ทะลุมิติกลายเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคในยุค 70
ข้อมูลเบื้องต้น
ทะลุมิติกลายเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคในยุค 70
七零之穿成锦鲤她娘
***ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 白果子 ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook
จำนวน 803 ตอนจบ
เรื่องย่อ
ไป๋อวี้ถูกผลักตกตึกเสียชีวิตทำให้มาเกิดใหม่ในยุค 1970 มาอยู่ในร่างของไป๋อวี้ซิ่วหญิงสาวแม่ลูกหนึ่ง ลูกสาวของเธอเป็นเด็กที่ทั้งเก่ง ฉลาด และดาวนำโชค ไป๋อวี้ซิ่วเป็นหญิงสาวหน้าตางดงามจึงถูกแม่เลี้ยงจับให้แต่งงานเพื่อเรียกเงินค่าสินสอด และสั่งให้เธอเชิดเงินสินสอดกลับมา เรียกง่ายๆ ก็ขายลูกกินนั้นแหละ! แต่ครั้งนี้ไป๋อวี้คนนี้ไม่ยอมให้หล่อนทำอย่างนั้นหรอกนะ! การแต่งงานครั้งใหม่จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน ไปอวี้เลยวางแผนจะส่งลูกสาวของเจ้าของร่างเดิมไปให้พ่อแท้ ๆ ของเด็กหญิง หรือสามีเก่าของเจ้าของร่างเดิมที่เป็นนายพราน ส่วนตัวเธอเมื่อหนีออกจากนรกแห่งนี้ได้จะไปรับเด็กน้อยกลับมา แต่ก่อนจะได้ดำเนินการตามแผนก็พบเด็กน้อยคนนี้มีมิติลับ! มิติลับนี้ยังสามารถถนอมสิ่งของที่นำเข้าไปให้คงสภาพเดิมได้ ดูเหมือนว่าเด็กน้อยคนนี้จะเป็นตัวนำโชคของเธอเสียแล้ว
บทที่ 1 เด็กน้อยมหัศจรรย์
บทที่ 1 เด็กน้อยมหัศจรรย์
“นังเด็กเหลือขอ แกขโมยวอวอโถว*[1]สามชิ้นไปซ่อนไว้ที่ไหนอีกแล้ว!”
“ท้องแกมีหนอนหรือสัมภเวสีหิวโซกลับชาติมาเกิดหรือไง ถึงได้ตะกละตะกลามขนาดนี้!”
“ไป๋อวี้ซิ่ว! ยัยคนขี้เกียจ! รีบตื่นมาดูลูกสาวแกเดี๋ยวนี้!”
ไป๋อวี้ซิ่วที่กำลังหลับสบายสะดุ้งตื่นเพราะเสียงด่าทอที่เสียดสีและเจ็บแสบ
ไม่รอให้เธอลืมตาขึ้น ก้อนนุ่มนิ่มก้อนหนึ่งก็โถมใส่อ้อมอกของเธอ
เอ๊ะ?
“หนีเหรอ! ยังจะหนีอีก! จับได้ฉันจะฟาดแกเสียให้เข็ด!” ไป๋อวี้ซิ่วพลันลืมตาขึนมาทันที แล้วเห็นไม้ขนไก่ด้ามหนึ่งหวดแสกหน้าเข้ามา
เธอยกมือขึ้นบังตามสัญชาตญาณ รุนแรงเสียจนหญิงชราคนนั้นกระเด็นออกไป
“โอ๊ย! นังแพศยาอยากตายหรือไง!” ไป๋อวี้ประคองตัวลุกขึ้นแล้วดึงเอาเจ้าก้อนแป้งในอกออกมาดูก่อน
เจ้าตัวเล็กดูท่าทางอายุไม่เกินสองสามขวบ สวมเสื้อผ้าที่มีรอยปะชุนเต็มไปหมด ขากางเกงก็สั้นเต่อเปลือยข้อเท้าเรียวเล็ก
อาจเพราะตกใจ ตอนนี้ศีรษะเธอเลยมุดซุกอยู่บนตัวไป๋อวี้โดยที่ก้นน้อย ๆ กระดกขึ้นสูง ทำท่าเหมือนนกกระจอกเทศตัวหนึ่ง
การกระทำของเธอทำไป๋อวี้ขบขัน
เว่ยชุ่ยสี่ก่นด่า “ขำเหรอ! ยังมีหน้ามาขำอีก! รู้ไหมว่ามันทำเรื่องงามหน้าอะไรไว้”
ไป๋อวี้อุ้มเด็กน้อยไปหลบข้างหลังก่อนกล่าว “แค่ขโมยวอวอโถวไปสามชิ้นไม่ใช่เหรอ” เจ้าตัวเล็กฟังแล้วเงยหน้าขึ้นกะพริบตาโตปริบ ๆ แปลกใจนิดหน่อยที่ผู้เป็นแม่ออกรับแทนตน
เด็กคนนี้สวยเกินไปหรือเปล่า! เด็กน้อยหน้าตาสวยขั้นเทพชัด ๆ เลย! ความเป็นแม่พระของไป๋อวี้ถูกกระตุ้น พอมองเด็กน้อยที่น่ารักสดใสคนนี้ เธอก็อยากจะอุ้มขึ้นมาหยิกแก้มซะเหลือเกิน
เว่ยชุ่ยสี่รู้สึกว่าอีกฝ่ายดูพิลึกชอบกล “แกเสียสติไปแล้วเหรอ! วอวอโถวตั้งสามชิ้นเชียวนะ! รู้ไหมว่าธัญญาหารแค่นี้ได้มายากเย็นแค่ไหน น้ำท่วมมาสองปีแล้ว ตัวฉันเองยังต้องซื้อข้าวกินประทังชีวิต ไม่มีอาหารเหลือมาเลี้ยงเด็กเสียข้าวสุก*[2]นี่หรอกนะ…” สุ้มเสียงของเธอทั้งแหลมและแหบพร่า ฟังแล้วไม่สบายหูเอาซะเลย ทำเอาเจ้าตัวเล็กตกใจจนมุดตัวหลบเข้าไปด้านหลังของไป๋อวี้อีกครั้ง
ไป๋อวี้ปล่อยให้เธอด่าทอระหว่างที่ทำความเข้าใจความทรงจำของร่างเดิมไปด้วย
ใช่ เธอทะลุมิติมา ชาติก่อนเธอเคยเป็นเศรษฐินีระดับท็อปที่สร้างตัวจากการทำธุรกิจ และยังครองตัวเป็นโสดชั่วชีวิต แถมก่อนเกิดใหม่ยังถูกคนที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘เพื่อนรัก’ หลอกจนสิ้นเนื้อประดาตัวไม่พอ ยังมีหนี้สินบานตะไทอีก
เธอตายเพราะทะเลาะกับหญิงชั่วคนนั้น ทำให้พลาดท่าถูกผลักตกตึกสูง
ชาติที่แล้วผ่านมรสุมชีวิตมานักต่อนัก ไม่นานไป๋อวี้ก็เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า
เจ้าของร่างเดิมชื่อไป๋อวี้ซิ่ว ถึงชื่อจะต่างกับเธอแค่ตัวเดียว แต่นิสัยกลับโมโหร้ายต่างจากตัวเองราวฟ้ากับเหว
เธอถือกำเนิดที่ก่างจื่อหลิ่ง เป็นสาวงามชื่อดังในสิบลี้แปดหมู่บ้าน*[3]อยู่กับแม่เลี้ยงอย่างเว่ยชุ่ยสี่ตั้งแต่เด็กจนโต ถูกล้างสมองอย่างรุนแรงให้มีนิสัยทำตามคำสั่งผู้เป็นแม่อย่างเคร่งครัด
เมื่อสี่ปีก่อน เว่ยชุ่ยสี่โลภมากอยากได้เงินค่าสินสอด เลยยกให้เธอแต่งงานกับพรานชื่อฉินต้าซานแห่งฉินเจียถุน
ปรากฏว่าเพิ่งแต่งงานได้สามวัน เธอก็ถูกเว่ยชุ่ยสี่เรียกตัวกลับบ้าน
สาเหตุน่ะเหรอ มีคนเสนอค่าสินสอดสูงลิ่วเพื่อที่จะสู่ขอหญิงงามคนนี้ เว่ยชุ่ยสี่อยากให้ลูกสาวคนเดียววิวาห์สองรอบ ได้สินสอดสองชุด ไป๋อวี้ซิ่วถูกเลี้ยงให้มีมุมมองความคิดที่บิดเบี้ยว ยึดการหารายได้ให้ ‘ครอบครัว’ เป็นความภาคภูมิใจมาตั้งแต่เด็ก เลยยอมกลับมาแต่โดยดี ก่อนไปยังไม่วายเชื่อฟังเว่ยชุ่ยสี่ด้วยการกวาดสมบัติของตระกูลฉินไปเกือบหมด
แต่เสียดายที่แม่ใจมารและลูกสาวผู้โง่เขลาคิดอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าฉินต้าซานจะมีลางสังหรณ์แม่นยำขนาดนี้ แต่งงานได้ไม่กี่วันก็ทิ้งผลผลิตไว้ในท้องเมียผู้โง่เขลาเสียแล้ว
แน่นอนว่าวิวาห์สินสอดแพงเมื่อสี่ปีก่อนพังไม่เป็นท่า หลายปีมานี้เป็นแม่สื่อแม่ชักติดต่อกันหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ
เป็นเพราะเว่ยชุ่ยสี่โลภเกินไป ไป๋อวี้ซิ่วเป็นผู้หญิงที่ผ่านการมีลูกมาแล้วแท้ ๆ แต่เว่ยชุ่ยสี่กลับคิดแต่จะโก่งราคาอยู่นั่น
ช่างเป็นแม่ลูกที่ล่อหลอกให้แต่งงานได้ไร้ยางอายจริง ๆ แต่ไป๋อวี้รู้สึกดี ตอนนี้เธอตัวเบาไร้หนี้สิน ชีวิตยังล้างไพ่เริ่มต้นใหม่ได้ เท่ากับว่าเธอได้กำไรแล้ว
ไป๋อวี้จัดระเบียบความทรงจำเสร็จก็หันหน้ามองบ้านหลังนี้ มันเป็นบ้านดินที่ในบ้านมีแค่เตียงเตาเดี่ยว ๆ ถัดจากเตียงเตาเป็นเตาสำหรับปรุงอาหาร ผนังลายพร้อยมีภาพวาดของผู้นำติดอยู่ เว่ยชุ่ยสี่เห็นเธอมองมา ท่าทางดูต่างไปจากหญิงสาวที่เคยหดหัวขี้ขลาดเหมือนเมื่อก่อนเล็กน้อยจึงขมวดคิ้ว
“รีบไปเก็บข้าวเก็บของเสีย พรุ่งนี้คนของตระกูลจางจะมารับแกแล้ว คราวนี้ถ้าขืนยังขายไม่ออก แกก็พานางเด็กเสียข้าวสุกไสหัวออกไปขอทานเลย!” ว่าจบก็สะบัดก้นใหญ่ ๆ ของเธอเดินออกไปพร้อมกับปากที่ยังด่าทอไม่หยุด
ไป๋อวี้รู้ว่า ‘คนตระกูลจาง’ ที่เธอเอ่ยถึงคือจางต้าหนิวที่อยู่หมู่บ้านเดียวกัน เป็นวิวาห์ครั้งใหม่ที่เว่ยชุ่ยสี่หาใหม่ให้เธอ
อายุเยอะไม่พอ แถมยังขี้โรค คงจะอยู่ได้อีกไม่กี่ปีแล้ว
ตอนนี้เขายอมจ่ายเงิน 200 หยวนมาสู่ขอไป๋อวี้ซิ่ว แน่นอนว่าเว่ยชุ่ยสี่อดรนทนไม่ไหวอยากรีบ ๆ ขายลูกสาวออกไปใจจะขาด
ใจอำมหิตจริง ๆ เสียดายที่ไป๋อวี้ไม่มีทางยอมให้เธอบงการเหมือนลูกหน้าโง่คนนั้นหรอก
แต่ตอนนี้เธออารมณ์ดีเลยเลิกสนใจเรื่องนี้ชั่วคราว อุ้มเจ้าก้อนที่อยู่ข้างหลังออกมาบีบ ๆ จับ ๆ ก่อน
“ยังไม่อิ่มเหรอ” ไป๋อวี้ถามพลางยิ้มตาหยี ไม่ว่าสมองกับนิสัยใจคอจะแย่ยังไง หน้าตาเจ้าของเดิมก็สะสวยไม่มีใครเทียบ ลูกสาวที่คลอดออกมาเลยน่ารักมาก
ฉินเสี่ยวกั่วกลิ้งกลอกลูกตาพลางกล่าวว่า “แม่คะ แม่จะแต่งงานอีกแล้วใช่ไหม”
“เอ๊ะ ลูกรู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ” ไป๋อวี้ตกใจมากทีเดียว
จู่ ๆ ในมือฉินเสี่ยวกั่วก็มีวอวอโถวเพิ่มมาถึงห้าหกชิ้น
ไป๋อวี้ “…” น้ำตาเม็ดใหญ่เอ่อคลอที่ดวงตากลมโตของฉินเสี่ยวกั่ว เธอร้องไห้พูดว่า “แม่คะ แม่อย่าขายหนูให้คนอื่นได้ไหม หนูจะเป็นเด็กดี หนูจะไม่ขโมยของกินอีกแล้ว”
ไป๋อวี้เอ่ยด้วยความตกใจ “ลูก…ลูกไปเอามาจากไหน!”
ฉินเสี่ยวกั่วพูดอย่างใสซื่อ “เอามาจากกระเป๋าไงคะ” ไป๋อวี้รีบยกตัวเธอขึ้นดู เสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยรอยปะของเด็กน้อยไม่มีกระเป๋านี่นา! ฉินเสี่ยวกั่วนึกว่าเธอไม่พอใจเรื่องวอวอโถวไม่กี่ชิ้นนั่น เลยทยอยล้วงหมั่นโถวลูกใหญ่สองลูก ขนมที่กัดไปครึ่งหนึ่ง เต้าหู้ยี้จานเล็กออกมา มีแม้กระทั่งโจ๊กข้าวโพดที่อยู่ในถ้วยบิ่น ๆ ใบหนึ่งด้วยซ้ำ…
ไป๋อวี้ “!!!”
เด็กน้อยคนนี้ เธอ…เธอมีมิติลับหรือไง!
คนโง่อย่างเจ้าของร่างเดิมมีต้นเรียกทรัพย์อยู่ด้วยเหรอ! แต่ตัวเธอเองยังไม่รู้ เพราะติดอยู่ในความหวาดกลัวที่แม่กำลังจะแต่งงานและเธอจะถูกขาย
ฉินเสี่ยวกั่วร้องไห้ “แม่คะ หนูให้แม่หมดเลย หนูจะไม่ขโมยของอีกแล้ว แม่อย่าขายหนูเลยนะคะ”
ไป๋อวี้รีบเอ่ยทันควัน “ต้นเรียกทรัพย์…ไม่สิ กั่วเอ๋อร์ ลูกรีบยัดของพวกนี้กลับเข้าไปเลย!”
ฉินเสี่ยวกั่วพูดอย่างอึ้ง ๆ “แม่…ไม่เอาเหรอคะ”
ไป๋อวี้กล่าว “ไม่เอา ๆ ของพวกนี้เป็นของกั่วเอ๋อร์ อีกอย่าง แม่ไม่มีทางขายกั่วเอ๋อร์เด็ดขาด กั่วเอ๋อร์เป็นแก้วตาดวงใจของแม่! ตอนนี้ลูกเป็นเด็กดีนะ รีบไปเก็บของให้เรียบร้อย ระวังอย่าให้ยายแก่ใจยักษ์เห็นเสียล่ะ!”
จากนั้นเธอก็เบิกตากว้าง พอเสี่ยวกั่วเอ๋อร์ยื่นมือออกมา ของพวกนี้ก็หายไปหมดแล้ว
ไป๋อวี้ ‘อัศจรรย์จัง!’
กั่วเอ๋อร์น้ำตาคลอหน่วยพูดว่า “จริงเหรอ ไม่ขายหนูจริง ๆ นะ”
ท่าทางน่าสงสารที่ดูอ่อนโยนน่ารักทำให้จิตใจของไป๋อวี้อ่อนยวบยาบ
ถึงเจ้าของร่างจะไม่ดูดำดูดีลูก แต่ลูกก็ยังต้องการแม่อยู่ดี
เธอตัดสินใจเดี๋ยวนั้นทันทีว่าจะทะนุถนอมเด็กคนนี้ให้ดีแน่นอน
เธอยื่นมือไปโอบเจ้าตัวเล็กเข้าสู่อ้อมอกแล้วเอ่ยเสียงนุ่มนวล “ใช่จ้ะ ไม่ขาย แม่บอกแล้วไงว่าลูกเป็นแก้วตาดวงใจของแม่”
[1] วอวอ หรือ วอวอโถว เป็นอาหารประเภทแป้งอีกแบบหนึ่งของคนจีนทางเหนือ โดยทำจากแป้งข้าวโพดและถั่วเหลือง อุดมด้วยใยอาหาร ซึ่งในอดีตจะเป็นอาหารหลักของคนจน รสชาติจะแห้งกระด้างกว่าก้อนหมั่นโถว
[2] เด็กเสียข้าวสุก เป็นคำเปรียบเทียบลูกสาวในสมัยจีนโบราณ เป็นคำในเชิงลบ เพราะครอบครัวฝ่ายหญิงในสมัยนั้นต้องเสียค่าสินเจ้าสาวให้แต่งออกเรือน
[3] สิบลี้แปดหมู่บ้าน หมายถึง หมู่บ้านละแวกใกล้เคียง
บทที่ 2 ไปหาพ่อกัน
บทที่ 2 ไปหาพ่อกัน
เว่ยชุ่ยสี่เป็นหมอตำแย มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในชนบทยุค 70 แบบนี้
อีกทั้งเพราะเธอเป็นคนทำคลอดลูกชายคนเดียวของหัวหน้าหมู่บ้านก่างจื่อหลิ่งอย่างหลี่หนงหง หัวหน้าหมู่บ้านเลยให้ท้ายเธอไม่น้อย
พรุ่งนี้บ้านเธอจะ ‘จัดงานมงคล’ แล้ว กอปรกับวันนี้มีฝนตกห่าใหญ่ คนในครอบครัวเลยไม่ได้ไปที่ไร่
‘เจ้าสาวป้ายแดงรอออกเรือน’ อย่างไป๋อวี้กอดลูกสาวขลุกตัวอยู่ในบ้าน
ได้ยินเสียงผู้คนด้านนอกเข้ามาไม่ขาดสาย ต่างก็มาร่วมด้วยช่วยกันจัดงานวิวาห์
เธอเงี่ยหูฟังอยู่พักหนึ่งแล้วคิดว่า ถ้าพาเด็กเดินออกไปด้วยคงไม่ค่อยดีนัก
ชาวบ้านแถบก่างจื่อหลิ่งห้าวหาญ ความคิดคร่ำครึ
ถ้าไป๋อวี้กล้าคิดหนี ผู้คนในก่างจื่อหลิ่งจะพากันออกไปตามจับเธอกันทั้งหมู่บ้าน จับตัวกลับมาแล้วคงต้องคอยเฝ้าอย่างเข้มงวดแหง ๆ
ที่สำคัญคือเธอต้องพาเด็กน้อยที่เดินได้ไม่กี่ก้าวไปด้วย…แต่เหตุการณ์ในตอนนี้ยังไม่ถือว่าเลวร้ายมากนัก เพราะเจ้าของร่างโง่เง่ามากจริง ๆ ดังนั้นคนพวกนี้จึงยังไม่ค่อยระแวงเธอ
เธอคิดใคร่ครวญ ก่อนจะเอ่ยกับเสี่ยวกั่วเอ๋อร์ที่ตัวสั่นงันงก “กั่วเอ๋อร์ เราจะรอดหรือไม่ขึ้นอยู่กับลูกแล้วนะ ลูกรู้ไหม”
ฉินเสี่ยวกั่วเงยหน้าขึ้นด้วยความงุนงง “หือ?”
“ไปหาพ่อของลูก” ไป๋อวี้พูดเสียงแผ่ว “บอกพ่อให้พ่อมาช่วยเรา”
แม้ตอนนั้นเจ้าของร่างจะแต่งงานได้แค่สามวันแล้วหนีออกมา แถมยังฮุบสินสอดเอาไว้ ก่อนจากมาก็ขโมยเงินก้อนใหญ่ของคนอื่นเขาอีก แต่เขาไม่น่าจะไม่สนใจไยดีลูกหรอกมั้ง
เธอตั้งใจว่าจะส่งกั่วเอ๋อร์ไปก่อน ตัวเธอเคลื่อนไหวคนเดียวจะสะดวกกว่า
ไป๋อวี้เอ่ยกับฉินเสี่ยวกั่วอย่างใจเย็น “แม่จะหาวิธีส่งลูกไปหาพ่อ ให้พ่อปกป้องลูกนะ”
ในความทรงจำเจ้าของร่าง พ่อของเด็กเป็นชายที่แม้แต่เว่ยชุ่ยสี่ยังหวาดกลัวอยู่หน่อย ๆ น่าจะพอมีอำนาจอยู่บ้าง
เป็นไปได้สูงว่าถึงตอนนั้นฉินต้าซานอาจมายืนยันตัวตนของลูกสาวที่ก่างจื่อหลิ่งก็ได้
งั้นเธอก็อาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีไปได้
หากวันพรุ่งนี้เมื่อเธอ ‘ออกเรือน’ ฉินต้าซานยังไม่มา แต่กั่วเอ๋อร์หนีไปได้แล้ว เธอก็จะไปที่ตระกูลจาง ซัดเจ้าตัวขี้โรคให้ล้มแล้วค่อยเผ่น
ส่วนออกไปแล้วจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ถึงตอนนั้นย่อมมีทางออก
กั่วเอ๋อร์มีมิติลับ แค่นี้พวกเธอสองแม่ลูกก็มีหลักประกันในการดำรงชีพสูงลิ่วแล้ว
ไป๋อวี้อธิบายบอกเสี่ยวกั่วว่าควรทำอย่างไร เจอพ่อแล้วควรพูดอะไรซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ถ้าเจอพ่อ ให้ลูกบอกพ่อว่าแม่เป็นใคร จากนั้นบอกวันเกิดของลูกให้เขารู้…”
โชคดีที่เด็กคนนี้ถูกดุด่าตบตีตั้งแต่เด็ก แม้ความคิดยังไม่เติบโตมากนัก แต่ก็เป็นเด็กดีมาก
เธอน้ำตาคลอเบ้าทวนถามว่า “แค่พูดแบบนี้ ต่อไปก็จะได้อยู่กับแม่แล้วใช่ไหมคะ”
ไป๋อวี้รับปาก “ใช่ แถมไม่ต้องโดนตี ไม่ต้องโดนด่าแล้วด้วย เราทั้งคู่เลย”
“ไม่ต้องโดนตีโดนด่า แถมได้อยู่กับแม่ด้วยเหรอคะ!”
ชีวิตมันช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน!
ฉินเสี่ยวกั่วกำหมัดน้อย ๆ แน่น นัยน์ตาทอความเด็ดเดี่ยว “อืม! หนูจะจำไว้!”
……
ด้านนอกเว่ยชุ่ยสี่ยังหารือเรื่องกั่วเอ๋อร์กับลูกสะใภ้อย่างโจวหงและหัวหน้าหมู่บ้านหลี่หนงหงอยู่
ยายแก่คนนี้หน้าเงิน ลูกชายคนเดียวอย่างไป๋อันจู้ก็ยกให้เป็นลูกเขยแต่งกับตระกูลโจวตั้งแต่แบเบาะ
แต่วิธีของเธอไม่เลว คนเขาช่วยเธอเลี้ยงดูลูกชายจนโต ตอนนี้ลูกสะใภ้ก็สนิทชิดเชื้อกับเธอ ซ้ำยังรับปากว่าต่อไปจะเลี้ยงดูเธอยามแก่เฒ่าอีกด้วย
ส่วนไป๋อันจู้ตามคนเขาไปแต่เล็ก ถูกตบถูกตีเสียจนอ่อนแอขี้ขลาดไปแล้ว
ตอนนี้เขาก็อยู่ด้วย แต่ไม่กล้าร่วมโต๊ะด้วยซ้ำ ประสานมือนั่งยองตรงมุมห้อง
พวกเขากำลังหารือกันว่าจะขายกั่วเอ๋อร์
เว่ยชุ่ยสี่ยังบ่นกระปอดกระแปดไม่หยุด “เป็นแค่เด็กผู้หญิงจะได้สักกี่แดงเชียว ให้ฉันไม่กี่แดงแล้วเอาตัวมันไป ฉันไม่ขาดทุนตายเลยเหรอ”
อีกแง่หนึ่งก็คับแค้นใจที่ท้องของไป๋อวี้ซิ่วไม่ได้ดั่งใจ แรกเริ่มนึกว่าจะคลอดลูกชายเสียอีก จะได้เอาไปขายเป็นเงินสักหน่อย
หากรู้แต่แรกว่าเป็นเด็กเลี้ยงเสียข้าวสุก เธอจะไม่ให้คลอดมันออกมาเลย
โจวหงเอ่ยว่า “คุณแม่ คิดแบบนี้น่ะคิดผิดนะ นังเด็กเลี้ยงเสียข้าวสุกนั่นอยู่บ้านเราต้องกินต้องใช้ของคุณแม่ มันเป็นอาหารเป็นเงินทั้งนั้นไม่ใช่เหรอไง”
หลี่หนงหงคาบกล้องยาสูบกล่าวว่า “ให้คนจ่ายเงินแล้วพาตัวไปเถอะ เลี้ยงไว้ก็ขาดทุน เธอก็อย่าไปเสียดายเลย ถึงตอนนั้นให้หลิวหยาจื่อเอาตัวมันไปต่างถิ่น ชาตินี้ไม่เห็นหน้าก็จะได้ไม่รำคาญใจด้วย”
เว่ยชุ่ยสี่พูดอย่างลังเลใจ “เลี้ยงไว้อีกสักปี รอโตอีกสักหน่อยดีไหม”
เธอไม่ได้เสียดายเลยสักนิด แค่รู้สึกตัวเองขาดทุนก็เท่านั้น
อีกอย่างยังเพ้อฝันว่าเลี้ยงอีกสักสองปี รอให้สวยกว่านี้ ‘ยกให้’ ให้เป็นเจ้าสาวเด็ก*[1]ของชายโสด จะได้สินสอดเยอะหน่อย
หลี่หนงหงไม่รู้ความคิดนี้ของเธอ แต่โจวหงเข้าใจได้ในทันที
“คุณแม่ ขายไปตั้งแต่ตอนนี้แหละ เพราะจางต้าหนิวเป็นคนบ้านเดียวกับเรา อยู่ในสายตาคนอื่นเขา เขาก็เอือมเหมือนกันนั่นแหละ”
เว่ยชุ่ยสี่ก็ยังสองจิตสองใจอยู่ดี
เธอตกลงกับหยาจื่อแล้ว เขาจ่ายแค่สองหยวน แค่สองหยวน!
ตลอดหลายปีนี้ ค่าสินสอดของไป๋อวี้ซิ่วเคยสูงถึง 500 หยวนเชียวนะ!
แม้แต่ครั้งนี้จางต้าหนิวเองก็จ่ายให้ตั้ง 200 หยวน!
มันต่างกันเกินไปแล้ว
หลี่หนงหงชักจะรำคาญแล้ว จึงกล่าว “พี่สาว จะเอายังไงกันแน่”
ในตอนนั้นเอง ไป๋อวี้ก็เดินออกจากห้องมาพูดว่า
“คุณแม่ ทำไมไม่ส่งเด็กกลับไปให้พ่อมันล่ะ”
เว่ยชุ่ยสี่ชะงัก “ฮะ ส่งกลับไปหาพ่อมันเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ ลูกสาวเป็นลูกแท้ ๆ ของเขา เราเลี้ยงมาตั้งสามปีกว่า ต้องเรียกเงินคืนสิ” ไป๋อวี้กล่าว
“คิดเงินให้เรียบร้อยแล้วรีบส่งกลับไปให้ไวเถอะ”
หลี่หนงหงไตร่ตรองเล็กน้อยก่อนเอ่ย “แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนี่นา ให้คนอื่นไม่สู้ให้พ่อของเด็กมัน”
ไป๋อวี้ยุยงอีกว่า “นั่นสิ คุณแม่ลองคิดดูนะ อุ้มท้องตั้งสิบเดือน อยู่ที่บ้านเราอีกสามปีกว่า เลี้ยงดูจนโตขนาดนี้แล้ว ยังไง ๆ ก็ต้องให้สักหกเจ็ดสิบหยวนสิ อาหลี่ของเราออกโรงเอง เจรจาให้ดีเขาอาจจะจ่ายให้ร้อยหยวนก็ได้”
โจวหงทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย “เอ๊ะ คราวนี้เธอฉลาดขึ้นมาแล้วเหรอ”
ในสายตาเธอ พี่สาวของสามีคนนี้เป็นคนโง่เหนือคนโง่มาตั้งแต่ไหนแต่ไร
ไป๋อวี้ยักไหล่แล้วเอ่ย “ฉันก็แค่พูดไปงั้นแหละ ลูกคนนี้ของฉันขายให้ใครก็ได้เงินไม่เยอะหรอก”
ชาติก่อนเธอเป็นนักธุรกิจตัวท็อป เจรจาการค้าก็สำเร็จอยู่บ่อยครั้ง
เธอรู้ว่าพูดแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
ว่าจบเธอก็กลับเข้าห้องไป
แต่เว่ยชุ่ยสี่พลันคันยุบยิบในใจขึ้นมา
นั่นสิ ให้คนอื่นไม่สู้ให้พ่อแท้ ๆ ของเด็ก! ยังไง ๆ ก็ไม่ได้แค่ 2 หยวนแน่!
ทำไมเธอคิดไม่ได้ตั้งแต่แรกกันนะ เลี้ยงเสียข้าวสุกมาตั้งหลายปีดีดัก!
……
ไป๋อวี้กลับมาในห้อง กอดกั่วเอ๋อร์แล้วให้เธอท่องวันเกิดของตัวเองอีกหลายรอบ
เวลาไม่นานเว่ยชุ่ยสี่กับโจวหงก็เข้ามาอุ้มเธอไปดังที่คาด
ไม่รู้ว่าเด็กฉินเสี่ยวกั่วคนนี้จะทำภารกิจสำเร็จหรือเปล่า เพราะตอนที่โดนอุ้มออกมาก็ตกใจจนตัวแข็งทื่อเป็นก้อน
นัยน์ตายังปริ่มหยาดน้ำตา แต่ไม่หลั่งรินออกมา
อาจเพราะร่างกายมีสัมพันธ์ทางสายเลือด ไป๋อวี้ตามไปถึงหน้าประตู
“แม่คะ…” เสี่ยวกั่วเอ่ยอย่างสั่นเทา “หนู…ไม่ไปได้ไหม”
ไป๋อวี้ก็พูดอย่างปวดใจเช่นเดียวกัน “กั่วเอ๋อร์เด็กดี คุณยายส่งลูกไปอยู่สุขสบายนะ”
ฉินเสี่ยวกั่วถูกคนอุ้มไปทั้งที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น วางลงบนเกวียนแล้วนั่งขัดแข้งลีบเล็ก ทั้งว่าง่ายและน่าสงสาร
เพราะก่อนนี้ไป๋อวี้กำชับนักกำชับหนาว่าห้ามโวยวาย ห้ามร้องไห้ จะได้ไม่โดนตี
หนนี้เว่ยชุ่ยสี่ ไป๋อันจู้กับหลี่หนงหงไปด้วยตัวเอง ดูท่าทางคงคิดจะรีดไถก้อนใหญ่จริง ๆ
[1] เจ้าสาวเด็ก ประเพณีการเลี้ยงเจ้าสาวของจีนโบราณ ในครอบครัวที่ยากจนจะแก้ปัญหาปากท้องด้วยการขายลูกสาวให้บ้านอื่นตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นก็จะกลายเป็นเจ้าสาวของลูกชายบ้านนั้นไปโดยปริยาย
บทที่ 3 หน้าเงิน
บทที่ 3 หน้าเงิน
จากก่างจื่อหลิ่งไปฉินเจียถุน ต้องนั่งวัวเทียมเกวียนราว ๆ สามชั่วโมง
คนพวกนี้รีบกระวีกระวาดออกเดินทาง หลัก ๆ เพราะอยากให้ทันก่อนงานวิวาห์ของไป๋อวี้ซิ่วกับจางต้าหนิว
คนอย่างเว่ยชุ่ยสี่แสดงคำว่า ‘โลภ’ ออกมาได้สมบูรณ์ที่สุด
เธออยากส่งนังเด็กนี่ไปให้ไว พรุ่งนี้ตระกูลจางมารับตัวเจ้าสาว เธอยังต้องโก่งค่าสินสอดเพิ่มอีก
พอส่งตัวลูกไปแล้ว ในใจไป๋อวี้ยังคงกระวนกระวาย แต่ไม่ได้เผยพิรุธต่อหน้าโจวหง
……
กระทั่งดึกดื่นค่อนคืนที่ไป๋อวี้เข้านอนแล้ว เว่ยชุ่ยสี่เพิ่งกลับมา
เธอปิดตาแกล้งหลับ ได้ยินเสียงดังข้างนอกก็ไม่ลุกขึ้น
เหมือนว่าทางเว่ยชุ่ยสี่จะไม่ราบรื่น กลับมาก็ก่นด่า ‘ฉอด ๆๆ’ ที่ห้องโถง
“ไอ้ฉินต้าซานบัดซบ ทั้งที่รวยออกอย่างนั้น แต่ไม่ยอมให้เลยสักแดงเดียว!”
โจวหงที่ชอบสอดรู้สอดเห็นรีบโพล่งขึ้นทันที
“คุณแม่ ว่ายังไงบ้าง”
“ว่ากับผีอะไร! พับผ่าสิ! คิดว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มล่าสัตว์แล้วดีเลิศหรือไง ถึงได้เอาปืนมาข่มขู่พวกเรา!”
โจวหงตะลึงงัน “ฮะ เขาเป็นหัวหน้ากลุ่มล่าสัตว์งั้นเหรอ”
นั่นมันงานสบายรายได้ดีเชียวนะ!
“ใช่! ตอนที่เราไปถึง มันเรียกชายฉกรรจ์สิบกว่าคนมากินเหล้ากินเนื้อที่บ้านด้วย! ระยำเอ๊ย!”
“แล้วนังเด็กนั่นล่ะ”
“พวกมันแย่งตัวไปแล้วน่ะสิ!” เว่ยชุ่ยสี่พูดอย่างเดือดดาล
“อาหลี่อยู่ด้วยก็เอาไม่อยู่เหรอ” โจวหงอึ้ง
“จะเอาอยู่ได้ยังไง อาหลี่ของแกมีปืนเหรอ! พวกมันฉินเจียถุนเป็นโจรทั้งรัง! ชิงตัวเด็กไปแล้วก็ไม่จ่ายเงิน!”
ท่าทางจะเจอเหตุการณ์ที่ระทึกขวัญสุด ๆ ที่ฉินเจียถุนมา…
โจวหงรีบดึงเว่ยชุ่ยสี่ทันทีแล้วกล่าว “คุณแม่ อย่าเพิ่งโวยวายไป ในเมื่อพวกมันทำแบบนี้ พรุ่งนี้เราก็รีบจัดงานวิวาห์เสียให้เสร็จ”
เว่ยชุ่ยสี่แปลกใจ “ยังจะจัดอีกเหรอ ตระกูลจางสู้ตระกูลฉินไม่ได้ด้วยซ้ำ”
แม้จะชิงชัง แต่เธอก็จำต้องยอมรับว่าตอนนี้ตระกูลฉินร่ำรวยจริง ๆ!
ตอนน้ำท่วมขังติดต่อกันสองปี ทุกครัวเรือนต่างก็ซื้อข้าวประทังชีพ สิ้นปีได้เนื้อสัตว์มาแค่นั้นยังไม่พอขัดก้นหม้อเลยด้วยซ้ำ
แต่ตระกูลฉินล่ะ
ทั้งร่ำสุรา สวาปามเนื้อสัตว์! ตอนนี้เธอนึกเสียใจอย่างมหันต์ ใครจะรู้ว่าเขยจน ๆ คนเมื่อก่อนจะ
‘มั่งคั่งร่ำรวย’ ไปแล้ว
โจวหงงงงัน “คุณแม่ยังคิดจะส่งพี่ใหญ่กลับไปให้ตระกูลฉินอีกเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ ตระกูลฉินมีเงิน…”
“แต่ตระกูลฉินจ่ายค่าสินสอดมารอบหนึ่งแล้ว แม่ส่งตัวกลับไปตอนนี้ พวกเขาไม่มีทางจ่ายให้อีกหรอก สู้ทำใจเสียแต่เนิ่น ๆ เอาเงินสองร้อยหยวนจากตระกูลจางเถอะ”
“ก็จริง…จางต้าหนิวอยู่ได้อีกไม่กี่ปีแล้ว พอเขาตายฉันค่อยส่งอวี้ซิ่วกลับตระกูลฉินก็ได้”
ทั้งสองวางแผนเสร็จสรรพโดยไม่กลัวไป๋อวี้ที่กำลังนอนอยู่ข้างในได้ยินเลยสักนิด
เพราะไป๋อวี้ซิ่วถูกล้างสมองมาตั้งแต่เด็ก
เธอคิดว่าตัวเองช่วยแม่หาเงินได้เท่ากับเก่ง
พอแม่ผัวลูกสะใภ้คู่นั้นคุยกันเสร็จ ข้างนอกก็กลับสู่ความสงบ
ไป๋อวี้คิดในใจ ดูท่าจะส่งเสี่ยวกั่วเอ๋อร์ไปแล้ว มิหนำซ้ำท่าทีของอีกฝ่ายยังค่อนข้างแข็งกร้าวอีกด้วย
นางมีแผนในใจแล้ว จึงปิดตานอนหลับต่อ
……
เช้าวันต่อมา ราว ๆ เวลาไม่เกินตีห้า เว่ยชุ่ยสี่โวยวายจนไป๋อวี้ตื่นขึ้น
ไป๋อวี้ก็ไม่เอะอะ หาวหวอด ๆ ปล่อยให้พวกเธอวุ่นวายกับตัวเอง
มีคนมาที่บ้านโขยงใหญ่ ต่างก็เป็นสตรีแม่บ้านของก่างจื่อหลิ่ง
ทุกคนตะโกนโหวกเหวกพลางสวมชุดแดงให้เธอ ศีรษะประดับดอกไม้สีแดงดอกใหญ่ และแต้มสีแดงสองวงที่แก้ม
ไป๋อวี้รำคาญนิดหน่อย แต่ก็อดทนเอาไว้
ตอนนี้ความสนใจทั้งหมดของชาวบ้านอยู่ที่เธอ เธอไม่เอะอะและไม่มีทางหนีในเวลานี้
รอให้ ‘ออกเรือน’ ไปแล้ว ทั้งเจ้าตัวขี้โรคตระกูลจาง ทั้งยายแก่จะถูกหมู่บ้านขับไล่ให้ไปอยู่ตรงตีนเขาเพราะเป็นโรคร้ายแรง
แบบนี้เธอถึงจะมีโอกาสมากขึ้น
ยังไงซะก็ไม่มีทะเบียนสมรส หนีไปแล้ว เธอยังเป็นโสดเหมือนเดิม!
เพราะพอลูกสาวออกเรือน ตอนเช้าที่บ้านจึงจัดงานให้ครื้นเครงสักหน่อย
เว่ยชุ่ยสี่จอมขี้เหนียว ไม่มีเนื้อให้เห็นบนโต๊ะอาหารเลยสักนิด…
ช่วงเช้าประมาณเก้าโมงกว่า ตระกูลจางก็ยกเกี้ยวมารับเจ้าสาว
ไป๋อวี้ถูกเว่ยชุ่ยสี่ลากไปหน้าประตู เธอกวาดตามองปราดหนึ่ง
เจ้าบ่าวขี้โรคคนหนึ่งลากเกวียนมา ผอมกะหร่องดุจตุ๊กตากระดาษ ใบหน้าแต้มสีแดงสองวงเช่นเดียวกัน แยกเขี้ยวยิงฟันยิ้ม ดูแล้วน่าสยดสยอง
ฉับพลันทุกคนเริ่มกระซิบกระซาบกันขึ้นมา
“ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน”
“ถ้าไม่งั้นจะยอมแต่งงานกับของมือสองบ้านเหล่าไป๋นั่นเรอะ”
“ตอนนั้นในกลุ่มเรามีอวี้ซิ่วที่หน้าตาดี เสียดายที่โชคไม่ดี หนแรกแต่งกับคนห่าม หนสองแต่งกับตาแก่ขี้โรค”
เว่ยชุ่ยสี่แหกปากด่าว่า “พล่ามอะไรกันน่ะ! ลูกสาวฉันมีวาสนา พวกแกอิจฉาไปก็สู้ไม่ได้หรอก!”
เจ้าบ่าวบนเกวียนยิ้มหน้าบานเหมือนดอกกระดาษเซ่นคนตาย
เว่ยชุ่ยสี่เอ่ยกับไป๋อวี้ว่า “ลูกอย่าไปสนใจพวกปากหอยปากปูเลย!”
ไป๋อวี้ยกยิ้มเล็กน้อย “หนูไม่ถือสาหรอก”
เดิมทียังกังวลอยู่หน่อย ๆ แต่ตอนนี้เธอวางใจแล้ว
สภาพแบบนี้ไม่พอให้หมัดเธอซัดด้วยซ้ำ
หลี่หนงหงรีบพูดเป็นพัลวัน “นิ่งอยู่ทำไม! รีบเป่าสิ! รีบตีรีบเคาะสิ!”
ชาวบ้านที่เมื่อครู่เอาแต่ยืนดูจึงรีบเป่ารีบเคาะเครื่องดนตรีขึ้นมา
เว่ยชุ่ยสี่ชูสองมือขึ้นสูง “ช้าก่อน! ช้าก่อน!”
หนังตาหย่อนคล้อยของแม่จางต้าหนิวกระตุกทันใด
“เธอ…เธอจะทำอะไร” เธอรู้ว่าเว่ยชุ่ยสี่เลวทรามยิ่งนัก เมื่อคืนยังบ่นอยู่เลยว่าจะเพิ่มค่าสินสอดตอนมารับตัวดีไหม
ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชายอยู่ได้อีกไม่นาน ความปรารถนาหนึ่งเดียวก่อนตายคือได้ไป๋อวี้ซิ่วที่สวยที่สุดในหมู่บ้านมาเป็นเมียล่ะก็ เธอก็ไม่อยากรนหาเรื่องเช่นนี้เลยจริง ๆ!
เว่ยชุ่ยสี่เอ่ยดังที่คาด “ตอนที่เจรจากันก่อนหน้านี้ อวี้ซิ่วของฉันมีลูกติด แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เป็นหญิงที่สง่าและงดงาม เมื่อแต่งไปอยู่บ้านเธอก็ต้องเพิ่มค่าสินสอด”
แม่จางต้าหนิวตะลึงงัน “เธอ…เธอมียางอายบ้างไหม! ของมือสองแบบนี้ ยังหวังพึ่งให้ลูกเธอทำเงินอีกเหรอ!”
“ถ้าเธอรังเกียจก็ไม่ต้องตงต้องแต่งมันแล้ว หันหลังกลับไปเลย แต่ค่าสินสอดสองร้อยนั่นฉันไม่คืนหรอกนะ”
แม่จางต้าหนิวโมโหหน้าแดงก่ำ เข้าไปดึงทึ้งหลี่หนงหง “หัวหน้าหมู่บ้าน เรื่องนี้คุณต้องช่วยเรานะ!”
ถ้าหากเธอมีเงินจ่าย อาจจะกัดฟันจ่าย ๆ ไป
แต่ปัญหาคือสองร้อยที่เว่ยชุ่ยสี่เรียกมามันเป็นเงินก้อนใหญ่แล้ว ยังจะเรียกเพิ่มอีกเหรอ!
ทว่าหลี่หนงหงถือหางเว่ยชุ่ยสี่ ฟังแล้วเพียงเอ่ยว่า “ที่เขาพูดก็มีเหตุผล ถ้าเธอไม่เต็มใจก็ลากตัวลูกชายกลับไปซะ”
“นี่จะบีบคั้นฉันให้ได้เลยเหรอ! ฮะ พวกคุณจะบีบยายแก่อย่างฉันให้ตายเลยใช่ไหม!”
จางต้าหนิวดึงแขนเสื้อแม่ตัวเอง “ให้เธอไปเถอะ เรายังพอมีเงินอยู่บ้างไม่ใช่เหรอ”
เธอต้องการทำให้ลูกชายอกแตกตายแล้วจริง ๆ
“นั่นมันค่าโลงศพก้อนสุดท้ายของแม่แกนะ!”
เว่ยชุ่ยสี่ยิ้มหยันอย่างไม่ปรานี “ในเมื่อเป็นแม่ก็ต้องคิดถึงลูกชายเยอะ ๆ ไม่ใช่เหรอ!
แม่จางต้าหนิวถูกบีบคั้นเจียนตาย จึงชี้หน้าด่าทอไป๋อวี้ว่า “ไป๋อวี้ซิ่ว นังหญิงแพศยา! แกหน้าเงินขนาดนี้ทำไมไม่ไปขายตัวเสียให้รู้แล้วรู้รอด!”
ไป๋อวี้กล่าวอย่างเย็นเยือก “คนซื้อสะใภ้อย่างเธอไม่มีสิทธิ์มาว่าฉัน”
ขณะที่ทางนี้กำลังวิวาทกัน จู่ ๆ ก็เกิดเสียงปืนดังสนั่น
ไป๋อวี้เองก็สะดุ้งโหยง เอ๊ะ ทำไมถึงมีคนยิงปืนด้วยล่ะ! เธอเงยหน้าขึ้นเห็นชายฉกรรจ์คนหนึ่งควบม้าวิ่งห้อมา