบาลก่อนมากกว่า 20 บาท/กก. “ราคายางอนาคตปี 2568 รัฐบาลจะต้องตรึงราคาไว้ให้ได้ โดยออกมาตรการ 1 ถึง 2 โครงการเพื่อตรึงและกระตุ้นราคายาง โดยดึงยางออกจากระบบตลาด”

ทางด้านนายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (คยปท.) มีความเห็นสอดคล้องกับ นายจรงค์ เกื้อคลัง เจ้าของสวนยางพาราและสวนเกษตรพอเพียง อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้านหนองปด ต.แม่ขรี อ.ตะโหมด จ.พัทลุง ที่ว่า ตอนนี้ในภาคใต้หลายพื้นที่จังหวัด สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไป ฝนตกมากกว่าแล้ง บางพื้นที่เรียกว่า ฝน 8 แล้ง 4 จากฝน 4 แล้ง 8 จนไม่สามารถกรีดยางได้เต็มที่ แม้ยางราคาดีแต่ว่าไม่ได้กรีดเพราะฝนตก

ส่วนนายสมพงศ์ ราชสุวรรณ เจ้าของสวนยาง-ประธานกรรมการกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง สกย.นาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา และสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ผลผลิตยางขณะนี้ขาดหายไปประมาณ 2/3 โดยจากน้ำยางสด 100 กก. จะเหลือประมาณ 30 กก. และจะเป็นยางแห้งเหลือประมาณกว่า 10 กก. ปัจจัยที่ยางเกิดการขาดแคลนก็คือ ยางประสบกับโรคใบร่วง-ฝนตก และขณะนี้เข้าสู่ฤดูกาลยางผลัดใบ

ตะวันออกหยุดกรีด

แหล่งข่าวเกษตรกรสวนยางพารารายใหญ่ จ.ตราด กล่าวว่า มีแนวโน้มราคายางจะพุ่งขึ้นไปอีก ตอนนี้เก็บสต๊อกไว้ก่อนระยะเวลาสั้น ๆ จากปกติขายน้ำยางสดให้กับโรงงาน จ.ระยอง รับซื้อไปทำยางแผ่นรมควัน โดยสะสมไว้ให้จำนวนมากพอจึงจะขนส่งไปขาย

“ปัจจุบันราคายางพาราแผ่นรมควันชั้น 3 ขึ้นไป กก.ละ 72-73 บาท เป็นราคาที่เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ถึง กก.ละ 10 บาท ซึ่งมีผลต่อราคายางทุกชนิดขึ้นเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งยางก้อนถ้วย น้ำยางพาราดิบ ซึ่งราคาน้ำยางดิบที่มีเนื้อยาง 60% จะเพิ่มจาก กก.ละ 40-50 บาท เป็น 66 บาท เป็นราคาที่สูง คาดว่าราคายางน่าจะสูงขึ้น เนื่องจากเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมเป็นฤดูที่ยางผลัดใบและแตกใบอ่อนต้องหยุดพักต้น ซึ่งปีนี้มาเร็วตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ เกษตรกรจะหยุดกรีดรอให้ผลิใบใหม่ หรือถ้ากรีดยางในช่วงนี้ปริมาณจะลดลงกว่า 50%”

ทางด้านนายจักรพงษ์ วังบอน เกษตรกรชาวสวนยางขนาดเล็ก กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม เป็นช่วงที่ยางพาราผลัดใบและเริ่มแตกใบอ่อน ส่วนใหญ่เกษตรกรจะหยุดกรีด หรือกรีดวันเว้นวัน หรือ “2 วันหยุด 1 วัน” ให้ต้นได้พัก ต้องบำรุงต้น บำรุงใบ น้ำยางจะลดลงประมาณ 50-60% ปกติจะขายเป็นยางก้อนถ้วย ได้ราคาเพิ่มขึ้นจาก 20-25 บาท เป็น 30 บาท/กก. แม้ราคาจะสูงขึ้นแต่ปริมาณลดลงมาก และไม่แน่ใจว่าราคาทรงตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลง

นายเกรียงไกร เทพินทร์อารักษ์ ประธานกลุ่มสหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด กล่าวว่า ขณะที่ปริมาณยางพาราในไทยและทั่วโลกมีปัญหาผลผลิตลดลงและโรงงานอุตสาหกรรมต้องการวัตถุดิบต่างกัน เช่น ยางก้อนถ้วย น้ำยางสด น้ำยางข้น ขี้ยาง และยางแผ่น ดังนั้นสหกรณ์จะรับจ้างผลิตน้ำยางสดเป็นยางแผ่นรมควัน โดยหักค่าบริการ กก.ละ 4.50 บาท เกษตรกรจะมีรายได้จากการขายยางแผ่นรมควันตามราคาตลาด ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าชนิดอื่นที่ขึ้นไปถึง กก.ละ 73 บาท

“โรงงงานอุตสาหกรรมมีสต๊อกยางอยู่จะมีผลบ้างในช่วงที่ราคาสูงขึ้น เพราะตามปกติการซื้อ-ขายจะทำล่วงหน้า 6 เดือน ตอนทำสัญญาอาจจะราคาอยู่ที่ 50 บาท เมื่อครบกำหนดส่งมอบ ราคาซื้อ-ขายวันนี้สูงถึง 70-71 บาท ต้นทุนจะสูงขึ้น ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการ จะซื้อตุนไว้เพื่อกันราคาจะสูงขึ้นไปอีก หรืออาจไม่ซื้อหากคิดว่าราคาจะลงอีก” นายเกรียงไกรกล่าว

ปาล์มปลายฤดูราคาพุ่ง 7 บาท/กก.

ขณะที่สถานการณ์ราคาผลปาล์มน้ำมันที่เปิดราคามาตั้งแต่ต้นปีปรับขึ้นไปเฉลี่ยอยู่ที่ 6.50 บาท/กก. หรือเพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 5.03 บาท/กก. และเคยสูงสุดถึง 7.20-7.30 บาท/กก.นั้น นายพันศักดิ์ จิตรรัตน์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า สถานการณ์ราคาปาล์มปัจจุบันราคาอยู่ที่ 6.80 บาทต่อกิโลกรัม ปรับลดลงจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งราคาสูงสุดอยู่ที่ 7.20 บาทต่อกิโลกรัม หลังจากราคาปาล์มน้ำมันของมาเลเซียลดลง 200 ริงกิต/ตัน จากสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาอยู่ที่ 4,500 ริงกิต/ตัน และมีโอกาสจะลดลงถึง 3,000 ริงกิต/ตันด้วย

มาเลเซียถือว่าเป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน และมีการส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดเฉลี่ยอยู่ 30-32 บาท/กก.

“หากราคาปาล์มน้ำมันของมาเลเซียมีแนวโน้มลดลงอีกก็จะเป็นแรงกดดันให้สถานการณ์ราคาปาล์มในตลาดโลกปรับลดลง รวมถึงราคาปาล์มน้ำมันของไทยด้วย ประกอบกับตอนนี้ผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศเริ่มทยอยออกสู่ตลาด เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 1-1.2 ล้านตันปาล์มทะลาย และจะออกมากสุดในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน เฉลี่ยประมาณ 1.8-2.0 ล้านตัน”

ด้านสต๊อกน้ำมันปาล์มในประเทศขณะนี้คงเหลือประมาณ 200,000 ตัน หรือ “ต่ำกว่า” ปริมาณ Safety Stock ที่กำหนดไว้ 250,000 ตัน/เดือน โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการผลักดันให้มีการส่งออกน้ำมันปาล์มก่อนหน้านี้ ทำให้ไทยได้มีการส่งออกน้ำมันปาล์มไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่ปี 2565-2566 โดยในปีนี้สามารถส่งออกได้มากกว่า 900,000 ตัน จากเดิมที่ไทยเคยส่งออกน้ำมันปาล์มได้ประมาณ 200,000-300,000 ตันเท่านั้น ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันปาล์มดิบอ่อนตัว หลังจากประเทศอินโดนีเซียยกเลิกมาตรการแบนส่งออก ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกลดลง

ขณะที่ความต้องการใช้ภายในประเทศก็ยังคงต้องติดตามมาตรการอุดหนุนผลิตไบโอดีเซล ซึ่งอุดหนุนอยู่ประมาณ 4-5 บาทต่อลิตร หากยกเลิกการอุดหนุนจะมีผลกระทบต่อการใช้น้ำมันปาล์มดิบเพื่อผลิตไบโอดีเซลลดลง จากปัจจุบันความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในการผลิตพลังงานอยู่ที่ 78,000 ตัน และที่สำคัญก็คือ ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบเพื่อการบริโภค ซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 110,000 ตัน

หากคำนวณเฉพาะสต๊อกน้ำมันปาล์มคงเหลือก็เท่ากับว่า สถานการณ์น้ำมันปาล์มช่วงนี้อยู่ในภาวะ “ตึงตัวพอสมควร” ส่งผลต่อสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ซึ่งล่าสุดปรากฏว่า ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ปิดป้ายจำกัดจำนวนการขายน้ำมันปาล์มบรรจุขวดต่อครัวเรือน ไม่เกินครัวเรือนละ 6 ขวดแล้ว

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ต้องรอติดตามสถานการณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมันฤดูกาลใหม่ ปี 2567/2568 ที่เพิ่งเริ่มทยอยออกสู่ตลาด เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 1-1.2 ล้านตันปาล์มทลาย และจะออกมากสุดในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน เฉลี่ยประมาณ 1.8-2.0 ล้านตัน

มัน-ข้าวโพดก็ปรับขึ้นด้วย

นอกจากนี้ สถานการณ์ราคาหัวมันสดเฉลี่ยอยู่ที่ 3.65 บาท/กก. หรือเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 3.10 บาท/กก. ซึ่งถือว่าราคาหัวมันสดปีนี้สูงมาก โดยมีสาเหตุหลักมาจากโรงงานแป้งมันสำปะหลังเข้ามาแย่งซื้อหัวมันเพื่อนำไปผลิตแป้ง จากราคาแป้งในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ผู้ส่งออกมันเส้นขาดแคลนวัตถุดิบ เนื่องจากไม่สามารถสู้ราคาหัวมันกับโรงแป้งได้ โดยสถานการณ์ขาดแคลนหัวมันสดทำมันเส้น ก่อให้เกิดการลักลอบนำเข้ามันเส้นคุณภาพต่ำจากประเทศเพื่อนบ้านผ่านชายแดนเข้ามาอย่างคึกคัก

ส่วนราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 9.43 บาท/กก. หรือลดลง 26% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 12.69 บาทต่อ/กก.

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัฐรับอานิสงส์สินค้าเกษตร “ข้าว-มัน-ยาง” ราคาพุ่งติดจรวด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...